ข่าว

'มาร์ค'โบ้ย'อลงกรณ์'สมัครสปช.ส่วนตัว

'มาร์ค'โบ้ย'อลงกรณ์'สมัครสปช.ส่วนตัว

29 ส.ค. 2557

'อภิสิทธิ์' ชี้ 'อลงกรณ์' สมัครสปช.นามส่วนตัว ปัดเหยียบเรือสองแคม ติงปรับลดภาษีเบนซิน-เพิ่มดีเซล ยันเหตุการณ์ปี 53 ทำตามหน้าที่ ปมศก.โจทย์ใหญ่ที่รบ.ต้องเร่งแก้

 
                                 29 ส.ค. 57  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศลงสมัครสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในนามมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ว่า ยังไม่ได้คุยกัน แต่ก็เป็นสิทธิ์ของนายอลงกรณ์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับประชาธิปัตย์ และพรรคก็ไม่ได้ห้ามสมาชิก หรือใครที่จะไปสมัครเป็น สปช. เพียงแต่พรรคเคยบอกไว้ว่า พรรคจะสงวนสิทธิ์ในการส่งผู้สมัคร เพราะเกรงว่าจะเป็นปัญหาผลประโยชน์ขัดกัน
 
                                 "เมื่อนายอลงกรณ์จะไปสมัคร พรรคก็จะสงวนสิทธิ์ ที่จะพิจารณาในการส่งลงรับเลือกตั้งในคราวต่อไป เพราะผมเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการส่งบุคคลลงสมัคร สปช. เพราะกระบวนการดังกล่าว น่าจะไม่ใช่เรื่องที่นักการเมืองจะเข้าไป นักการเมืองควรเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น และเมื่อนายอลงกรณ์ ตัดสินใจเข้าไปแล้ว จะทำให้มีอำนาจในการอนุมัติรัฐธรรมนูญ จึงต้องพิจารณาต่อว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร"
 
                                 ผู้สื่อข่าวถามว่า คนส่วนใหญ่อาจมองว่านายอลงกรณ์ คือ พรรคประชาธิปัตย์ จะถูกมองว่าพรรคเหยียบเรือสองแคมหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคไม่มีสิทธิ์ไปห้ามใคร และการกล่าวหาว่าเหยียบเรือสองแคม ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะพรรคกำหนดจุดยืนชัดเจน แต่ไม่มีสิทธิ์ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น จึงไม่มีตรงไหนที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการเหยียบเรือสองแคม การสมัครของนายอลงกรณ์ ก็ชัดเจน ว่าเป็นในนามองค์กรอื่นส่งไป และหากจะมีสมาชิกคนอื่นไปสมัคร ทุกคนก็ต้องไปในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
 
 
 
ติงปรับลดภาษีเบนซิน เพิ่มดีเซล
 
 
                                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลง แต่ไปเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซล ว่า ตนแปลกใจกับการตัดสินใจเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าประชาชนจะพอใจก็ตาม แต่ที่เป็นห่วง เพราะน้ำมันเบนซิน 95 คนใช้น้อย และไม่ใช่น้ำมันที่รัฐจะมาสนับสนุน จึงทำให้ที่ผ่านมา จึงมีการเก็บภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันในอัตราที่สูงมาตลอด เมื่อลดภาษีสรรพสามิต และเงินที่จะเข้ากองทุนฯ ในน้ำมันเบนซิน 95 ลง รายได้รัฐก็จะลดลง จะกระทบต่อฐานราคาน้ำมันเบนซินให้ลดลงไปใกล้เคียงกับแก๊สโซฮอล์ ก่อให้เกิดแรงจูงใจประชาชนไปใช้เบนซินมากกว่าแก๊สโซฮอล์
 
                                 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาล และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องกลับไปตัดสินใจอีกหลายเรื่อง รวมทั้งโครงสร้างราคาทั้งหมด ส่วนนโยบายของ คสช.จะถือว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ใช้น้ำมันดีเซลหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เก็บภาษีน้ำมันดีเซล เพราะขณะนี้ราคาอยู่ใกล้เพดาน 30 บาทต่อลิตรแล้ว ซึ่งถ้าในอนาคต ราคาขยับขึ้น ดีเซลจะสูงขึ้นด้วย ระดับนโยบายต้องมาหารืออีกครั้งว่าจะปรับลงอย่างไร การปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันครั้งนี้ จึงไม่ใช่การปรับที่ยั่งยืน
 
                                 "ผมค่อนข้างมั่นใจว่ารัฐบาลกับ สปช.ยังต้องพิจารณาโครงสร้างราคาอีก แต่ไม่ทราบเหตุผล ว่าทำไมต้องทำเรื่องนี้ ในเวลานี้ มีความประสงค์เรื่องอะไร ถ้าเห็นว่าเบนซิน 95 รับภาระภาษีมากเกินไป ก็ถือเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งประชาชนต้องทราบว่า การลดราคาที่เกิดขึ้น ภาษีจะหายไป แต่ไปเก็บเพิ่มที่ดีเซลแทน ซึ่งเป็นดุลพินิจของผู้บริหารว่า ระหว่างผู้ใช้ดีเซลกับเบนซิน ใครควรจ่ายภาษีมากกว่ากัน"
 
                                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงขณะนี้ ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการ แต่เป็นเรื่องนโยบายที่ปรับลดภาษี ซึ่งในส่วนของบริษัทน้ำมัน ยังต้องไปหารือกันอีกยาว เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่า แนวทางจะเป็นอย่างไร
 
                                 "ต้องถามแนวทางจาก คสช.และ สปช.ว่าทำเรื่องนี้ก่อนที่มีสภาปฏิรูปทำไม ซึ่งมีการชี้แจงว่า ไม่กระทบต่อรายได้ในการจัดเก็บภาษี แต่ถ้ารัฐบาลต้องการปรับโครงสร้างราคาอย่างยั่งยืน ก็ต้องไปพิจารณาเรื่องกองทุนน้ำมัน ที่ตนยังเห็นว่ามีความจำเป็นในการเป็นเครื่องมือเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ไม่ใช่นำไปใช้อุดหนุน หรือพยุงราคา ซึ่งจะทำให้บริหารกองทุนโดยไม่ขาดทุน และยังเป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาขนหันมาใช้น้ำมันชนิดไหน เช่น ถ้าต้องการให้ใช้แก๊สโซฮอล์ก็ต้องลดภาระ ส่วนน้ำมันชนิดไหนที่ไม่ต้องการให้ประชาชนใช้ ก็กำหนดให้มีราคาสูง"
 
                                 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายเกี่ยวกับก๊าซหุงต้ม ที่ถือว่าเป็นของคนไทยทั้งชาติ มีปริมาณเพียงพอที่จะให้ประชาชนใช้ในภาคครัวเรือน จึงต้องให้ใช้ในราคาต้นทุน ไม่ใช่ในราคาตลาด แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งตนยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการขยับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะในการเสวนาเวทีพลังงาน ปตท.ก็ยอมรับเองว่ายังขายแอลพีจีให้บางบริษัทในราคาที่ถูกกว่า
 
                                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่ง เท่ากับภาคครัวเรือนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย ว่าต้องการให้แอลพีจี ทั้งสองภาคอยู่ในระดับใด แต่ทั้งสองส่วนควรอยู่ในอัตราที่เท่ากัน เพื่อป้องกันปัญหาการยักย้ายถ่ายเทแอลพีจีข้ามภาค จะเกิดปัญหาตามมาอีก จึงเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องหาต้นทุนที่แท้จริงของแอลพีจีว่า เท่าไหร่ แต่เวลานี้ยังไม่สามารถจับหลักคิดของ คสช.ได้ว่า มีแนวทางเกี่ยวกับแอลพีจี อย่างไร เพราะยังไม่ชัดเจน
 
 
 
ยัน เหตุการณ์ปี 53 ทำตามหน้าที่
 
 
                                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และอัยการสูงสุด (อสส.) ส่งฟ้องในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยมีเจตนาเล็งเห็นผล ว่า เป็นไปตามที่ตนเคยยืนยันมาตลอดว่าข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอกล่าวหาตน และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นการทำในหน้าที่ราชการทั้งสิ้น ในส่วนของตน คือ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขึ้น หากมีการกระทำผิด ก็เป็นเรื่องที่ทาง ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวน และลงความเห็นว่าจะส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
 
                                 อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ซึ่งดีเอสไอเองก็วินิจฉัยลักษณะนี้ในคดีอื่นมาตลอด แต่กรณีนี้กลับมาทำในสิ่งที่ต่างไปจากคดีอื่น ซึ่งทำผิดมาแต่ต้น ส่วนเหตุการณ์นี้ใครจะทำผิดอะไร อย่างไร ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังสอบสวนอยู่ ซึ่งตนได้ไปให้ถ้อยคำมาแล้ว จึงอยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
 
                                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้พิจารณาว่าจะฟ้องกลับนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ที่เป็นคนลงนามสั่งฟ้องในกรณีนี้หรือไม่ เพราะกำลังยื่นอุทธรณ์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง ส่วนความเห็นแย้งของอธิบดีศาลอาญา ที่เห็นต่างจากคำพิพากษา ก็ถือเป็นสิทธิ์ที่ท่านเห็นแย้งได้ ส่วนในคดีนี้ก็ต้องดูต่อว่า อสส.จะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่ ซึ่งตนยืนยันมาตลอดว่า พร้อมยอมรับที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม ตามกระบวนการกฎหมายที่ถูกต้อง
 
 
 
ชี้ ปมศก.เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้
 
 
                                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงรายชื่อของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลประยุทธ์ 1 ว่า ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย และเป็นดุลพินิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเข้าใจสภาพปัจจุบัน ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการคนที่ตัวเองมั่นใจว่าจะดำเนินการตามทิศทางของอำนาจ และความรับผิดชอบของ คสช.เองด้วย เพราะยังมีปัจจัยเรื่องความคาดหวังของประชาชนในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต การแก้ไขปัญหาชาติ นำบ้านเมืองไปสู่การปฏิรูป แต่จะทำได้หรือไม่ ต้องติดตาม ทั้งนี้ตนยังห่วงเรื่องเศรษฐกิจที่ท้าทาย เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจจะได้รับประโยชน์จากความสงบจากเหตุการณ์การเมือง แต่ประมาทไม่ได้ เพราะยังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจในชนบท จากเกษตรกรไม่มีกำลังซื้อ เนื่องจากปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ
 
                                 ส่วนการที่ระบุว่า จะไม่แทรกแซงราคานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยิ่งเพิ่มความไม่มั่นใจ และไม่สามารถเพิ่มกำลังซื้อภาคชนบทได้ จึงต้องแยกระหว่างมาตรการสั้นและยาว เช่น การลดต้นทุน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ก็ยังไม่เห็นผลในช่วงนี้ เพราะยังเป็นการขอความร่วมมือจากบริษัท ผู้ประกอบการ ไม่ใช่การลดต้นทุนอย่างยั่งยืน เมื่อคิดสัดส่วนแล้ว ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับทั้งหมด จึงต้องหามาตรการระยะสั้นมาช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร เพราะการแทรกแซงราคายังจำเป็นต้องมี แต่ต้องกำหนดมาตรการที่ไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐบาลมากเกินไป และไม่บิดเบือนกลไกตลาด รวมถึงต้องลดช่องทางการทุจริต แต่มาตรการ คสช.ที่ออกมา มีผลน้อยมาก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ
 
                                 "ความจริงการแก้ปัญหาไม่ใช่การรับซื้อ แต่การบริหารราคาในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ เราใช้การบริหารตลาดในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ จึงมีผลต่อราคานั้น ยังอยากให้คิด นอกจากวิธีที่จะรับซื้อเพียงด้านเดียว ส่วนการระบายยางในสต็อก 2 แสนตัน มีผลกระทบต่อราคายางที่จะออกสู่ตลาดแน่นอน การที่รัฐบาลระบุจะช่วยเรื่องสินเชื่อให้เกษตรกร ต้องคำนึงถึงราคายางที่ตกต่ำลงมากในเวลานี้ด้วย โดยต้องดูแลให้เขาอยู่ได้ด้วย ที่ต้องขาดทุนจากการแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่า คสช.ต้องพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มเติม"