ข่าว

ปลุกพลัง‘ปฏิรูปประเทศ’

ปลุกพลัง‘ปฏิรูปประเทศ’

29 ส.ค. 2557

ปลุกพลัง‘ปฏิรูปประเทศ’ : คิดข้ามขั้ว โดยไพศาล สังโวลี

                 ถ้าไม่มองแต่เปลือก และตกหลุมพรางคนบางกลุ่มที่ตั้งป้อมต่อต้าน "คสช." (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เพราะเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ทางการเมือง ที่มีอยู่กับ "การเมืองแบบเก่า" เป็นส่วนใหญ่แล้ว

                 ถือว่าแนวคิดของ "ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)" นำโดย  ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธาน ทปอ. น่าสนใจทีเดียว

                 นั่นคือ การเห็นชอบให้ตั้งหัวหน้าคณะทำงาน 6 คณะ 6 ด้าน กล่าวคือ

                 หนึ่ง - ปฏิรูปด้านการเมือง แต่งตั้งให้ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นประธาน และมีคณะทำงานรวม 42 คน สอง - ปฏิรูปด้านกระจายอำนาจ มี รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์ ประธานโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธาน มีคณะทำงานรวม 48 คน

                 สาม - ปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม มี ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มธ. เป็นประธาน และมีคณะทำงานรวม 16 คน

                 สี่ - ปฏิรูปด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่น มี รศ.ดร.โคทม อารียา ผอ.ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธาน มีคณะทำงานรวม 19 คน

                 ห้า - ปฏิรูปด้านการศึกษา มี ศ.ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นประธาน มีคณะทำงานรวม 141 คน

                 และหก - ปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มี รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นประธาน มีคณะทำงานรวม 62 คน

                 โดยคณะทำงานเหล่านี้จะรวบรวมความคิดเห็นและนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวบรวมเพื่อเสนอต่อ "สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)" โดยมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้ง 9 แห่ง ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น "สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)" ประสานและให้คำแนะนำ

                 ความจริง, นี่คือสิ่งที่คนไทยอยากเห็นและคาดหวังมานานแล้ว ต่อสถาบันการศึกษา และคณาจารย์ทั้งหลาย ที่เปรียบเสมือน "ภูมิปัญญาของประเทศ"

                 เพราะถ้าพูดถึงปัญหาทางการเมือง และทางออกของปัญหาในเวลานี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า คนส่วนใหญ่ต้องการให้ "ปฏิรูปประเทศ" และก็มีการเรียกร้องถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลกมาแล้วด้วย 

                 เพียงแต่ที่ "เศร้าใจ" ก็คือ หลายคนที่มีส่วนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ กลับปิดโอกาสของตัวเอง เพียงเพื่อ "สนอง" อุดมคติส่วนตัวบางอย่าง จนลืมความเป็น "จิตอาสา" เพื่อส่วนรวม ที่ต้องร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างสุดความสามารถ แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ "คสช." (เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว)

                 โดยเฉพาะคนในแวดวงการเมือง ที่คิดว่าตัวเอง มีแนวทางปฏิรูปประเทศที่ "สุดยอด" อยู่ในมือ??? 

                 ใครก็ตามที่เห็นว่า "ธุระไม่ใช่" ก็อย่ามากล่าวอ้างในภายหลังก็แล้วกัน ว่าที่เขาปฏิรูปประเทศเสร็จแล้วนั้น ตนเองไม่เห็นด้วย แล้วก็หาเรื่องมา "แก้ไข" ปลุกพลังมวลชนขึ้นมาขัดแย้งแตกแยกใหม่ จนฉุดรั้งประเทศไม่ให้เดินหน้าต่อไปได้อีก

                 นี่คือ ประเด็นว่าทำไม จึงต้อง "ลดทิฐิมานะ" ที่มีต่อคนนั้นคนนี้ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพราะมีอุดมการณ์นั้น อุดมการณ์นี้ แตกต่างกับตัวเอง

                 อย่าลืมว่า กว่าจะมีคนมาสร้างบรรยากาศให้มีการ "ปฏิรูปประเทศ" ได้ โดยไม่มีใครกล้าเอาปืนเอ็ม 79 มายิงใส่ และเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทะเลาะเบาะแว้งกับฝ่ายที่เห็นต่างด้วยความรุนแรง ไม่ใช่เรื่องง่าย

                 ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ดูเหมือนแนวคิดของ "ทปอ." ก็แทบไม่ได้สนใจอะไรมากมายกับประเด็นที่ว่า พวกตนจะต้องได้เข้าไปอยู่ใน สนช. หรือ สปช.อย่างมาก จึงจะผลักดัน "องค์ความรู้" เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่ตั้งไว้

                 นี่คือ แบบอย่างที่หลายภาคส่วนที่มีความรอบรู้ในแต่ละด้านพึงกระทำได้เช่นกัน และถ้าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะเกิด "พลังอย่างมหาศาล" ที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปสู่จุดหมายที่ต้องการร่วมกัน

                 ถึงตอนนั้น ต่อ "คสช." อยากให้เป็นอย่างอื่นก็มิอาจต้านทานได้ อย่ากลัวไปเลย!