ข่าว

รีดภาษีมรดก-เผือกร้อนสนช.'ประสพสุข'หนุน

รีดภาษีมรดก-เผือกร้อนสนช.'ประสพสุข'หนุน

28 ส.ค. 2557

รีดภาษีมรดก-เผือกร้อนสนช. 'ประสพสุข บุญเดช'อดีตประธานวุฒิสภา ผู้ทำวิจัยเรื่องภาษีมรดกในสมัยที่เรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) 'หนุนเก็บภาษีจากกองมรดก'

              เมื่อใดก็ตาม เมื่อเอ่ยคำว่า ภาษี ชาวบ้านทั่วไปล้วนหวาดผวาราวกับว่าเห็นผี เพราะถึงแม้จะเป็นหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีของชาติ ที่มิอาจหลีกเลี่ยงไปได้ หากแต่ความเป็นธรรมในการจัดเก็บนั่นต่างหากที่ทำให้พวกเขามีความรู้สึกไม่เป็นมิตรกับหน่วยงานผู้รับบทบาทหารายได้ทั้งหลาย และอาจหมายรวมขึ้นไปถึงระดับรัฐบาลเลยทีเดียว
             
              แต่เมื่อใดก็ตามที่มีผู้หยิบยกเอาเรื่อง ภาษีมรดก ขึ้นมากล่าวขาน เมื่อนั้นชาวบ้านทั่วไปกลับมีความรู้สึกตรงกันข้ามกับการเรียกเก็บภาษีทั่วไป เพราะถึงแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยผลักดันเรื่องนี้ได้สำเร็จ แต่ก็เปรียบประดุจสัญญาณที่ประกาศให้สาธารณชนได้รับทราบทั่วกันว่า การเรียกภาษีนับจากนี้จะมีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่จะเจือจานจากคนรวยมาสู่สังคม และคนรากหญ้า ไม่ว่าเม็ดเงินจะมากหรือน้อยอย่างไรก็ตามที แต่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดขึ้นมาครั้งใดก็ดูดี

              เช่นกันกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ส่งสัญญาณไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมรดก จนเป็นที่มาของ "ร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก" ที่ถูกเขียนเอาไว้ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยกรมสรรพากร คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการจัดเก็บภาษีมรดก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา

              แม้ชื่อเรียกขานจะฟังดูไม่เป็นมิตรกับการค้นหาความหมายสักเท่าไร แต่ร่างกฎหมายใหม่นี้ ทีมงานเขาบอกว่า ได้ใจชาวบ้านทั่วไปอย่างแน่นอน

              ก่อนหน้านี้ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร บอกว่า กรมสรรพากรได้ศึกษาแนวทางการจัดเก็บจากหลายภาคส่วน ทั้งจากนักวิชาการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจากประเทศต่างๆ โดยพบว่า มีความแตกต่างกันในวิธีปฏิบัติ แบ่งได้เป็น 3 แนวทาง คือ 1.จัดเก็บจากกองมรดก 2.จัดเก็บจากผู้ให้มรดก และ 3.จัดเก็บจากผู้รับมรดก ซึ่งกรมกำลังพิจารณาข้อดีและข้อเสียว่า จัดเก็บจากแนวทางใดจึงจะเหมาะสมและปิดช่องโหว่ได้มากที่สุด (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 7 สิงหาคม 2557)

              อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามีรายงานข่าวถึง อัตราภาษีที่จะเรียกเก็บตามผลการศึกษา ทรัพย์มรดกสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท จะไม่เรียกเก็บ ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท จัดเก็บร้อยละ 10 และทรัพย์มรดกสุทธิตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป จัดเก็บร้อยละ 20 สำหรับภาษีการรับให้(โอนให้ก่อนตาย 2 ปี)  ทรัพย์สินสุทธิเฉพาะส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท จัดเก็บร้อยละ 10 ตั้งแต่ 40 ล้านบาทขึ้นไป จัดเก็บร้อยละ 20 (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ 4655)

              อย่างไรก็ตาม แม้การจัดเก็บภาษีมรดกจะไม่สามารถส่งรายได้เข้ารัฐได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่จะเน้นหลักการของความเป็นธรรมและการกระจายรายได้เป็นหลัก หากแต่การพิจารณาผ่านกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สังเกตจากท่าทีของ คสช.เอง ที่ยังเห็นว่า เป็นเรื่องที่กระทบประชาชน จึงเลือกที่จะส่งให้ สนช.พิจารณาแทนการออกเป็นประกาศ หรือคำสั่ง ทั้งที่มีอำนาจอยู่เต็ม และในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องภาษีมรดกขึ้นมาพิจารณา ทั้งๆ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ศึกษาไว้เรียบร้อยแล้ว

              แต่เมื่อสำรวจร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกและภาษีการรับให้ ที่ได้นำเสนอ สนช. และคาดหมายว่า เรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาเป็นวาระแรกๆ กลับไม่พบว่าอยู่ใน 10 ร่างกฎหมายที่ถูกบรรจุเข้าวาระ

              จึงเป็นอีก "เรื่องร้อน" ที่สภาแห่งนี้จะได้แสดงออกให้เห็นถึงเจตนาที่ทั้ง คสช.และ สนช.ประกาศเอาไว้ว่า ต้องการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง แม้จะได้เม็ดเงินเข้าคลังไม่มากเหมือนที่หลายฝ่ายคาดหวัง อีกทั้งบรรดาคนร่ำรวยทั้งหลายยังจะหาวิธีในการหลบเลี่ยงภาษีได้อีกสารพัดก็ตาม

              ประชาชนคนรากหญ้าที่รอลุ้นและเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ ย่อมจะคาดหวังกันอยู่ลึกๆ ว่า ที่สุดแล้วร่างกฎหมายนี้คงจะไม่ถูกดองหรือทำแท้งเหมือนหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา


ประสพสุข บุญเดช
อดีตประธานวุฒิสภา
ผู้ทำวิจัยเรื่องภาษีมรดกในสมัยที่เรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร  (วปอ.) 
"หนุนเก็บภาษีจากกองมรดก"


              ผลการศึกษาถึงข้อดีและข้อเสียของการเก็บภาษีมรดก โดยข้อดีคือ รัฐได้เงินจากการจัดเก็บภาษีมรดกมาใช้ในเรื่องสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะคนที่เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกเมื่อตายไปแล้วถูกจัดเก็บภาษีจากกองมรดก ก็จะเหลือเงินและทรัพย์สินน้อยลง แต่ข้อเสียก็มี คือ ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกไม่มีเงินจ่ายค่าภาษี ก็ต้องขายทรัพย์มรดก เช่น ทรัพย์มรดกเป็นที่ดินราคา 50 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีมรดก แต่ทายาทที่รับมรดกไม่มีเงินจ่ายภาษีก็ต้องขายที่ดินมรดกเพื่อนำเงินมาจ่ายภาษี นอกจากนี้การเก็บภาษีมรดก ทำให้คนไม่อยากเก็บออม  เพราะรู้ว่าเมื่อตนเองตายไป ลูกหลานก็ไม่ค่อยได้ทรัพย์สินเพราะต้องถูกหักเสียภาษีมรดก

              ในงานวิจัยของผมเห็นควรเก็บภาษีจากกองมรดก โดยหากกองมรดกไม่เกิน 10 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี จะเสียภาษีก็ต่อเมื่อกองมรดก 11 ล้านบาทขึ้นไป โดยเสียภาษี 2% และเก็บแบบขั้นบันได กองมรดกมากก็เสียภาษีมาก กองมรดกน้อยก็เสียภาษีน้อย เต็มที่เสียภาษีไม่เกิน 30% การเก็บภาษีเป็นการหักเงินภาษีที่จัดเก็บออกจากกองมรดก โดยกองมรดกที่เหลือจากการหักภาษีแล้ว ผู้รับมรดกถึงจะได้รับไป ผมเห็นด้วยกับการเก็บภาษีมรดก คนที่โกงอาจหลบเลี่ยงทรัพย์สินได้ตอนที่มีชีวิตอยู่ แต่ตอนตายเลี่ยงไม่ได้อีกเพราะต้องเสียภาษี และหากเป็นไปตามข่าวที่ว่าจะจัดเก็บภาษีมรดกสำหรับกองมรดกที่มีทรัพย์สิน 50 ล้านบาทขึ้นไป จะมีผู้ได้รับผลกระทบเฉพาะคนรวยในประเทศนี้ประมาณ 5 หมื่นคนเท่านั้น ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ ตอนนี้มาถึงยุค คสช. ถ้าทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผมเชื่อว่า คสช. ทำเรื่องนี้ได้สำเร็จภายใน 5-6 เดือน เพราะเป็นนโยบายของ คสช.อยู่แล้ว ซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมที่จะสนองนโยบาย ซึ่งต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีทรัพย์สินเยอะ จึงไม่อยากให้กฎหมายเกี่ยวกับการเก็บภาษีมรดกออกมา แต่ทุกคนต้องติดตาม
              เรื่องนี้เพื่อไม่ให้แผ่วเงียบหายไป

              ผมไม่เห็นด้วยการเก็บภาษีในอัตราเดียว เพราะไม่เป็นธรรม คนมีมรดกเป็นหมื่นล้านบาท จะเสียภาษีมรดกเท่ากับคนมีมรดก 50 ล้านบาทได้อย่างไร ต้องเก็บแบบขั้นบันได ตามกองมรดกมากน้อย

              สำหรับประเภทของทรัพย์สินที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดก คือ ทรัพย์สินที่จดทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ พันธบัตร หุ้น ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เช่น ของสะสมต่างๆ ต้องจัดเก็บภาษีมรดกทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียน แม้ว่าทรัพย์สินที่ไม่จดทะเบียน เช่น ทองคำ เพชร พระเครื่อง จะสามารถแอบซ่อนไว้เพื่อไม่ต้องเสียภาษีมรดกเพราะไม่มีหลักฐานทางทะเบียน แต่ก็มีคนที่ซื่อตรงไม่หลบซ่อนทรัพย์สิน ยอมเสียภาษีมรดกในส่วนทรัพย์สินที่ไม่ได้จดทะเบียนก็ได้ ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้ารัฐ


........................

(หมายเหตุ : รีดภาษีมรดก-เผือกร้อนสนช. 'ประสพสุข บุญเดช'อดีตประธานวุฒิสภา ผู้ทำวิจัยเรื่องภาษีมรดกในสมัยที่เรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร  (วปอ.)  'หนุนเก็บภาษีจากกองมรดก' )