
ความท้าทายปรับเปลี่ยนประเทศ
ความท้าทายปรับเปลี่ยนประเทศ : บรรณาธิการประจำวันที่28ส.ค.2557
ในช่วงสัปดาห์นี้ มีเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และปัญหาดังกล่าวก็คงสืบต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่ต้องแก้ไขและวางแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม เรื่องร้อนที่เข้ามาก็มีเรื่องปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่มาจากปมราคาพืชผลตกต่ำขาดทุน ถือเป็นปัญหาที่รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาต้องประสบด้วยกันตลอด จะมียกเว้นบ้างก็ช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตดีขายได้ราคาสูง ซึ่งรัฐบาลส่วนใหญ่ก็เลือกแก้ด้วยการช่วยเหลืออุดหนุนด้านงบประมาณเฉพาะหน้าตรึงราคาพืชผลการเกษตร ซึ่งก็ใช้หลายวิธีการ เช่น กำหนดราคารับซื้อและจ่ายส่วนต่างให้แก่เอกชนที่รับซื้อพืชผลเกษตรจากเกษตรกร หรือภาครัฐรับซื้อเข้ามาเก็บไว้ จากนั้นปล่อยออกไปในช่วงที่ราคาเหมาะสม แล้วแต่ว่ากลไกไหนมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี การช่วยเหลืออุดหนุนด้วยเม็ดเงินถูกวิจารณ์มาตลอดว่า เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ที่สำคัญถูกวิพากษ์ว่าเป็นการใช้งบประมาณไปแบบไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่บรรดานักการเมืองที่อิงกับฐานเสียงมักเลือกใช้วิธีการนี้ เพราะได้ประโยชน์ แต่ผลกระทบก็มีเช่นกัน เพราะงบประมาณที่ควรจะนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นที่จำเป็น ต้องถูกนำมาใช้ในการอุดหนุนไปด้วย ซึ่งหัวหน้า คสช.ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า ควรจะมีการปฏิรูปเพื่อให้เกิดระบบที่ยั่งยืนมากกว่าจะอุดหนุนกันไปเรื่อยๆ เพราะสิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือ เกิดช่องในการทุจริตคอร์รัปชั่น จนเห็นได้จากโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนไปกว่า 5 แสนล้าน มีจุดรั่วไหลมากมาย ตรงนี้จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า เมื่อมาถึงช่วงเปลี่ยนผ่านและกำลังปฏิรูปประเทศจึงควรเลือกเดินหน้าแบบยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
เช่นเดียวกับเรื่องที่ถกเถียงกันมานานคือ เรื่องพลังงาน ที่มีการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปพลังงานให้ประโยชน์ตกกับประชาชน ไม่ใช่ภาคเอกชน หรือนักการเมืองที่เข้ามาถือหุ้นกอบโกยกำไร มีคำถามจากภาคประชาชนที่ต่อสู้ในเรื่องนี้มายาวนานว่า ทำไมราคาเชื้อเพลิงพลังงานในประเทศถึงแพงขนาดนี้ ทั้งที่บางส่วนเราสามารถหาได้และผลิตในประเทศด้วย และยังมีบางส่วนส่งออกไปขายต่างประเทศ รวมไปถึงประเด็นกองทุนน้ำมันที่เก็บจากผู้ใช้ แต่นำไปอุดหนุนน้ำมันบางประเภทที่ระบุว่าใช้เพื่อการพาณิชย์ แต่ในข้อเท็จจริงมีการสำรวจหรือไม่ว่า น้ำมันที่อุดหนุนนั้นถูกใช้เพื่อการพาณิชย์จริงๆ กี่เปอร์เซ็นต์ และยังมีคำถามถึงกรณีภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้พลังงานได้ในราคาถูกกว่าภาคขนส่ง ภาคครัวเรือน จนเกิดเป็นปุจฉาว่า ทำไมไม่เท่าเทียมมีการเอื้อประโยชน์หรือไม่
ทุกนโยบายที่กำหนดการบริหารประเทศ ย่อมมีทั้งผลด้านบวกและมีผลด้านลบต่อบางกลุ่ม มีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ และย่อมมีคำถามข้อวิพากษ์วิจารณ์ จึงเป็นสิ่งหลีกไม่ได้ที่ฝ่ายผู้กุมอำนาจการบริหารจะต้องนำทุกปมคำถามและข้อเสนอแนะมาไตร่ตรอง เช่นเดียวกับ คสช.ที่กำลังจะมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ จึงต้องนำทุกสิ่งทุกอย่างมาชั่งน้ำหนัก และตัดสินบนสิ่งที่ถูกต้องเกิดประโยชน์กับส่วนรวมประเทศให้มากที่สุด ตามที่ประกาศเจตนารมณ์ไว้บนข้อพิสูจน์ที่เป็นจริง ไม่ใช่ข้อมูลลวงหรือบิดเบือน เพราะที่กำลังเผชิญอยู่ปัจจุบันเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ยังมีปัญหาอีกมากมายของประเทศที่รอถาโถมเข้ามาเพื่อสะสางและจัดระเบียบทำการปฏิรูป เพื่อวางโครงสร้างใหม่ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คนไทยจำนวนมากคาดหวังไว้เช่นนั้น



