ข่าว

‘ณรงค์ชัย’ลาออกเก้าอี้สนช.คาดนั่งรมต.ศก.

‘ณรงค์ชัย’ลาออกเก้าอี้สนช.คาดนั่งรมต.ศก.

28 ส.ค. 2557

‘ณรงค์ชัย’ลาออกเก้าอี้สนช.คาดนั่งรมต.ศก. ‘วุฒิสาร’แนะองค์กรปกครองท้องถิ่นปฏิรูปตัวเอง หมอประเวศหนุนกระจายอำนาจยึดโมเดลชุมชน

                28ส.ค.2557  รายงานข่าวจากรัฐสภาแจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากสนช.กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า นายณรงค์ชัย ติดโผครม. ของพล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกฯ จึงคาดว่า นายณรงค์ชัย จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีต้องไม่เป็น สนช. ซึ่งผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปยังนายณรงค์ชัย เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ไม่สามารถติดต่อได้

                นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่า นายณรงค์ชัย ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก สนช. ซึ่งก็ต้องขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

 

 ณรงค์ชัยปัดนั่งเก้าอี้รมต.

                นายณรงค์ชัย  ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ยอมรับว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ(สนช.) จริงเมื่อช่วงบ่ายวันนี้(27ส.ค.) เนื่องจากไม่มีเวลาว่าง และมีงานที่ต้องทำจำนวนมาก ส่วนกระแสข่าวว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น เมื่อถามว่าพร้อมทำงานหรือไม่หากได้เป็นรัฐมนตรี นายณรงค์ชัย ตอบว่า หากใช้คำว่าถ้าคงตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เกิดขึ้น

 

สรุปยอดเสนอชื่อสรรหาสปช.14วันทะลุเป้า3พันคน

 
                นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการ กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงสรุปยอดการเปิดรับเสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 11 ด้าน ระหว่างวันที่ 14 ส.ค. - 2 ก.ย. ที่จะถึงนี้ ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันที่ 14 ของการเปิดรับเสนอชื่อ โดยตลอดทั้งวันมีองค์กรนิติกรบุคคลไม่แสวงหากำไรยื่นเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น สปช.ในส่วนของสำนักงาน กกต.กลาง จำนวน 11 ด้าน โดยมีผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหาในส่วนกลางรวม 204 คน โดยเป็นองค์กรนิติบุคคลยื่นเอง 132 คน และส่งเอกสารทางไปรษณีย์จำนวน 72 คน ส่วนที่เข้าเสนอชื่อต่อคณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัดมี 95 คน รวมวันนี้ทั่วประเทศมีผู้เสนอชื่อ 299 คน ทั้งนี้สรุป 14 วันของการเปิดรับการเสนอชื่อตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.-27 ส.ค. มีองค์กรนิติบุคคลที่เสนอชื่อเข้ามาจำนวน 1,284 คน เสนอชื่อในส่วนจังหวัด 1,890 คน รวมทั้งสิ้น 3,174 คน โดยยอดผู้เสนอชื่อที่สูงสุดคือด้านการศึกษา 224 คน ด้านอื่นๆ 194 คน และด้านสังคม 185 คน ส่วนด้านที่ยังมีการเสนอชื่อน้อยสุดคือด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 53 คน อย่างไรก็ตามในขณะนี้ทั้ง 11 ด้าน คาดว่ามีบุคคลเสนอชื่อเข้ามาเกิน 50 คนแล้ว

                สำหรับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสปช.ในวันนี้ มีองค์กรนิติบุคคลต่างทยอยเข้ารับการเสนอชื่อ อาทิ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เสนอชื่อ นายอำนาจ สุนทรธรรม เลขาธิการคุรุสภา เข้าสรรหาด้านการศึกษา สมาคมศิษย์เก่าวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล เสนอชื่อ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และนายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า เข้าสรรหา ด้านอื่น ๆ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย เสนอชื่อ นายทวีป กาญจนวงศ์ ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย เสนอชื่อ นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภา เข้าสรรหาด้านสังคม สหทัยมูลนิธิ เสนอชื่อ นางทิชา ณ นคร เข้าสรรหาด้านการศึกษา มูลนิธิสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย เสนอชื่อนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าสรรหาด้านการเมือง และเสนอชื่อนายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตส.ว.สรรหาเข้าสรรหาในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สมาคมรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสนอชื่อ นายจเด็จ อินสว่าง อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา เข้าสรรหาด้านการเมือง และเสนอชื่อ นายวิทย์ รายานนท์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติปี 2550 เข้าสรรหาด้านบริหารราชการแผ่นดิน

                ด้านสมาคมศิษย์เก่าโยธินบูรณะ เสนอชื่อ นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน เข้าสรรหาในด้านสื่อมวลชน มูลนิธิช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เสนอชื่อ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม เข้าสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สมาคมข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อนายไพโรจน์ พรหมสาสน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น มูลนิธิพัฒนาศักยภาพคน เสนอชื่อ นายสำราญ รอดเพชร อดีตโฆษกกปปส. เข้าสรรหาด้านอื่น ๆพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย เสนอชื่อ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรค อดีตพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสุคม ศรีนวล เข้าสรรหาด้านการเมือง สมาคมต่อต้านยาเสพติดในสถานประกอบการ เสนอชื่อ พล.ต.ต อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการกองบัญชาศึกษา(รองผบช.ศ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เข้าสรรหาในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

                สภาหอการค้าไทย เสนอชื่อ นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ ทึ่ปรึกษาสภาหอการค้าไทย เข้าสรรหาในด้านปกครองท้องถิ่น สมาคมสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย เสนอชื่อนายชัยณรงค์ มณเทียรวิเชียรฉาย ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น อดีตพิธีกร รายการไอคิว 180 หอการค้าไทย เสนอชื่อนายชิงชัย หาญเจนลักษณ์ อดีตประธานกรรมการบริหารสำนักงาน รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เสนอชื่อ นายนคร ศิลปะอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกระทรวงแรงงาน เข้าสรรหาในด้านการศึกษา  

                ขณะเดียวกันประชุมสภามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เตรียมเสนอชื่อนายสุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป และผศ.พิเศษ ร.อ. ดร.ประมาณเลิศ อัจฉริยปัญญากุล ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านกฎหมาย


‘วุฒิสาร’แนะองค์กรปกครองท้องถิ่นปฏิรูปตัวเอง

                ที่โรงแรม สวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยจัดประชุมวิชาการ มีการจัดเสวนาในหัวข้อ“การปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลกับการปฏิรูปประเทศไทย”โดยนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เบื้องต้นสถาบันพระปกเกล้าได้ส่งชื่อตนเข้ารับการสรรหาเพื่อเป็นสมาชิกสปช. ถ้าได้รับการสรรหาก็พร้อมทำงาน อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการปฏิรูปโจทย์ใหญ่คือ การปกครองประเทศที่ผ่านมาการกระจายอำนาจก้าวหน้าไประดับหนึ่งแล้ว เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เป็นการแก้ปัญหาที่ใกล้ปัญหา ถ้ายึดกรอบนี้การปฏิรูปจะง่ายขึ้น การกระจายอำนาจเป็นเหมือนยานพาหนะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะระบบราชการไม่สามารถลงไปถึงและใกล้ได้เท่าประชาชนเอง แต่ปัญหาวันนี้คือ การกระจายอำนาจไม่ได้สมดุล ยังมีปัญหาเยอะ แต่ปัญหามีไว้แก้ไข ไม่ใช่ยกเลิก หรือยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเป็นองค์กรของประชาชน ดังนั้น เราต้องปฏิรูปตัวเอง อย่ารอคนอื่นมาปฏิรูป ต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตนเห็นด้วยหากท้องถิ่นใดมีปัญหาคอร์รัปชั่นต้องจัดการลงโทษโดยเร็ว เอาให้เด็ดขาด และประณามด้วย แต่คนที่ดีอย่าไปกล่าวหาว่าเขาไม่ดี ต้องมองด้วยความเข้าใจ

                นายวุฒิสาร กล่าวอีกว่า ประเด็นสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นตามประกาศคสช. ตนเชื่อว่าในที่สุดอาจจะมีการทบทวน เพราะขณะนี้เริ่มเกิดปรากฎการณ์ได้คนที่เป็นข้าราชการจำนวนมาก ทั้งอัยการจังหวัด อดีตข้าราชการครูมาเป็นสมาชิกสภา แต่ละอำเภอได้คนที่อยู่คนละอำเภอมา เราอาจจะเห็นว่าผู้ที่มาเป็นสมาชิกสภาวันนี้ขาดการยึดโยงประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้ไม่มีความสามารถ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีคือ ความเข้าใจในวิถีชีวิตและวิธีคิดของชาวบ้าน ตนยังไม่บอกว่าเกิดความเสียหาย เพราะเพิ่งเกิดปรากฎการณ์ขึ้น แต่ต้องติดตามว่าสภาเหล่านี้จะแก้ปัญหาได้เหมือนกับสภาเดิมได้หรือไม่ ซึ่งก็อย่าเพิ่งด่วนสรุป แต่เราเห็นแล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้นของการสรรหาครั้งนี้ เริ่มมีคนที่อยู่ห่างมากจากประชาชนมาทำหน้าที่ วันนี้ต้องดู เมื่อองค์ประกอบเป็นแบบนี้การบริหารจะมีปัญหาหรือไม่ ขณะที่นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง นายกส.ท.ท. กล่าวว่า 2-3 วันนี้มีคนออกมาพูดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาคอร์รัปชั่น ใช้เงินฟุ่มเฟือย ตนอยากบอกว่า ตนไม่เคยนั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส เพราะมีกฎกระทวงมหาดไทยกำหนดอยู่แล้วว่า เราขึ้นเครื่องบินได้ชั้นไหน การออกมาพูดแบบนี้เหมือนดิสเครดิสท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นตกเป็นจำเลยว่าเป็นคนทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งไม่ใช่เลย แต่ต้องยอมรับว่า การทุจริตมีเกือบทุกภาคส่วน ขึ้นอยู่ว่าจะมากหรือน้อย ส่วนคนที่ว่า เรา เรามี 7,000 กว่าแห่ง หากไปเจอสัก 58 แห่ง แล้วกล่าวหากันมันไม่ใช่


หมอประเวศเชื่อ"คสช."ยึดอำนาจเหตุปชช.ส่วนใหญ่อยากปฏิรูป

                นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และอดีตประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ได้มีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลกับการปฏิรูปประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.มายึดอำนาจ เพราะเห็นฝ่ายต่างๆ ต้องการปฏิรูป จึงตั้งสนช. ครม. สปช. ขึ้นมาเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยทั้งหมด เป็นยุคสมัยแห่งการปฏิรูป ไม่เคยมีครั้งใดที่คนไทยจะมีวัตถุประสงค์ตรงกันขนาดนี้ ซึ่งเมื่อไรที่มีวัตถุประสงค์ตรงกันจะเกิดพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เรียกว่า ปฏิรูปประเทศ ในบรรยากาศอย่างนี้เวลาจะทำอะไรต้องจับหัวใจของมันให้ได้ว่าอยู่ที่ไหน หัวใจของปฏิรูปคือ การคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเองในรูปแบบของชุมชนจัดการกันเอง ท้องถิ่นจัดการกันเอง และจังหวัดจัดการกันเอง 

                "ปัญหาเกือบทุกชนิดในประเทศไทยเกิดขึ้นจากการรวมศูนย์ และการรวบอำนาจปกครองไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไปกว่าร้อยปีแล้ว การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจเป็นต้นทางของปัญหาเกือบทุกชนิดในประเทศไทย อย่างน้อย 6 เรื่องด้วยกัน" นพ.ประเวศ กล่าวและว่า 

                1.ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ เพราะท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ ถ้าท้องถิ่นเข้มแข็งจะช่วยงานได้ถึง 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ แต่หากรวมศูนย์ไว้ส่วนกลางจะอ่อนแอ เพราะทำไม่ไหว ทะเลาะกัน และนำไปสู่ความรุนแรง2.จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับอำนาจที่รวมศูนย์ เพราะวัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสำคัญ และแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน แต่อำนาจที่รวมศูนย์ต้องการให้เหมือนกัน จะเกิดความขัดแย้ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.ทำให้ระบบราชการอ่อนแอ เพราะเป็นระบบใช้อำนาจลงไปในพื้นที่ตลอด แต่ละกรมจะใช้อำนาจลงไปทุกตารางนิ้วของประเทศไทย เมื่อใช้อำนาจไปจะไม่ใช้ปัญญา เมื่อไม่มีปัญญาจะอ่อนแอ 

                นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า 4.ทำให้คอร์รัปชั่นสูง เพราะอำนาจมากที่ไหนคอร์รัปชั่นมากที่นั่น 5.ทำให้เกิดการแย่งอำนาจทางการเมือง เนื่องจากใครชนะจะได้กินรวบหมดทั้งประเทศ จึงพยายามแข่งขันใช้ทุกอย่าง ทั้งกลเม็ด เงิน ให้ได้อำนาจตรงนี้มา การแข่งขันเลยรุนแรง กลายเป็นคณาธิปไตย แล้วได้คุณภาพไม่สูง นำไปสู่ปัญหาต่างๆ อย่างที่เห็นวนเวียนกันอย่างนี้ และ6.ทำให้เกิดรัฐประหารง่าย เพราะเป็นการรวมศูนย์ ใช้ทหารไม่กี่คนก็ทำได้ แต่ถ้าอำนาจกระจายไปสู่ท้องถิ่นจะทำยาก เพราะไม่รู้จะไปยึดตรงไหน นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า ดังนั้นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นเป็นสัจธรรม ประเทศต่างๆ ก็ทำ การคืนอำนาจไปให้ประชาชนปกครองตนเองในรูปของการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเรื่องความถูกต้อง เป็นธรรมจักรที่หมุนกลับไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความถูกต้อง ขณะนี้ถูกระงับการเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะคสช. กลัวจะเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ต้องคืนสู่อปท. แล้วทางอปท.ต้องแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นอารยะคือ ใช้เหตุใช้ผล ไม่มีการสาดโคลนใส่กัน ทำร้ายกัน ต้องทำให้เห็นว่า เรามีความเป็นประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ จุดสำคัญมีความเป็นประชาคม หากมีการเลือกตั้งเฉยๆ แล้วทำร้ายกันก็ไม่เป็นอารยะประชาธิปไตย  ดังนั้น จะระงับการเลือกตั้งอปท.ต่อไปเป็นไม่ได้

                นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า สำหรับบทบาทของ อปท.ต่อการปฏิรูปเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรเป็นเรื่องสปช.เท่านั้น เพราะอปท. ทั้งหมดเป็นดังฐานของประเทศ ต้องขับเคลื่อนการปฏิรูป ถ้าอปท.ทำบทบาทตรงนี้ตัวสปช.จะดีขึ้น สปช.จะไม่ลอยตัวอยู่ข้างบน หัวใจของการปฏิรูปอยู่ที่การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น อปท.ต้องมีส่วนอย่างเต็มที่ ตนเสนอว่า น่าจะมีสมัชชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป เพื่อเตรียมทำเรื่องนโนบายการปฏิรูปให้ดี นักวิชาการต้องช่วยกัน ต้องสังเคราะห์นโยบายเอามาขับเคลื่อน เพราะจะสร้างความเข็มแข็งให้ท้องถิ่น วันข้างหน้าผู้นำท้องถิ่นจะต้องมาเป็นผู้นำระดับชาติ เพราะฐานจะกว้าง 

                "ที่ผ่านมาประเทศไทยรัฐมนตรีไม่มีที่มาที่ไป ถ้าเป็นสหรัฐอเมริกาผู้นำระดับชาติมาจากท้องถิ่นทั้งสิ้น จีนเองแม้เป็นคอมมิวนิสต์แต่การคัดเลือกบุคคลที่ผ่านมาล้วนมาจากการเป็นผู้นำท้องถิ่นก่อนและพิสูจน์ตัวเองแล้วว่า มีความสามารถมา แต่ของเรามองไม่ออกว่าเป็นใครมาจากไหน เพราะเราไม่ได้ทำเรื่องท้องถิ่นให้แข็งแรง" นพ.ประเวศ ระบุ

 

หนุนกระจายอำนาจยึดโมเดลชุมชน

               นพ.ประเวศ  ให้สัมภาษณ์ว่า หัวใจของการปฏิรูปประเทศคือการคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตัวเองมากที่สุด ในรูปแบบของชุมนุมจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เพราะประเทศไทยรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลางมากแล้ว ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ อาทิ ปัญหาระบบราชการอ่อนแอ ปัญหาคอร์รัปชั่น เมื่อถามว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ควรยกเลิกประกาศ 85/2557 เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นควรมีขึ้นหรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า มองว่าขณะนี้คสช.กลัวว่าถ้าเลือกตั้งแล้วจะเกิดการต่อสู้ทางการเมือง บ้านเมืองจะวุ่นวายอีก แต่การระงับการเลือกตั้ง ต้องเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เพราะที่สุดแล้วคืนการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นให้ประชาชน ส่วนระยะเวลาที่จะคืนการเลือกตั้งให้ส่วนท้องถิ่นเมื่อไหร่นั้น ทางองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.) และคสช. ต้องคุยกัน ว่าจะเลือกตั้งอย่างไรไม่ให้เกิดความรุนแรง ไม่ให้กระทบกระทั่งกันอีก ต้องพัฒนาให้การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่เป็นอารยะ อีกทั้งคนลงเลือกตั้งควรให้ความรู้กับประชาชนจะเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามการเกิดวิกฤตในขณะนี้ก็มีเรื่องดีที่เกิดขึ้นคือประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น และเราควรยกระดับการตื่นตัวของประชาชนไปสู่การพัฒนานโยบายต่าง ๆ ด้วย

               ผู้สื่อข่าวถามว่า การคืนการเลือกตั้งให้อปท.ถือเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ควรจะเป็น เรียกว่าเป็นกระบวนการแบบสำเร็จรูปวันนี้ พรุ่งนี้ เป็นกระบวนการที่จะทำงานร่วมกันน่าจะดีกว่า มาคุยกันปรึกษากันว่าการเลือกตั้งอย่างไรถึงจะเป็นสิ่งที่ดี เมื่อถามว่า การเมืองท้องถิ่นควรจะเป็นอิสระจากส่วนกลางหรือไม่นั้น นพ.ประเวศ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พูดยาก แต่ความเป็นจริงควรเป็นเช่นนั้น แต่มันเป็นเรื่องที่หวนกลับไม่ได้ หมุนกลับไม่ได้ มันเป็นสัจจะที่ต้องมี เป็นเรื่องที่พูดยาก 

               ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอที่จะนำไปสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) นพ.ประเวศ กล่าวว่า ตนได้เสนอให้อปท.ทราบว่าควรมีสมัชชาองค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่อไป และรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ควรบรรจุเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย โดยให้นายกฯ และครม.เข้าร่วมการประชุมกับสมัชชาฯ เพื่อรับทราบนโยบายแล้วนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติ ส่วนข้อเสนอของตนในอดีต สปช.สามารถหยิบไปทำได้ และการปฏิรูปประชาชนทั่วประเทศควรมีส่วนร่วมไม่ใช่มีแต่สปช.เท่านั้น เพราะมันจะคับแคบไป ทั้งนี้หากมีกระบวนการประชาชน ทุกภาคส่วนเคลื่อนไหวในการปฏิรูปมีอะไรก็เชื่อมโยงกับสปช.จะช่วยป้องกันความผิดพลาดได้ ส่วนจะเข้าร่วมเป็นสปช.หรือไม่นั้น ตนขอปฏิเสธเพราะอายุมากแล้ว

 

“โฆษกคสช.”เผยเดินหน้าสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นหลังมีรัฐบาลใหม่

               พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก และทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่ทดแทนการหมดวาระของสมาชิกในบางท้องถิ่น ว่า คสช.ทราบดีอาจมีปัญหาความไม่เข้าใจและอาจเป็นที่ไม่พอใจอยู่บ้าง ซึ่งในอนาคตอันใกล้เมื่อมีรัฐบาลที่ครบสมบูรณ์ คงจะได้มีการดำเนินการใหม่ ให้ประชาชนมีความพึงพอใจในการหาบุคคลที่เป็นตัวแทนอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ คัดสรรจากบุคคลที่ประชาชนให้การยอมรับ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริต มีความโปร่งใส เพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งตามระบบปกติในอนาคต

 

“มท.”จัดกิจกรรม“ปิดทองหลังพระ”เล็งเพิ่มความรู้

               นายจรินทร์ จักกะพาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สืบเนื่องจาก มท. ร่วมกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ดำเนินการตามแนวทางและกระบวนการพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ ซึ่งประกอบด้วย หลักการทรงงานและโครงการพระราชดำริ และหลักองค์ความรู้ตามพระราชดำริ 6 มิติ คือ ด้านน้ำ ด้านดิน ด้านเกษตร ด้านพลังงานทดแทน ด้านป่า และด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงหลักการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาเป็นกรอบแนวทางในการทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ และยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงาน (Area-Base Development Approach) ภายใต้แผนการดำเนินงานชื่อว่า “แผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ” โดยจัดทำเป็นพื้นที่นำร่องในจังหวัด และจะขยายผลไปยังพื้นที่ต่างๆ ต่อไป ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานตามกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริของจังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มท. จึงได้จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อดำเนินงานตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ ขึ้น ในระหว่างวันที่ 28 - 29 ส.ค 57 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ “การอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด พัฒนาการจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัด หรือผู้แทน ในพื้นที่ 76 จังหวัด รวมทั้งนายอำเภอและปลัดอำเภอในพื้นที่เป้าหมาย 25 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 518 คน

               “การประชุมในครั้งนี้ มีทั้งการบรรยาย อภิปราย เสวนาแลกเปลี่ยน ความเห็น ประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติงานในพื้นที่จริง มท. ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และมีประสบการณ์ในการทำงานสนองพระราชดำริ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้ารับการประชุมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์สู่การปฏิบัติได้หลายมิติ มีการทำงานร่วมกัน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ “การอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว


ประชุมเกษตรกรขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม

               นายประพัฒน์   ปัญญาชาติรักษ์  ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ  เปิดประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม  ณ ห้องเอนกประสงค์ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ รังสิต ต.คลองหนึ่ง  อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี  โดยมีผู้แทนภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน  4 ภาค เข้าร่วมประชุมสัมมนา เพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม 450 คน

               นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์  ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ   กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศยังเป็นเกษตรกร และเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีความอ่อนด้อยทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งมีข้อจำกัดในการตระหนักรู้ ที่เท่าทันต่อสถานการณ์โลกและการมองในอนาคตระยะยาว  มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาอุปสรรคที่เป็นวิกฤต ต่อความอยู่รอด จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สงคม และการเมือง  โดยเฉพาะระบบเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์   ที่มุ่งเน้นผลผลิต รายได้ และกำไรมาก ๆ เพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรและความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรม  ซึ่งในทางปฏิบัติมีความเกี่ยวโยงกับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม การคา  การลงทุน การบริหาร รวมถึงภาคส่วนผู้บริโภค  เพราะหากมิได้รับการแก้ไขจะมิใช่เป็นเพียงวิกฤตความอยู่รอดของของเกษตรกร และภาคเกษตรกรรม แต่จะเป็นวิกฤตและความอยู่รอดของทุกคนในชาติ

               การประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม  ในวันนี้เพื่อระดมความคิดและเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนและกรอบกฎหมายโดยแบ่ง 5 กลุ่มย่อย ประกอด้วย กลุ่มนโยบาย  กลุ่มภาคกลาง  กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มภาคใต้  อภิปรายร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรกรรม และร่างกฎหมายเกษตรกรรมยั่งยืน  เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป