
แฉสัมพันธ์ร้าวลึก"ไมเคิล-โจ แจ็คสัน"
ความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกระหว่าง ไมเคิล แจ็คสัน กับบิดา ยิ่งชัดเจนมากขึ้นหลังการเสียชีวิตของเขา
(2ก.ค.) อาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ กว่าโลกจะได้รู้ว่า อะไรที่เป็นสาเหตุให้ไมเคิล แจ็คสัน เสียชีวิตแต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าและใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียวก็เห็นผล นับตั้งแต่การเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝัน ของยอดนักร้องเจ้าของฉายา " ราชาเพลงป๊อป " ก็คือ เขาเป็นอัศวินภายใต้เสื้อเกราะแห่งความอาดูร , อ่อนไหว , และดูเหมือนเด็กขี้เหงาที่ไม่รู้จักโต แต่ตัวการสำคัญที่ทำให้ชีวิตของแจ็คสันปราศจากความสุข โจ บิดาวัย 79 ปีของเขา ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มักจะเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ยอมออกงานสังคมใด ๆ ทั้งสิ้น
ในช่วงหลังการเสียชีวิตของบุตรชาย โจ ยังถูกมองว่า ยังคงเสแสร้งทำดีต่อหน้าคนเพื่อหวังผลประโยชน์ได้อย่างแนบเนียน ตอนที่เขาไปร่วมงาน แบล็ค เอนเทอร์เทนเม้นเทเลวิชั่น อวอร์ด เขาก็ยังไม่เสียเวลาที่จะพูดส่งเสริมตัวเอง และต้อนรับบรรดาแฟนๆ ที่ยังคลั่งไคล้ในตัวลูกชาย เขายังหัวเราะได้ตอนที่พูดว่า แย่อยู่สักหน่อยที่ไมเคิลไม่ได้อยู่เห็นอารมณ์ของแฟนๆที่พรั่งพรูให้แก่เขา
ไมเคิล ไม่ได้ระบุชื่อบิดาของเขาไว้ในพินัยกรรม มีเพียงชื่อของมารดา คือ นางแคทเธอรีน ในฐานะผู้พิทักษ์ลูกทั้ง 3 คน แต่ในกรณีที่มารดาของเขาไร้ความสามารถ ก็ให้ยกหน้าที่แก่ไดอาน่า รอสส์
เมื่อปี 2536 ไมเคิลให้สัมภาษณ์ในรายการเจ้าแม่ทอล์คโชว์ โอปราห์ วินฟรีย์ ว่า บิดาของเขาชอบล้อเลียนและตีเขา บิดาของเขาเป็นคนเข้มงวด ไม่ผ่อนปรน ไร้ความปรานี มีแต่ทำให้เขาหวาดกลัว เวลาที่บิดาไปเยี่ยม เขาก็จะรู้สึกไม่สบาย เพราะมันต้องเริ่มเข้าสู่ระเบียบอีกแล้วแต่เมื่อพูดถึงมารดา ไมเคิล กลับบอกว่า เธอเป็นผู้ที่เพียบพร้อม บิดาของมารดาของเขาต่างคนต่างอยู่กันโดยสิ้นเชิง
ในช่วงปีแรกๆของชีวิตสมรส โจ แจ็คสัน เป็นคนขับรถเครน ในเมืองแกรี่ ซึ่งเป็นย่านอุตสาหกรรมในรัฐอินเดียน่า หลังจากไม่สามารถตั้งวงกับพี่ชายได้ เขาก็เอาแรงบันดาลใจมาทุ่มเทกับลูกทั้ง 9 คน เขาต้องการเห็นพรสวรรค์ทางดนตรีของเด็กๆ สร้างประวัติศาสตร์ความสำเร็จให้ครอบครัวเขาผลักดันอย่างหนักให้วง แจ็คสัน ไฟว์ ได้ขึ้นเวที ซึ่งไมเคิล กล่าวว่า บิดาของเขาไม่ค่อยอดทนไม่ค่อยสัมผัสลูก ๆ ด้วยความรัก และไม่เคยลดละความเอาแต่ใจตัว
โจ ได้ยืนยันกับ BBC เมื่อปี 2546 ว่า เขาเคยลงโทษทางร่างกายต่อไมเคิล แต่แค่ตวัดด้วยกิ่งไม้และเข็มขัด แต่ไม่เคยถึงขั้นที่เรียกว่าตี เพราะการตีต้องใช้ไม้เรียว เขาอ้างว่า พวกพี่ ๆ อิจฉาที่เห็นเขาดังแซงหน้าครอบครัว ก็เลยล้อเลียนเรื่องที่เขาเป็นสิว และมีจมูกโตแบบแอฟริกัน ที่อาจเป็นไปได้ว่า จะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไมเคิลผ่านการทำศัลยกรรมพลาสติกหลายครั้ง รวมถึงการรักษาเรื่องผิวพรรณด้วย ไมเคิล บอกกับวินฟรีย์ เมื่อปี 2536 ว่าา เขาเป็นสิว ที่ทำให้เขาอับอาย เขาไม่กล้าส่องกระจกดูตัวเอง เขาต้องหลบหน้าในความมืด และบิดาก็ล้อเลียนเขา เขาไม่ชอบใจและร้องไห้ทุกวัน
บรรดาคนที่เขียนชีวประวัติของไมเคิล ได้เห็นสิ่งบ่มเพาะพฤติกรรมอันแปลกประหลาดในการใช้ชีวิตโดดเดี่ยวและความรู้สึกที่ว่าความเป็นเด็กของเขาถูกขโมยไป ไมเคิล บอกกับวินฟรีย์ว่าเขารู้สึกอิจฉาที่เห็นพวกเด็ก ๆ เล่นกันหลังโรงเรียนเลิก แต่ตัวเขากลับต้องอยู่แต่ในสตูดิโอบันทึกเสียง หนังสือพิมพ์ ลอส แองเจลีส ไทม์ส ระบุว่า สภาพจิตใจที่ไม่เข้มแข็ง และการไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกที่เป็นจริงได้ ทำให้คนอย่างไมเคิล แจ็คสัน ต้องย้อนกลับไปหาโลกแห่งจินตนาการ
การซื้อคฤหาสน์เนเวอร์แลนด์ เมื่อทศวรรษที่ 1980 เป็นการซื้อของเล่นที่แพงที่สุดตลอดกาลชิ้นหนึ่งให้กับตัวเองของไมเคิล เขาตั้งชื่อตามดินแดนในเทพนิยายเรื่อง ปีเตอร์แพน ที่เด็ก ๆที่นั่นไม่มีวันเติบโต การที่เขาเติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนและความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ค่อยจะดีนัก เมื่อเขามีลูกของเขาเอง เขาก็ปนเปรอลูก ๆ ด้วยชีวิตวัยเด็กที่สูญหายไป ที่เนเวอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นม้าหมุน สนามเด็กเล่น สวนสัตว์จำลอง และเครื่องเล่นเลิศหรูต่าง ๆ
ไมค์ ลา แพ็ครุค ผู้จัดการรักษาความปลอดภัยที่ไมเคิลให้ความไว้วางใจมานานหลายปี เปิดเผยต่อเดลี่ นิวส์ ว่า ลูก ๆ เป็นชีวิตของไมเคิล ถ้าจะพูดถึงไมเคิล ก็ต้องพูดในเรื่องของความเป็นพ่อที่ดีมากของเด็กทั้ง 3 คน คือ ปริ๊นซ์ วัย 12 ปี , ปารีส วัย 11 ปี และปริ๊นซ์ ไมเคิล ที่ 2 หรือ แบล็งเค็ตวัย 7 ปี
ตอนที่ไมเคิล ต้องเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย โจได้ปรากฎตัวเคียงข้างลูกชาย และจับมือเขาไว้ การที่ไมเคิล ไม่ใส่ชื่อบิดาของเขาไว้ในพินัยกรรมที่ทำไว้ตั้งแต่วันที่ 7กรกฎาคม ปี 2545 อาจเป็นการแก้แค้นครั้งสุดท้าย หรือไม่โจก็ยังอาจมีสิทธิ์ใน ไมเคิล แจ็คสันแฟมิลี่ ทรัสต์ ที่ตั้งขึ้นตามพินัยกรรมของเขา ที่จะรับผลประโยชน์จากทรัพย์สินทั้งหมดของเขาตามพินัยกรรม เพียงแต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเท่านั้น



