
ย้อนรอยคดีอุ้ม'อัลรูไวลี่'กระทบสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ
ย้อนรอยคดีอุ้ม'อัลรูไวลี่' กระทบสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ : โอภาส บุญล้อมรายงาน
คดีอุ้ม นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระญาติของกษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบีย ส่งผลสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างมาก ถึงขนาดเรียกอุปทูตประจำประเทศไทยกลับ ลดเหลือเพียงระดับเลขานุการเอก
เมื่อย้อนรอยคดีนี้ นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ เข้ามาอยู่ที่ประเทศไทยประมาณปี 2529 เปิดบริษัททำธุรกิจจัดส่งแรงงานไปทำงานในประเทศแถบตะวันออกกลาง ต่อมาภายหลังเกิดคดีฆาตกรรมนักการทูตซาอุดีอาระเบีย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2533 นายอัลรูไวลี่ก็หายตัวไป เหตุเกิดที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน
ต่อมาในปี 2535 รัฐบาลสมัยนั้น ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย จึงสั่งให้ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น รื้อคดีสังหารนักการทูต และการหายตัวไปของนายอัลรูไวลี่
และจากข้อมูลในทางลับอ้างว่า ทีมสืบสวนขณะนั้น ที่นำโดย พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 นำตัวนายอัลรูไวลี่ไปสอบเค้นข้อมูล แต่เกิดความผิดพลาดจนเสียชีวิต จนต้องทำลายหลักฐานที่ จ.ชลบุรี
แต่คดีนี้อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
กระทั่งในปี 2552 กรมสอบสวนคดีพิเศษในสมัยของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้นำหลักฐานใหม่ขอรื้อคดีการหายตัวไปของนายอัลรูไวลี่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการออกหมายเรียก พล.ต.อ.สมคิด บุญถนอม พร้อมลูกน้อง ได้แก่ พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และจ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำหรือไม่กระทำการใด
สำหรับหลักฐานใหม่ที่ใช้ในการดำเนินการสั่งฟ้อง มีเพียงแหวนทองที่หัวแหวนมีรูปพระจันทร์เสี้ยว แหวนประจำตระกูลของนายอัลรูไวลี่ ที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก หนึ่งในทีม พล.ต.อ.สมคิด เก็บไว้ ซึ่ง พ.ต.ท.สุวิชัย ภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากดีเอสไอกันไว้เป็นพยานปากสำคัญ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมคิด ยังออกมาเปิดเผยว่า อัยการได้ช่วยเหลือให้พยานคนนี้หลบหนีไปอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี และต้องใช้วิธีสืบพยานระหว่างประเทศ คดีนี้จึงมีพิรุธ...ว่า อาจมี “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อกลั่นแกล้ง พล.ต.อ.สมคิดกับพวก หลังจากดีเอสไอสั่งรื้อคดีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว
จนกระทั่ง วันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางวักดะห์ ซาเล็ม ฮาเหม็ด อัลรูไวลี่ มารดานายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ ร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้อง พล.ต.อ.สมคิด บุญถนอม พร้อมพวกรวม 5 คน โดยมีคำวิจฉัยว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์มีโทษถึงประหารชีวิต พยานหลักฐานโจทก์ต้องชัดแจ้งหนักแน่นมั่นคง โดยไม่มีข้อตำหนิใดๆ การที่โจทก์ไม่นำตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งห้าเป็นผู้กระทำผิด เท่ากับโจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน ลำพังมีเพียงบันทึกถ้อยคำของ พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นพยานบอกเล่าและมีข้อพิรุธหลายประการดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงไม่น่าเชื่อถือ
อีกทั้งพยานอื่นๆ ของโจทก์ เป็นเพียงพยานแวดล้อม กรณีจึงไม่มีการยืนยันว่ารู้เห็นการกระทำผิดของจำเลยทั้งห้า จึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกระทำผิดจริง ประกอบกับจำเลยทั้งห้าได้ปฏิเสธมาโดยตลอด คดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
ด้าน นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีต่างประเทศ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการยื่นอุทธรณ์คดี พล.ต.อ.สมคิด บุญถนอม พร้อมพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยจากกรณีนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่า ทางอัยการสำนักงานคดีศาลสูงได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว โดยเห็นควรยื่นอุทธรณ์คดี ซึ่งขณะนี้อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ไปแล้วภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้คงจะต้องรอศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนคดีเพื่อทำคำพิพากษา
หากศาลอุทธรณ์พิจารณาและตรวจสำนวนคดีเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะส่งผลคำพิพากษากลับมาให้ศาลอาญา โดยศาลอาญาจะแจ้งหมายให้คู่ความรับทราบเพื่อมาฟังคำพิพากษาต่อไป
----------------------------
(หมายเหตุ : ย้อนรอยคดีอุ้ม'อัลรูไวลี่' กระทบสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ : โอภาส บุญล้อมรายงาน)



