ข่าว

'คุมกำเนิด'ท้องถิ่นฉุดกระจายอำนาจ-แตกแยก

'คุมกำเนิด'ท้องถิ่นฉุดกระจายอำนาจ-แตกแยก

26 ส.ค. 2557

'คุมกำเนิด'การเมืองท้องถิ่น ฉุดกระจายอำนาจ-แตกแยก : ธนิสา ตันติเจริญรายงาน/วัฒนา ค้ำชูรายงาน

                จากประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 85-86/2557 ได้ให้เปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่หมดวาระ หลังจาก คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง โดยไม่ให้มีการเลือกตั้ง แต่ให้ใช้วิธีการสรรหาแทนเป็นการชั่วคราว และให้จำนวน 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ได้จากการสรรหานั้น ต้องเป็นข้าราชการหรือเคยเป็นข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ ระดับ 8 หรือเทียบเท่าขึ้นไป และมอบอำนาจให้คณะกรรมการสรรหาในแต่ละจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีข้าราชการหรือตัวแทนองค์กรอิสระในจังหวัดร่วมเป็นกรรมการ

                ประกาศฉบับดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารขององค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ในระยะเปลี่ยนผ่าน จะว่าไปก็คล้าย "คุมกำเนิด" การเมืองท้องถิ่นไว้ก่อน จนกว่าประเทศจะเดินหน้าปฏิรูปสำเร็จ

                แต่ปัญหาที่กำลังก่อตัวก็กลายเป็นตัวฉุดรั้งให้การทำงานสะดุดไปด้วย ล่าสุด สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย หรือ ส.ท.ท. ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมปัญหา เพราะมีการร้องเรียนจากหลายเทศบาล พบว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ได้จากการสรรหา โดยมากมักเป็นข้าราชการ จนเกิดภาวะข้าราชการยึดสภาท้องถิ่น ทั้งยังถูกตั้งคำถามเรื่องรับเงินเดือน 2 ทาง ว่า ถือเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เพราะได้รับจากตำแหน่งราชการเดิมกับตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามา นอกจากนี้หลายคนที่ได้รับการสรรหาเข้าไปทำหน้าที่ก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เทศบาลนั้นตั้งอยู่ ทำให้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์

                ในเบื้องต้นเกิดปัญหาในหลายองค์กรปกครองท้องถิ่นใน จ.ชุมพร จ.กระบี่ และ จ.สมุทรปราการ และคาดว่าจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะมีองค์กรปกครองท้องถิ่นทยอยหมดวาระ จึงต้องเตรียมเสนอปัญหาให้ คสช.ทราบต่อไป

                ยิ่งมาผสมโรงกับทัศนคติของผู้นำฝ่ายข้าราชการ เช่น ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิพฤติกรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยส่อไปในทางไม่สุจริต อาทิ นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ดื่มไวน์ราคาแพง ใช้นอมินีซื้อบ้านในต่างประเทศ จนทำให้บรรดา อปท.แสดงอาการไม่พอใจ รวมตัวแต่งดำประท้วงให้ถอนคำพูด

                มุมมองของ นายตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ศึกษาเรื่องการปกครองท้องถิ่นมาตลอด เห็นว่า ประกาศ คสช. 2 ฉบับนี้ เป็นแนวคิดที่ผิดพลาด แนวคิดที่มองการเลือกตั้งในช่วงสถานการณ์เช่นนี้จะก่อให้เกิดความแตกแยกนั้น ก็ถือว่ามีเหตุผลและการใช้กระบวนการสรรหาแทนก็ทำได้ แต่กระบวนการสรรหาต้องได้ตัวแทนจากประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนจริงๆ มาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น อีกทั้งคุณสมบัติสมาชิกสภาท้องถิ่นจะต้องไม่ใช่ข้าราชการ ต้องเสนอให้มาจากภาคประชาสังคมของในหมู่บ้านและชุมชน ถ้าในช่วงเวลาอย่างนี้พอจะรับได้ แต่ไม่ใช่ระยะยาว

                นักวิชาการผู้นี้ มองทางออกว่า ในระยะยาว หากจะใช้ระบบการสรรหาในการปกครองส่วนท้องถิ่น อาจจะใช้รูปแบบผสม กล่าวคือ ระบบสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง กับระบบสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการสรรหา และก็เช่นเดียวกัน ในโหมดการสรรหาต้องให้เป็นการสรรหาเอาตัวแทนของกลุ่มคน กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวนา หรือกลุ่มภาคประชาสังคมในท้องถิ่นนั้นจริงๆ เข้าไปประกบกับตัวสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง

                ยกตัวอย่าง สมาชิกสภาเทศบาลตำบล มีสมาชิก 12 คน แบ่งเขตเลือกตั้ง 12 เขต เขตละ 6 คน ตามกฎหมายที่มีอยู่ ก็แบ่งเป็นว่า ในเขตนั้นมาจากการเลือกตั้ง 3 คน และการสรรหา 3 คน ที่มาจากชุมชนนั้น สมาชิกส่วนบริหารตำบล หมู่บ้านละ 2 คน ก็ให้เลือกตั้งหมู่บ้านละ 1 คน และมาจากการสรรหา 1 คน ขององค์กรประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็จะตัดปัญหาการซื้อเสียงต่างๆ ได้ แต่ต้องตัดระบบข้าราชการออกทั้งหมด

                นายตระกูล ชี้แจงถึงข้อคิดเห็นไม่ควรดึงข้าราชการมานั่งใน อปท.ว่า เป็นการสรรหาเพื่อให้ได้คนของตัวเองทั้งหมด ไม่เห็นด้วย จะทำให้ระบบการกระจายอำนาจสูญเสียอย่างมาก

                "กรอบแนวความคิดที่ตั้งขึ้นมาเป็นกรอบแนวคิดที่ระบบราชการต้องการมีอำนาจและอิทธิพล รวมทั้งต้องการแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาการซื้อเสียง การคอร์รัปชั่น โดยคิดว่าราชการมาจัดการแล้วจะแก้ปัญหานี้ไปได้ โจทย์สำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่นและการกระจายอำนาจคือ อำนาจจะต้องอยู่ในมือของประชาชน แล้วให้ประชาชนได้ตัดสินใจเอง"

                เขาระบุถึงบทเรียนในอดีตว่า มีการแต่งตั้งข้าราชการเป็นผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ปรากฏว่าได้คนที่ไม่รู้เรื่องท้องถิ่นนั้นเลย และปัจจุบันกระบวนการสรรหาของ คสช.ก็ได้ข้าราชการมาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ข้าราชการไม่ได้อยู่ในพื้นที่ก็จะไม่รู้ปัญหาของคนในพื้นที่ แล้วจะเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นได้อย่างไร

                "เรื่องโกง คอร์รัปชั่น ราชการทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ท้องถิ่น และนักการเมือง ก็มีการโกงกันทั้งนั้น แล้วจะบอกว่าท้องถิ่นโกง แล้วมาแก้เฉพาะท้องถิ่นคงไม่ได้ แต่ต้องหาระบบป้องกันปัญหา ถ้าจะไปเหมารวมและยกเลิกระบบทั้งหมดคงไม่ถูกต้อง" อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว


แนะใช้แค่ชั่วคราว-เปลี่ยนรูปแบบ"วุ่นแน่"

                ขณะที่ นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 85-86/2557 ว่า การจะปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช้โมเดลที่เป็นอยู่ ที่ให้งดการเลือกตั้ง แล้วมาสรรหาแทน

                ส่วนตัวเข้าใจ คสช.ที่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่แนวทางนี้ไม่ควรใช้นาน เนื่องจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นควรใช้รูปแบบเดิม แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น หากจะเป็นรูปแบบสรรหา มองว่าไม่เหมาะสม ใช้ได้แค่ชั่วคราว อีกทั้งเงื่อนไขที่ คสช.กำหนดค่อนข้างสูงและจำกัดคุณสมบัติว่า ในหลายๆ ตำแหน่งต้องเป็นข้าราชการระดับสูงในพื้นที่

                "เท่าที่ได้รับข้อมูลมา พบว่ามีบางท่านได้รับการสรรหาคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหลายแห่ง บางท่านก็เป็นแบบข้ามอำเภอ แม้จะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน จึงทำให้คนที่ได้รับการคัดเลือกทำงานได้ไม่เต็มที่ และไม่รู้ปัญหาในพื้นที่จริงๆ หรือจะกำหนดให้สรรหาคนในพื้นที่ แต่เมื่อคุณสมบัติสูงเกินไป ทำให้คนในพื้นที่ไม่มีคุณสมบัติ เช่น อบต.เล็กๆ คงไม่มีข้าราชการระดับ 8 แต่เห็นว่าขณะนี้ได้ลดคุณสมบัติเป็นข้าราชการระดับ 7 ก็น่าจะผ่อนคลายไปได้บ้าง"

                สำหรับข้อเสนอเรื่องปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นควรออกแบบในเรื่องกลไกการควบคุมการทุจริตให้มีมากขึ้น และคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา แต่ไม่ควรเปลี่ยนวิธีจากการเลือกตั้งเป็นการสรรหา ไม่เช่นนั้นจะมีความวุ่นวายอย่างแน่นอน

เปิดขั้นตอนสรรหาสมาชิกอปท.

                องค์กรปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล รวมถึง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สมาชิกสภาเขต (ส.ข.)

                1.การคัดเลือกคณะกรรมการสรรหา จากประธานสภาหอการค้าจังหวัด/ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด/ประธานสภาทนายความประจำจังหวัด

                -ผู้ว่าราชการจังหวัด มีหนังสือแจ้งทั้ง 3 องค์กรมาร่วมประชุม ตามขั้นตอน คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทน เป็นประธานการประชุมกล่าวถึง ประกาศ คสช. ฉบับที่ 85 และดำเนินการคัดเลือก 3 องค์กรให้เหลือเป็นคณะกรรมการสรรหา 3 คน ส่วนวิธีการคัดเลือกให้ที่ประชุมตกลงกันว่าจะใช้วิธีลับ หรือเปิดเผย และจัดทำรายงานการประชุมการคัดเลือกกันเองของ 3 องค์กรไว้เป็นหลักฐาน และใช้หลักฐานการประชุมเป็นเอกสารสำคัญว่าผู้ใดได้การคัดเลือกกันเองของ 3 องค์กร

                2.เมื่อได้คณะกรรมการสรรหาครบทั้ง 7 คนแล้ว นัดการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการคัดเลือกสมาชิก อปท. โดยใช้วิธีการทาบทามบุคคลที่มีคุณสมบัติครบตามข้อ 4 ของประกาศ คสช.ฉบับที่ 85 ซึ่งมีแนวทางเลือกดังนี้ 2.1 ให้คณะกรรมการสรรหาไปทาบทามบุคคลตามคุณสมบัติดังกล่าวให้เท่ากับจำนวนสมาชิก อปท.ที่จะพึงมิได้ในแต่ละประเภทของ อปท. (อบต. 10 คน เทศบาล 12 คน อบจ.มีจำนวนกึ่งหนึ่งของที่มีอยู่เดิม) หรือ 2.2 มอบให้เลขานุการ (ท้องถิ่นจังหวัด) ไปทาบทามผู้มีคุณสมบัติ 2-3 เท่าของสมาชิก อปท.ที่พึงจะมีได้ แล้วนำมาสรุปนำเสนอคณะกรรมการสรรหา เพื่อพิจารณาคัดเลือกต่อไป หรือ 2.3 ให้คณะกรรมการสรรหาไปทาบทามผู้มีคุณสมบัติเท่าที่ทำได้ และให้ฝ่ายเลขานุการไปทาบทามอีกจำนวน 1-2 เท่าของสมาชิก อปท.ที่จะพึงมีได้ หรือ 2.4 แนวทางอื่นๆ ที่คณะกรรมการสรรหาเห็นว่าควรดำเนินการ แต่ไม่ควรดำเนินการโดยออกประกาศเชิญชวนมาสมัคร เนื่องจากไม่ตรงตามเจตนารมณ์ และประกาศ คสช.ที่ไม่ได้ให้อำนาจไว้

                ทั้งนี้ ในการไปทาบทามควรมีแบบฟอร์มข้อมูล เช่น ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน อายุ ที่อยู่ ตำแหน่ง หน้าที่ปัจจุบัน หรืออดีต อาชีพ การศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ผลงานหรือใบประกาศเกียรติคุณ รวมทั้งเอกสารหลักฐาน และให้ลงลายมือชื่อของผู้ที่ถูกทาบทามรับรองข้อมูล และให้ผู้ถูกเสนอชื่อยินยอมเพื่อเข้ารับการคัดเลือกด้วย โดยมีตัวอย่างแบบใบทาบทามมาให้ด้วย

                3.ในการนัดประชุมคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ท้องถิ่นจังหวัดในฐานะฝ่ายเลขานุการ ควรทำสรุปข้อมูลตามแนวทางที่ถูกเลือกจากข้อ 2.1-2.4 โดยจัดทำเป็นตารางสรุปข้อมูลเปรียบเทียบผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน เสนอที่ประชุมเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการพิจารณา โดยเน้นข้อมูลตามข้อ 2 ของประกาศ คสช. ฉบับที่ 85 ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ การบริหารงานท้องถิ่น การคลังท้องถิ่น ศึกษาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม โยธาธิการ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ โดยคำนึงถึงพฤติกรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์ของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกด้วย

                4.เมื่อได้สรรหาสมาชิก อปท.ได้ครบจำนวนแล้ว ให้ท้องถิ่นจังหวัดนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานกรรมการสรรหาภายใน 3 วัน

                6.เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามประกาศแล้ว ให้ส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่ควรเกิน 5 วัน นับจากวันที่มีมติ

                7.การดำเนินการหลังจากได้สมาชิก อปท.แล้ว เช่น การเรียกประชุมสภา การเลือกประธาน รองประธานสภา เลขานุการสภา การดำเนินการประชุมให้ถือปฏิบัติตามกฎหมายจัดตั้ง อปท. และระเบียบมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

.................

(หมายเหตุ : 'คุมกำเนิด'การเมืองท้องถิ่น ฉุดกระจายอำนาจ-แตกแยก   : ธนิสา ตันติเจริญ/วัฒนา ค้ำชูรายงาน)