
เว็บไซต์ทำเนียบฯขึ้นรูป-ประวัติประยุทธ์
เว็บไซต์ทำเนียบฯขึ้นรูป-ประวัติประยุทธ์ตอนรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้าทำงาน ขณะที่อดุลย์เผยยังไม่รับสัญญาณเข้าทำเนียบฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ว่า ภายหลังมีพิธีรับสนองพระบรราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลเริ่มมีความคึกคักมากขึ้น แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะยังไม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ตาม โดยบรรดาข้าราชการได้มีการจัดเตรียมความพร้อมต่างๆ รวมทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาปรับปรุงซ่อมแซมบูรณะทำเนียบรัฐบาลได้ทยอยขนของและเริ่มทำความสะอาด แม้จะมีรายงานข่าวเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังไม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งผบ.ทบ. ก็ตาม
นอกจากนี้ในช่วงบ่าย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) ช่วยราชการรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เป็นประธานในการประชุมเตรียมความพร้อมการรักษาความสงบเรียบร้อย การชุมนุม ที่ทำเนียบรัฐบาล กล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า วันนี้เป็นการวางแผนเตรียมการรักษาความปลอดภัยทั้งสถานที่และบุคคล ซึ่งคาดว่าไม่เกินเดือนจะมีคณะรัฐมนตรี โดยทำเนียบรัฐบาลจะเป็นสถานที่ปฏิบัติราชการบางส่วน ทั้งนี้จะวางแผนร่วมกันทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในเรื่องกล้อง cctv และตำรวจในทำเนียบรัฐบาล โดยจะวางแผนอย่างเป็นระบบทั้งสถานที่และบุคคล
และนอกจากนี้ในส่วนของเว็บไซต์ทางการของทำเนียบรัฐบาล (www.thaigov.go.th) ได้ขึ้นรูปภาพ และประวัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึงคำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณิการและคำกล่าวขอบคุณ รวมทั้งภารกิจต่างๆของนายกรัฐมนตรีคนใหม่
“อดุลย์”เผย"ประยุทธ์"ยังไม่ส่งสัญญาณเข้าทำเนียบฯ
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากวันนี้(25ส.ค.)ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ส่วนการทำงานขอฝ่ายกิจการพิเศษร่วมกับรัฐบาลนั้น จะเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ ซึ่งจะมีการส่งมอบงานที่อยู่ในการดูแลให้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาต่อไป ส่วนตนพร้อมทำงานตามที่พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการทาบทามให้เป็นคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่อย่างใด
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวถึงการเชิญข้าราชการที่คสช.มีคำสั่งโยกย้ายให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จำนวน 22 คน รับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นนโยบายที่อยากให้มีการร่วมพูดคุย สอบถามความเป็นมาซึ่งบรรยกาศเป็นไปด้วยดี ทั้งนี้อาจจะมีการมอบหมายงานให้ช่วยรัฐบาลในอนาคตต่อไป
ปลัดกต.ชี้แต่ละประเทศการเมืองเปลี่ยน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ Regional Conference on “The Future of Security in the Asia-Pacific: Emerging Challenges, Promoting Conflict Management and Enhancing Cooperation in Maritime Areas” การประชุมปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นโดยผู้แทนภาครัฐและภาควิชาการเกี่ยวกับแนวโน้มด้านความมั่นคง การบริหารจัดการความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งแนวทางการส่งเสริมความเชื่อมั่นและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจผ่านการทูตเชิงป้องกัน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือทางทะเล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการลดความตึงเครียดและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนเสริมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ในการกล่าวเปิดการประชุมฯ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงแนวโน้มสถาปัตยกรรมของภูมิภาคเอเชีย- แปซิฟิก ว่ามีการสวนทางกันระหว่างความเจริญทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงในภูมิภาค ในสภาวะที่ภูมิเศรษฐศาสตร์ของภูมิภาคมีการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง ภูมิศาสตร์การเมืองของภูมิภาคยังไม่ดำเนินไปในทางที่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของภูมิภาคที่ยังไม่มีความสงบ และต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ อาทิ
ข้อพิพาททางทะเล การระบาดของโรคติดต่อ ภัยพิบัติและอาชญากรรมข้ามชาติ การแข่งขันและความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งอินเดีย และรัสเซีย ซึ่งพยายามเพิ่มบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อแนวโน้มและทิศทางของสถาปัตยกรรมของภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเห็นว่าความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจบางประเทศมีความสลับซับซ้อนสืบเนื่องจากผลพวงทางประวัติศาสตร์และบางกรณีเกิดจากมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
นายสีหศักดิ์ย้ำถึงความสำคัญของการดำรงไว้ซึ่งความเป็นแกนกลางและบทบาทของอาเซียนในภูมิภาคในการส่งเสริมเวทีที่เปิดกว้างสำหรับทุกฝ่ายในการหารืออย่างสร้างสรรค์และเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขข้อแตกต่าง นอกจากนี้อาเซียนจะต้องพิสูจน์ตัวเองในการเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความยืดหยุ่น และมีบทบาทเชิงรุก
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกจำเป็นต้องแสดงสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า สถานการณ์จะไม่ทวีความตึงเครียด ต้องมีการเสริมสร้างค่านิยม และหลักปฏิบัติร่วม กลไกการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเชื่อมั่นระหว่างกันตลอดจนเคารพในหลักการในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งอย่างสันติวิธี เช่น การจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) โดยเร็ว ประเทศผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทะเลจีนใต้ควรเน้นสร้างความร่วมมือที่สร้างผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย (win-win) เช่น การวิจัยในด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการค้นหาและช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติ นอกจากนี้ ประเทศมหาอำนาจมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาวะที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขความท้าทายในประเด็นทางทะเลด้วย
นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่มีอย่างต่อเนื่อง อยากจะย้ำถึงความสำคัญของการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ทางการเมืองด้วยการเสริมสร้างศักยภาพของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาทิ อาเซียน และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ซึ่งอาเซียนมีบทบาทนำเพื่อให้กรอบและเวทีดังกล่าวเปิดกว้างสำหรับให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการหารือและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ ที่มีอยู่ในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ



