ข่าว

ผสานอารยธรรมผ่านเครื่องแต่งกาย

ผสานอารยธรรมผ่านเครื่องแต่งกาย

27 ส.ค. 2557

ไลฟ์สไตล์ : ผสานอารยธรรมผ่านเครื่องแต่งกาย

 
                   เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส 150 ปีพระราชสมภพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และในโอกาสที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ในฐานะที่ทรงมีผลงานโดดเด่นด้านการศึกษาสำหรับเด็กหญิงและสตรี การศึกษาด้านสาธารณสุข วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ประยุกต์และสังคม และมนุษยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดปาฐกถา "เสาหลักของแผ่นดิน" ชุด "150 ปี พระราชสมภพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ" เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงการแต่งกายของสตรี" โดย ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิตสาขาวิชานาฏกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ วันก่อน
 
                   ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล กล่าวว่า ประเทศไทยมีการติดต่อกับต่างประเทศมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ และที่สำคัญคือในช่วงของพระบรมราชจักรีวงศ์ ชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อกับประเทศสยามตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 กระทั่งในปี พ.ศ.2440 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรป การแต่งกายของสตรีในพระราชสำนักเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถเป็นพระองค์สำคัญที่ทรงเป็นผู้นำการผสมผสานการแต่งกายของสตรีไทยและสตรีต่างชาติ ที่สำคัญก็คือจากประเทศแถบยุโรปและราชสำนักอังกฤษ มีพระราชดำริให้ปรับปรุงเสริมแต่งดัดแปลงฉลองพระองค์ โดยนำแบบของชาวยุโรปมาประยุกต์ให้เข้ากับฉลองพระองค์แบบไทยๆ
 
                   "สิ่งที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงกระทำคือ ทรงยึดถือเครื่องแต่งกายของไทยในเรื่องการนุ่งโจงหรือนุ่งจีบ ส่วนฉลองพระองค์ท่อนบนยังเป็นเสื้อแบบไทยที่กลายออกไป เช่นขยายแขนให้เป็นแขนหมูแฮม หรือปรับแขนให้เป็นพลิ้ว หรือทำให้ดูหลวมและเบานุ่มนวลในปลายรัชกาล โดยใช้ผ้าลูกไม้เป็นหลัก และเปลี่ยนผ้าสไบทึบหนาและแข็งให้เป็นสไบที่อ่อนนุ่มและเข้ากับลำตัว พร้อมด้วยเครื่องประดับและเข็มกลัดต่างๆ ที่จะค่อยๆ ลดลงให้เห็นตัวแฟชั่นเครื่องแต่งกายเป็นหลัก ส่วนตัวโจงยังคงมีต่อมาจนถึงปลายรัชกาลที่ 6 ต่อรัชกาลที่ 7 ทำให้ดูเป็นการผสมผสานระหว่างตะวันตกกับตะวันออกได้เป็นอย่างดีและกลมกลืน และสามารถแต่งแปลงให้ออกมาเป็นความหลากหลายเฉพาะกลุ่มคนตามรสนิยมของตนได้อย่างสวยงาม และพวกข้าราชสำนัก สตรีภายนอกก็นำไปประยุกต์การแต่งกายไปทั่วทั้งประเทศ
 
                   สำหรับฉลองพระองค์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงมีช่างตัดเย็บทั้งไทยและต่างประเทศ ถ้าฉลองพระองค์ธรรมดาก็โปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิพงษ์ประไพ พระเจ้าลูกเธอพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดเย็บ แต่ถ้าเป็นชุดใหญ่สำหรับออกงานสำคัญๆ โปรดให้ใช้ช่างฝรั่ง ส่วนการปักเลื่อมปักดิ้น หรือปักไหมลวดลายต่างๆ ทรงใช้ช่างฝีมือในพระตำหนัก จะเห็นได้ว่าคนไทยนั้นไม่ใช่อยู่ดีๆ จะรับอะไรจากต่างประเทศมาทั้งหมด แต่มีการกลั่นกรองมีการพัฒนา และสามารถปรับจนกระทั่งเป็นประโยชน์เหมาะสมกับความเป็นไทยได้อย่างดียิ่ง" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล กล่าว
 
                   ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2453 มีต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ช่วงระยะเวลา 13 ปี แฟชั่นการแต่งกายโดยเฉพาะของสตรีมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่หลังจากเสด็จสวรรคต สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงโศกเศร้าและไม่ทรงออกงานอีกเลย แฟชั่นจึงค่อยๆ เงียบลง แต่ก็ได้สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดา ทรงสืบสานความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นในเวลาต่อมา