
รายงาน..ถวายฎีกา...แดง ร้าว"
การชูธง ถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กลางสายฝนเมื่อค่ำคืนวันที่ 27 มิถุนายน กลายเป็นประเด็น ที่ทำให้ขบวนรถไฟ สายสีแดง ต้องประสบกับภาวะ แตกร้าว ขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และมีแนวโน้มจะไปสู่การ “แตกหัก” กันในอนาคตอีกด้วย
“สุรชัย แซ่ด่าน” อดีตนักโทษคดีมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ที่ถูกปล่อยตัวคนสุดท้ายของประเทศไทย เก็บอาการไม่อยู่ ออกโรงจวกคนใส่เสื้อสีเดียวกันโดยเฉพาะ “นายหัว” วีระ มุสิกพงศ์ อย่างไม่ไว้หน้า
"ผมพยายามติดต่อกับนายวีระ ถ้าดำเนินการ (ถวายฎีกา) ต่อ ผมจะคัดค้านเลย และจะติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้ารับอย่างนั้นก็เท่ากับผิดจริง แล้วถ้าผิดทำไมจึงไม่รับโทษ"
ริ้วรอยความบาดหมางหนนี้ ฉายภาพให้เห็น “เนื้อใน” ของขบวนการเสื้อแดงได้อย่างแจ่มชัดว่า แม่น้ำสองสายยังไม่ง่ายนักที่จะไหลรวมมาบรรจบกันอย่างลงตัว
เพราะหากมองทะลุคำพูดของ “สุรชัย” ก็จะเห็นอาการ “หวาดระแวง” กันอยู่ไม่น้อย ระหว่าง “แดงทักษิณ” กับ “แดงปีกซ้าย” หรือ “แดงสายคอมฯ”
ที่ผ่านมาแดงทั้งสองปีก พยายามจะยึดหลักถ้อยทีถ้อยอาศัย ต่างฝ่ายต่าง “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” สร้างภาพฉาบทาว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นพันธมิตรฯ กัน
หยิบยกเอามิติที่ “สมประโยชน์” ด้วยกันทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน เพื่อประกอบกำลังกันโค่นล้มศัตรูที่วันนี้เป็นตัวเดียวกันคือ “รัฐบาล”
“แดงทักษิณ” หวังโค่นรัฐบาล เพื่อลากพาสถานการณ์ไปสู่การเลือกตั้งใหม่ แล้วยึดครองเสียงข้างมากในสภาแล้วจัดตั้งรัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญ กติกาต่างๆ และไปจบตรงที่เอา “นช.ทักษิณ” กลับประเทศ แล้วชูขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ถ้าเดินตามภารกิจนี้ได้สำเร็จ ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ จะต้องอยู่ใต้ก้นของผู้นำเสื้อแดงครบถ้วนทุกคน อย่างแน่นอน
ขณะที่ “แดงปีกซ้าย” ก็ต้องการล้มรัฐบาล เพื่อ “เตะตัดขา” ส่งผลกระทบชิ่งไปยังอำนาจของเหล่า “อำมาตย์” ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
แม้ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะ จะเห็นความสมัครสมานสามัคคี แต่ลึกๆ แล้ว “หัวหอก” ของทั้งสองสายต่าง “ชิงการนำ” กันมาตลอด และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะหลังจากที่ “สามเกลอ” หัวขบวนของ “แดงทักษิณ” พามวลชนออกป่า ออกทะเลในช่วงสงกรานต์ เคลื่อนไหวอย่างไร้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี สุดท้ายติด “กับดัก” ตัวเอง
กลายเป็นฝ่าย “ก่อจลาจล” เสียเอง ทำแต้มติดลบติดดิน
“แดงปีกซ้าย” ก็ตั้งใจฉวยจังหวะที่ “ทักษิณ” กลายสภาพเป็น “ผู้นำการจลาจล” พาพวกเข้า “เทคโอเวอร์” ขบวนการสีแดงให้เบ็ดเสร็จราบคาบ ซึ่งถ้าเข้ายึดหัวหาดได้สำเร็จ ก็จะค่อยๆ เขี่ย “นายใหญ่” ให้ตกขบวนไปกลางทาง ปล่อยให้ตายตามยถากรรม
ช่วงนั้นจึงได้เห็น “แดงปีกซ้าย” เคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น สมยศ พฤกษาเกษมสุข, จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุรชัย แซ่ด่าน, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, วิภา ดาวมณี โผล่หน้าออกมามีบทบาทอย่างแข็งขัน
มีการออกหนังสือเป็นของกลุ่มตัวเองชื่อว่า “Red News” เป็นกระบอกเสียง
จนมาถึงการวัดพลังสายคอมฯ เก่า ด้วยการจัดชุมนุมในห้วงวันที่ 21-24 มิถุนายน ภายใต้เป้าหมายใหญ่คือ “เปลี่ยนวันชาติ” จาก 5 ธันวาคม เป็น 24 มิถุนายน
เป็นการชุมนุมที่ไม่ให้ค่า “ทักษิณ” เลยแม้แต่น้อย
และค่ำคืนวันที่ 24 มิถุนายน ที่ “สุรชัย” ประกาศทุบโต๊ะต่อหน้าผองเพื่อนชาวสังคมนิยม อดีตสหายเก่ากว่าร้อยชีวิต ว่า แม้จะเป็นแกนนำ นปช.
แต่ไม่เคยเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางของ “วีระ มุสิกพงศ์” ที่นำเสนอแนวทาง “ราชประชาสมาสัย” ขอพระราชทานอภัยโทษให้ “ทักษิณ” เพราะเส้นทางนี้ไม่ใช่ทางเดินของฝ่ายซ้ายอย่างแน่นอน
ขณะที่ “แดงทักษิณ” แม้รู้ว่า เพื่อนที่เคยร่วมรบกำลังจะแข็งเมือง แต่ไม่สนใจ เพราะยังมั่นใจในพลังกระแสและกระสุนของ “นายใหญ่”
จึงเดินหน้า “เป่านกหวีด” เรียกคนมาอีกรอบ 27 มิถุนายน พร้อมกับเปิดประเด็น “ถวายฎีกา” ปลุกมวลชนให้ช่วยกันอุ้ม “ทักษิณ” กลับเข้าประเทศ
เกมนี้ แม้จะสร้างความกระอักกระอ่วนให้ “แดงปีกซ้าย” อย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้
เพราะตราบใดที่ฝ่ายตัวเองไม่มี “กองกำลัง” สนับสนุน ทั้งคนและเงินเพียงพอ ก็ไม่อาจจะตีจากไปไหนได้
สุดท้ายก็คงต้องซุกตัวอยู่ในขบวน “นายใหญ่” เพื่อเติบโตต่อไป
แม้จะต้องกลืนเลือดสักกี่อึกก็ต้องทำ !
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



