ข่าว

สำรวจเบื้องลึก‘นักซ้อม-นักโทษ’28สน.ทั่วประเทศ

สำรวจเบื้องลึก‘นักซ้อม-นักโทษ’28สน.ทั่วประเทศ

25 ส.ค. 2557

สำรวจเบื้องลึก‘นักซ้อม-นักโทษ’ เจาะลึก ‘ตำรวจ’ 28 สถานีทั่วประเทศ...เปลี่ยน ‘ซ้อมกาย’ เป็น "ซ้อมใจ" ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               คดีข่มขืนฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 13 ปี บนรถไฟ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น คดีเริ่มซับซ้อนขึ้น หลังพบว่า ฆาตกรอาจไม่ได้มี นายวันชัย แสงขาว คนเดียว แต่มีเพื่อนชื่อ "หนึ่ง" หรือ นายณัฐกรณ์ ชำนาญ ช่วยดูต้นทางหรือมีส่วนรู้เห็นและมีคำรับสารภาพด้วย ผ่านไปไม่กี่วัน "หนึ่ง" กลับคำให้การ อ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็น และที่สารภาพไปตอนแรก เพราะถูกตำรวจซ้อมทรมานร่างกายอย่างรุนแรง ก่อนจะข่มขู่บีบบังคับให้เซ็นคำรับสารภาพ...

               "โดนจับถอดเสื้อผ้าหมด ช็อตไข่ เหยื่อหลายคนแก้วหูทะลุทั้งสองข้าง เพราะถูกตบบ้องหูอย่างแรง"

               "ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ถูกดึงอวัยวะเพศ แก้ผ้าให้ทำท่าบริหารต่อหน้าคนอื่น บางคนโดนบังคับให้ทำท่าร่วมเพศช่วยตัวเอง"

               ข้อความข้างต้นเป็นคำบอกเล่าซ้ำๆ ของกลุ่มญาติหรือผู้ที่เคยโดนซ้อม...แม้ประเทศไทยจะลงนามให้สัตยาบัน "อนุสัญญาการต่อต้านทรมานฯ" ไว้ตั้งแต่ปี 2550 ผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้ว ดูเหมือน "การซ้อมทรมาน" ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยรวมถึงนักโทษจากเจ้าหน้าที่รัฐยังคงเกิดขึ้น...เสมือนเป็นเรื่องปกติ

               หนึ่งในเหยื่อนักศึกษาที่โดนซ้อมอย่างไร้ความปรานี เปิดเผยว่า วันนั้นเจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นหอพักนักศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา แล้วจับกุมเขาไป เพราะสงสัยว่าจะวางแผนทำระเบิดและก่อความไม่สงบ แม้หนุ่มคนนี้พยายามปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ

               "พวกเขาเตะต่อย แล้วเอากระบอกปืนตีหัวผม เอาไม้มัดด้วยผ้าตีบนหลังอีกหลายครั้ง ให้ตากแดดตากฝน กินข้าวกลางฝน ก่อนส่งไปค่ายทหารในวันที่สาม ให้ถอดเสื้อเอาไปขังในห้องตากแอร์เย็นสุดๆ แล้วลากลงไปข้างล่างมัดกับเสาไฟฟ้า โดนฉีดน้ำใส่หน้า ปล่อยทิ้งไว้กับเจ้าหน้าที่คนเดียวให้เตะต่อย จับก้มหน้าบนเก้าอี้แล้วใช้ไฟฟ้าช็อตหลังเท้า ให้รับสารภาพ แต่ผมปฏิเสธทุกอย่าง ขังถึง 9 วัน ก็มีนักศึกษาไปประท้วงให้ปล่อยตัว"

               แม้ผ่านมา 7 ปีแล้ว แต่เขายืนยันว่า ยังจำได้ชัดเจนทุกอย่าง แม้เจ้าหน้าที่จะพลิกป้ายปิดบังชื่อแล้วปิดตาไว้ทุกครั้งก็ตาม แต่ความเกลียดโกรธยังมีอยู่ทุกวินาที...

               กรณีข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้กล้าออกมาเปิดเผยต่อสังคม แต่ยังมีเหยื่ออีกจำนวนมาก ที่ยอมทนเก็บกดความปวดร้าวไว้ในใจ...

สำรวจเหยื่อโดนซ้อม

               ล่าสุด "พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ" ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ทำวิจัยเชิงลึกสำรวจสถานการณ์ซ้อมทรมานในประเทศไทย โดยเก็บข้อมูลเหยื่อโดนซ้อมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากกลุ่มตัวอย่าง 92 กรณี ตั้งแต่ปี 2555-2557

               นักวิจัยข้างต้นสะท้อนความรู้สึกให้ฟังว่า มีหลายเคสแทบไม่น่าเชื่อว่า สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ เช่น บางรายโดนใส่นวมใส่การ์ดที่ศ๊ณษะแล้วชก ผู้ชายถูกดึงอวัยวะเพศ แก้ผ้าให้ทำท่าบริหารต่อหน้าคนอื่น และมีที่โดนให้ทำท่าร่วมเพศช่วยตัวเอง หลายคนบอบช้ำไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่เป็นด้านจิตใจ จนเก็บตัว ไม่กล้าออกนอกบ้าน หวาดระแวงนอนไม่หลับ การควบคุมตัว 7 วันใต้กฎอัยการศึก ทำให้ทนายเข้าเยี่ยมไม่ได้ ต้องขอความกรุณาปราฯ๊จากหน่วยงานทหารถึงเข้าเยี่ยมได้ บางคนผ่านไปสองสามปีถึงกล้าพูดว่าโดนซ้อมอะไรบ้าง

               "เจ้าหน้าที่อยากได้พยานหลักฐานไปจับโจรหรือยาเสพติด แต่คำสารภาพที่ได้มาไม่ถูกกฎหมาย คำสารภาพเพราะโดนซ้อม เอาไปใช้ในชั้นศาลไม่ได้ ศาลไม่รับฟัง การซ้อมทรมานบางครั้งเป็นด้านจิตใจ แม้ไม่มีบาดแผลบนร่างกาย ก็เป็นการละเมิด ยิ่งถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ข้อมูลจากการวิจัยนี้จะส่งต่อไปให้องค์การสหประชาชาติ หวังว่ายูเอ็นจะช่วยเสนอแนะให้รัฐบาลไทยรีบแก้ไขปัญหานี้” พรเพ็ญ กล่าวอย่างมีความหวัง

               ขณะที่ “นูรอัยนี อุมา” มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2550-2556 หรือ 6 ปี มีผู้ร้องเรียนเรื่องซ้อมทรมานมากกว่า 300 กรณี แต่จำได้แม่นยำคือ คนที่ถูกซ้อมจนเสียชีวิต เป็นผู้ต้องหาโดนจับในยะลา หลังปะทะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ จากนั้นโดนตำรวจจับไปทรมานก่อนส่งไปซ้อมต่อในเรือนจำ จนร่างกายทนไม่ไหวต้องผ่าตัด 2 ครั้ง ผ่านไป 1 ปี เสียชีวิตในเรือนจำ สุดท้ายเอกสารระบุว่าตายเพราะเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ญาติแจ้งความดำเนินคดี ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นศาล แม้จะมีพยานหลักฐานชัดเจนมาก มีแพทย์ตรวจบาดแผล แต่คดีก็ยังไม่คืบหน้าเท่าไร

               “นอกจากทำร้ายร่างกายแล้ว ยังใช้การทรมานจิตใจด้วย เช่น ใครนับถือศาสนาอิสลามจะโดนขังบนรถมีกรง ให้หมาเฝ้า บางทีขุดหลุมฝังผู้เสียหายไว้ ปล่อยสุนัขมาเดินอยู่รอบๆ สำหรับมุสลิมแล้วถือเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง อยากให้เคสเหล่านี้เป็นเคสสุดท้ายที่เกิดขึ้น” ทนายความกล่าว

               ทุกครั้งที่เอ่ยถึง “ปัญหาการซ้อมทรมานนักโทษ” สังคมมักจะพุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเป็นด่านแรก...ดังนั้น “จริงหรือไม่?” ที่การใช้วิธีบีบบังคับหรือทำร้ายร่างกาย ช่วยให้ตำรวจสามารถนำมาซึ่งคำรับสารภาพสำหรับปิดคดี

เปลี่ยน "ซ้อมกาย" เป็น "ซ้อมใจ"

               ทีมข่าวรายงานพิเศษเนชั่น ได้สุ่มสำรวจความคิดเห็นตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนจาก 28 สถานีตำรวจทั่วประเทศ แบ่งเป็น กรุงเทพฯ และปริมณฑล 10 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 แห่ง ภาคเหนือ 6 แห่ง ภาคใต้ 6 แห่ง

               ผลปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยละ 80 เห็นว่า การบีบบังคับนักโทษจำเป็นในขั้นตอนสืบสวนมีประโยชน์ มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ "ไม่เห็นด้วย"

               ยังพบอีกว่า รูปแบบการทำร้ายผู้ต้องหาหรือนักโทษนั้น ได้เปลี่ยนจากทำร้ายร่างกายแบบในอดีต เป็นการข่มขู่ทางจิตใจแทน โดยร้อยละ 90 ยอมรับว่าใช้วิธีทรมานทางด้านจิตใจ เช่น ขู่ขังเดี่ยว ทำให้อับอาย พูดกดดันถึงสมาชิกครอบครัว ฯลฯ มีเพียงร้อยละ 10 ที่ยอมรับว่าทรมานด้านร่างกายร่วมด้วย โดยนายตำรวจบางส่วนใหญ่แสดงความเห็นคล้ายคลึงกันว่า “ถ้าเอาความจริงแล้ว การบีบบังคับเป็นประโยชน์มาก เพราะช่วยทำให้ปิดคดีเร็วขึ้น และเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด"

                อย่างไรก็ตาม มีตำรวจบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการได้ข้อมูลด้วยวิธีทรมาน เช่น “ข้อดีอาจจะทำให้การทำคดีเร็วขึ้น ข้อเสียอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่เป็นความจริง” หรือ “ข้อดี คือได้รับคำสารภาพและทำให้คดีไวขึ้น ข้อเสียคือผู้ต้องหาจะเสียสิทธิมนุษยชน”

               ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงความรู้เกี่ยวกับ "อนุสัญญาต่อต้านทรมานฯ" พบว่า ร้อยละ 60 ไม่รู้เกี่ยวกับอนุสัญญานี้เลย ร้อยละ 30 เคยได้ยินและรับรู้บ้างเล็กน้อย มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่รู้จักและเคยศึกษามาบ้างแล้ว สำหรับความคิดเห็นเรื่องการข่มขู่นักโทษนั้น ส่วนใหญ่มีความเห็นในแง่บวกมากกว่าแง่ลบ และตำรวจบางคนรู้สึกน้อยใจที่ถูกกดดันจากสังคม เช่น

               “ผลลัพธ์มีแต่ด้านดี ช่วยให้คดีเร็วขึ้น เราจะคำนึงถึงผู้เสียหายเป็นหลัก”

               “ผู้ต้องหาบางคนก่อเหตุมาอย่างโชกโชน บางทีก็สมควรโดน”

               “คือยังไงประชาชนก็มักมองตำรวจผิดอยู่เสมอ ถ้าตำรวจทำผิดก็ว่าไปตามผิด”

               “รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่มันอาจจะมีกันบ้างที่จะทำผิดวิธีกัน”

               “บางครั้งเราตั้งใจทำงานเพื่อให้งานเสร็จเร็ว แต่กลับลงโทษ บางทีก็รู้สึกแย่”

               เมื่อถามถึง "ข้อดี-ข้อเสีย" ของอนุสัญญาฯ ตำรวจส่วนใหญ่มองว่าช่วยคุ้มครองผู้ต้องหาที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนข้อเสียคือ ผู้ทำผิดจริงสามารถใช้ช่องทางนี้ในการเอาตัวรอดได้

สังคมไทยเบื้องหลังทรมาน

               พ.ต.อ.อภิชา ถาวรศิริ ผู้กำกับการกลุ่มงานตรวจสอบสำนวนศาล กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันได้บรรจุเป็นหลักสูตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ระบุชัดเจนเลยว่า การซ้อมทรมานผิดกฎหมายและผิดวินัย มีโทษตั้งแต่เบาไปถึงสถานหนัก โทษถึงปลดออก-ไล่ออกได้ 

               พร้อมอธิบายมุมมองตำรวจให้ฟังว่า ปกติแล้วไม่มีใครอยากไปซ้อมหรือทำอะไรผู้ต้องหา แต่ปัญหานี้ยังเกิดขึ้น เนื่องจาก 1.ความไม่รู้ของตำรวจบางคน 2.สังคมกดดัน เพราะมีคดีขึ้นมาก็เรียกร้องให้ตำรวจรีบจับโจรหรือฆาตกรให้ได้ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย บางครั้งตำรวจสืบแน่ชัดแล้วว่าเป็นคนนี้แน่ๆ ก็เลยทรมานให้สารภาพเร็วๆ อยากให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติใหม่ อย่ามองว่าตำรวจจับโจรไม่ได้แย่ ตอนนี้ถ้าคดีช้าตำรวจถูกลงโทษ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงอาจโดนโยกย้าย ทำให้ต้องจับแพะ...

               “ผมไม่ได้ให้ท้ายเขานะ แต่เพราะไปกดดันตำรวจ ขู่สั่งย้ายถ้าจับโจรได้ช้า สังคมไทยต้องยอมรับนะว่า ถ้าคดีไม่มีหลักฐานก็จับไม่ได้ แม้คุณจะเห็น หรือเข้าใจว่าคนนั้นคือผู้ต้องหา แต่คุณทำอะไรเขาไม่ได้ สังคมต้องยอมรับสภาพนั้นด้วย” พ.ต.อ.อภิชา แสดงความเห็น

               ขณะที่ สมชาย หอมลออ ประธานกรรมการองค์การแอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาซ้อมทรมานผู้ต้องหาในไทยมีแนวโน้มดีขึ้น จากการพูดคุยกับพนักงานสอบสวนหลายคนยอมรับว่า "ไม่อยากจะทำ" แต่ถูกกดดันจากผู้บังคับบัญชา เพื่อแสดงผลงานต่อรัฐบาลและประชาชนว่าสามารถจับกุมคนร้ายได้ ผู้ใหญ่บางคนต้องการเป็นตัวอย่างให้คนอื่นในสังคมเห็นแล้วกลัว ไม่กล้าไม่ทำผิดตาม

               "ความคิดแบบนี้ผิดต่อหลักยุติธรรม เพราะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า คนเหล่านี้ยังไม่ใช่ผู้ที่กระทำความผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด" สมชาย กล่าวยืนยัน

               จากผลสำรวจเบื้องลึกความในใจของตำรวจข้างต้น “ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวน” 28 สถานีทั่วประเทศไทย อาจทำให้สังคมไทยต้องหันมาพิจารณาตัวเองว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาการซ้อมทรมานยังเกิดขึ้นต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะการกลบเกลื่อนหลักฐานทางร่างกาย แล้วใช้เทคนิคพลิกแพลงทรมานด้านจิตใจแทน !?! ...


“อังคณา นีละไพจิตร” ปธ.คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ

               "ไม่มีการบัญญัติว่า การซ้อมทรมานเป็นคดีอาชญากรรม ไม่มีการคุ้มครอง ฟื้นฟู หรือชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อและครอบครัว ทนายสมชายเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อ 5 คน ที่ถูกตำรวจซ้อมทรมาน สุดท้ายทนายสมชายเองถูกอุ้มหายไปด้วย ถือเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหยื่อหลายคนแก้วหูทะลุทั้งสองข้าง เพราะถูกตบ จนแก้วหูแตก บางคนถูกช็อตไข่ ถูดถอดเสื้อผ้า"


...............................................

(หมายเหตุ : สำรวจเบื้องลึก‘นักซ้อม-นักโทษ’  เจาะลึก ‘ตำรวจ’ 28 สถานีทั่วประเทศ...เปลี่ยน ‘ซ้อมกาย’ เป็น "ซ้อมใจ"  ทีมข่าวรายงานพิเศษ )