
เตือนภัยสีแดงภูเขาไฟไอซ์แลนด์แต่ยังไม่แน่ว่าปะทุ
24 ส.ค. 2557
ไอซ์แลนด์ยกระดับเตือนภัยภูเขาไฟบาร์ดาร์บุงกาเป็นสีแดง แต่นักธรณีวิทยาเผยล่าสุดยังไม่ชัดว่าเกิดการปะทุ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไอซ์แลนด์เพิ่มการเตือนภัยการบินจากสีส้มเป็นสีแดง เหนือภูเขาไฟบาร์ดาบุงกา ใต้ธารน้ำแข็งวาตนาเยอคุลล์ ที่มีขนาดใหญ่สุดของประเทศ เมื่อบ่ายวันเสาร์(23 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น
ระดับสีแดงเป็นระดับสูงสุด หมายความว่ามีแนวโน้มปะทุรุนแรงในเร็วๆ นี้ หลังจากนักวิทยาศาสตร์พบการปะทุลึกลงไปใต้ธารน้ำแข็งย่อย Dyngjuj?kull ทางเหนือของธารน้ำแข็งวาตนาเยอคุลล์ (Vatnajokull ) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแมกมาหรือหินร้อนจากภูเขาไฟบาร์ดาร์บุงกา เริ่มหลอมละลายน้ำแข็งจากข้างล่าง
แต่ในค่ำวันเดียวกัน ภายหลังนักวิทยาศาสตร์บินตรวจการณ์สามชั่วโมง มีการประเมินใหม่ว่า ณ เวลานี้ ไม่พบหลักฐานการปะทุของภูเขาไฟ แต่ถึงอย่างนั้น การเตือนภัยการบินยังคงเป็นสีแดง เนื่องจากยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้สิ้นเชิงว่าจะไม่เกิดการปะทุ
นายแมคนุส ทูมิ โกมุนด์ซัน นักธรณีฟิสิกส์ชั้นนำของไอซ์แลนด์ ให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า ความวิตกว่า ภูเขาไฟปะทุก่อนหน้านี้บางทีอาจเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากไม่มีสัญญาณการหลอมละลายของน้ำแข็ง แต่เวลาจะบอกได้ว่าแรงสะเทือนที่เกิดขึ้นจะลงเอยด้วยการปะทุหรือไม่ หลายวันก่อน ทางการได้อพยพนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาราว 300 คน จากทางเหนือของภูเขาไฟบาร์ดาร์บุงกา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไอซแลนด์ หลังเกิดแรงสั่นสะเทือนรอบภูเขาไฟหลายร้อยครั้ง แต่ยังไม่ตัดสินใจอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ เพียงขอให้ทุกคนตื่นตัวเตรียมพร้อม และเปิดโทรศัพท์มือถือไว้ตลอดเวลา
บาร์ดาร์บุงกา ใต้ธารน้ำแข็งวาตนาเยอคุลล์ เป็นภูเขาที่มียอดภูสูงเป็นอันดับสองของไอซ์แลนด์ ด้วยความสูงกว่า 2,000 เมตร กว้าง 25 เมตร และเป็นภูเขาไฟที่มีขนาดใหญ่สุดของประเทศ บริเวณโดยรอบไม่มีผู้อยู่อาศัย มีเพียงแหล่งพักเดินเขาและที่ตั้งแคมป์ของนักท่องเที่ยวและนายพรานในฤดูร้อน
นักวิทยาศาสตร์เกรงว่าหากเกิดการปะทุรุนแรงพ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากเป็นความโกลหลทางการบินในยุโรปเหนือและแอตแลนติคเหนือแล้ว ยังอาจสร้างความเสียหายครั้งใหญ่แก่ประเทศเกาะแห่งนี้ ทั้งจากเถ้าภูเขาไฟและน้ำท่วมที่เกิดจากชั้นน้ำแข็งหนาราว 150-400 เมตร ละลาย
ภูเขาไฟ “เอยาฟยาลาเยอคูล”(Eyjafjallajoekull)เคยปะทุครั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายน 2553 พ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้าสูง 9 กิโลเมตร ทำให้เถ้าถ่านปลิวกระจายปกคลุมในหลายชาติทั่วยุโรป สร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมการบินของโลก โดยทำให้ต้องมีการปิดน่านฟ้าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง นักเดินทางตกค้างกว่า 8 ล้านคน



