ข่าว

สัญญาณเตือนฝนทิ้งช่วง เหนือ-อีสานจ่อวิกฤติแล้ง

สัญญาณเตือนฝนทิ้งช่วง เหนือ-อีสานจ่อวิกฤติแล้ง

24 ส.ค. 2557

สัญญาณเตือนฝนทิ้งช่วง เหนือ-อีสานจ่อวิกฤติแล้ง : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค

 
                          การคาดการณ์ของกรมชลประทาน ที่ประเมินว่าสถานการณ์น้ำในปีนี้ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีทั่วประเทศอาจต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยปกติ และต่ำกว่าในปี 2556 ขณะที่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการเพาะปลูกในหน้าแล้ง สถานการณ์ในขณะนี้ พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก อยู่ที่ร้อยละ 50 และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ อยู่ที่ร้อยละ 63 ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 
 
                          ส่งผลให้มีน้ำสำหรับการเพาะปลูกในช่วงหน้าแล้งต่ำกว่าปี 2556 และขณะนี้กรมชลประทานได้เร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เริ่มเพาะปลูกในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคมเช่นเดียวกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ให้มีการเพาะปลูกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมเพื่อให้สอดคล้องต่อการจัดสรรน้ำ  
 
 
 
สัญญาณเตือนฝนทิ้งช่วง เหนือ-อีสานจ่อวิกฤติแล้ง
 
 
 
ภาคเหนือลุ้นให้พายุเข้าเติมน้ำเขื่อน
 
 
                          นายพิสุทธิ์ โชคคติวัฒน์ ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้าฤดูฝนปีนี้ตามที่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีปริมาณน้ำเข้าเขื่อนขั้นต่ำ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ขณะนี้กลับพบว่ามีน้ำเข้ามาเพียง 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ขณะที่ความจุน้ำในเขื่อนขณะนี้อยู่ที่ 4,251 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่างจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 4,431 ล้านลูกบาศก์เมตร
 
                          หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป แน่นอนว่าจะส่งผลมาถึงการจัดสรรน้ำให้แก่พื้นที่เกษตร ที่มีความจำเป็นต้องขอความร่วมมือเกษตรกร ให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลง เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาเช่นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการปลูกข้าวนาปรังจำนวนมาก จนทางเขื่อนต้องส่งน้ำมาช่วย แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้มวลน้ำมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา จนทำให้เกิดภาวะน้ำเค็มหนุนเข้ามาในช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ขึ้นอีกกับพื้นที่ภาคกลาง
 
                          "มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดภัยแล้งขึ้นได้ ตัวชี้วัดสำคัญจะอยู่ที่ปลายเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่หมดฤดูฝน หากไม่มีน้ำเข้าเขื่อน น้ำที่ยังคงกักเก็บก็จะเป็นต้นทุนที่เหลือ ซึ่งจากนั้นไปจะต้องมีการบริหารจัดการการใช้น้ำให้เพียงพอถึงฤดูฝนถัดไป"
 
                          นายพิสุทธิ์ กล่าวว่า ด้วยต้นทุนน้ำที่มีจะมีการระบายออกโดยเฉลี่ย เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี โดยกรมชลประทานจะเป็นผู้คำนวณว่าจากปริมาณน้ำที่มีอยู่ ควรจะมีการปล่อยในแต่ละวันที่สัดส่วนเท่าไหร่ ต้องดูไปอีกสักระยะว่าจะมีพายุฝน หรือไต้ฝุ่น เข้ามาหรือไม่ หากมีเข้ามาก็ถือว่าโชคดีจะมาช่วยเติมปริมาณน้ำในเขื่อนได้ ทำให้มีปริมาณเพียงพอ การบริหารจัดการก็จะดีขึ้น ถ้าน้ำมากก็จะสามารถปลูกข้าวนาปรังได้บางส่วน ต่างจากปีที่แล้วที่ไม่มีเข้ามาเลย
 
                          ดร.สุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ปัจจุบันน้ำสะสมในเขื่อนอยู่ที่ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร เปรียบเทียบในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ปีนี้มีน้ำเข้าเขื่อนน้อยอย่างเห็นได้ชัด ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก หากเป็นเช่นนี้ไปจนถึงหมดฤดูฝน คาดว่าจะมีน้ำกักเก็บน้อยไม่ถึง 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะกระทบไปถึงการทำนา เพราะน้ำที่จะปล่อยเพื่อการทำนาต้องมีอย่างน้อยปีละ 5,000-6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร สภาพในขณะนี้คือการมีน้ำใช้ในเขื่อนอยู่ที่ร้อยละ 13 ของความจุเขื่อนเท่านั้น 
 
                          "ปีที่แล้วมีน้ำไหลเข้าเขื่อนทั้งหมด 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปัจจุบันมีน้ำไหลเข้าเขื่อนวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร มีแนวโน้มว่าจะแล้งใกล้เคียงกันกับปีที่แล้ว ได้แต่หวังว่า 2 เดือนที่เหลือจะมีน้ำเข้ามาเดือนละ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทางเขื่อนสิริกิติ์ กับทางกรมชลประทาน มีการหารืออย่างใกล้ชิดติดตามสถานการณ์กันอยู่ตลอด โดยปลายสิงหาคมนี้ จะมีการสรุปสถานการณ์เบื้องต้นว่าจะมีน้ำต้นทุนเท่าไหร่ เพื่อจะได้นำตัวเลขไปเปิดเผยกับประชาชนให้รับทราบข้อมูลได้ว่าจะมีน้ำใช้สอยได้มากน้อยขนาดไหน และจะต้องเตรียมตัวรองรับภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นนี้อย่างไรบ้าง" ดร.สุเทพ กล่าวและว่า ประเมินจากสถานการณ์ขณะนี้ นาข้าวอาจจะยังทำได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่เต็มทุกพื้นที่ เช่น นาปีอาจจะทำได้ แต่นาปรังอาจจะต้องยุติการทำนาไว้ก่อน หรือลดพื้นที่หันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ตามที่ทางกรมวิชาการเกษตรแนะนำ  
 
                          "ในขั้นตอนการรับมือ ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีการประชุมครั้งใหญ่หารือร่วม ผู้ใช้น้ำ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จากทั้งลุ่มน้ำปิงเขื่อนภูมิพล และลุ่มน้ำน่าน เขื่อนสิริกิติ์ จะหารือร่วมกันเพื่อวางแผนจัดสรรน้ำนับจากนี้" ดร.สุเทพ กล่าวย้ำ 
 
 
 
ห่วงกระทบน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค
 
 
                          รายงานข่าวจากสำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ภาวะฝนทิ้งช่วง กระทบมาถึงอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่ง ในนครราชสีมา เพราะภาพรวมขณะนี้คือการมีน้ำสะสมลดลงกว่าครึ่งจากความจุของอ่าง ทั้งอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ่างเก็บน้ำมูลบน อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ่างเก็บน้ำลำแซะ และอ่างเก็บน้ำลำปลายมาศ ปัจจัยชี้วัดที่สำคัญก็คือ หากไม่มีฝนตกภายในตุลาคมนี้ จะกระทบต่อการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค
 
                          นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา ชี้แจงว่า ในเรื่องของการเพาะปลูกพืชทางชลประทานก็ได้มีการจัดส่งน้ำในการหล่อเลี้ยงพืชผล ในพื้นที่เขตชลประทานอย่างเพียงพออยู่แล้ว โดยพื้นที่ที่ทางชลประทานได้มีการกำหนดพื้นที่การเพาะปลูกทั้งสิ้น 6.5 แสนไร่ จากการตรวจสอบพบว่าเกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกพืชไปแล้วกว่า 4.5 แสนไร่ หรือคิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกที่ได้กำหนดไว้ 
 
                          "ที่เป็นห่วงมากคือปริมาณน้ำที่ทางอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่ง ได้ส่งออกไปเพื่อรักษาระบบนิเวศ และเมื่อได้มีการจัดส่งออกไปเกษตรกรที่อยู่พื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่ได้ทำการเพาะปลูกพืชผลไว้ ที่ติดกับแหล่งน้ำ ก็จะมีการสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง จึงส่งผลให้ผู้ที่อยู่ปลายน้ำที่ต้องการที่จะนำน้ำไปอุปโภคบริโภคนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งการเพาะปลูกพืชในพื้นที่นอกเขต จะต้องรอปริมาณน้ำจากฝนที่ตกลงมาเท่านั้น เพราะน้ำที่จัดส่งมาให้ก็เพื่อให้ใช้ในการอุปโภคบริโภค" นายชิตชนก กล่าว 
 
 
 
สั่งลดการระบายน้ำเขื่อนอุบลรัตน์
 
 
                          นายภิญโญ ทองสิงห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณกักเก็บ 660 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่าง ปัจจุบันมีน้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 88 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ขณะที่แต่ละวันมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพียงวันละ 1-2 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มลดลง
 
                          "ระยะนี้ของทุกปีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจะอยู่ที่วันละ 1-2 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ขณะที่ทางเขื่อนได้บริหารจัดการระบายน้ำให้เกษตรกรวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ปริมาณน้ำใช้ในเขื่อนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงต้องรอดูสถานการณ์ในเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างว่าจะมีปริมาณมากน้อยเพียงใด จากนั้นจะนำข้อมูลไปร่วมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เป็นรูปธรรม"
 
                          นายภิญโญ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการในขณะนี้ ทางเขื่อนอุบลรัตน์ได้ลดการระบายน้ำจากวันละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับส่งน้ำให้แก่เกษตรกรที่กำลังเข้าสู่ฤดูการทำนาปี รวมทั้งเป็นการรักษาระบบนิเวศของลำน้ำด้วย ส่วนการจัดการบริหารในระยะยาวต้องติดตามสถานการณ์ในเดือนกันยายนและตุลาคม เนื่องจากตามสถิติเป็นช่วงที่มีน้ำฝนไหลเข้าจำนวนมาก หากมีพายุฝนเพียง 10-15 วัน น้ำก็จะมีเต็มอ่าง จะทำให้มีน้ำในการอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอ แต่หากฝนทิ้งช่วงในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าก็อาจจะต้องลดการระบายน้ำลง 
 
 
 
ภาคกลางสถานการณ์ยังไม่น่าห่วง
 
 
                          ขณะที่ นายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ณ วันที่ 13 สิงหาคม อยู่ที่ 12,576.1 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 70.87% ของความจุ ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณ มีน้ำสะสมอยู่ที่ 4,456.06 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 50.29% ซึ่งถ้านำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำปี 2556 ในวันเดียวกันนี้ อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำ 13,191.95 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 74.34% ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณอยู่ที่ 5,774.06 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 65.17% ทำให้ประเมินได้ว่าปริมาณน้ำของเขื่อนทั้ง 2 แห่ง ลดลงจากปี 2556 ไม่มากนัก 
 
                          "น้ำที่สามารถใช้ได้ของทั้ง 2 เขื่อน รวมกันเป็นจำนวน 3757.94 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทั้ง 2 เขื่อน ระบายน้ำรวมกันได้ประมาณ 26 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เมื่อคำนวณจากการระบายน้ำแล้ว จะมีน้ำเพียงพอใช้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เชื่อว่าช่วงที่มีมรสุมพัดผ่านเข้าประเทศไทยจะทำให้มีน้ำเข้าอ่างอย่างต่อเนื่อง"
 
                          นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ว่าสถานการณ์ในแถบภาคกลางยังไม่น่าวิตก แต่แผนการระบายน้ำยังจะต้องเป็นไปอย่างรัดกุม ภายใต้แนวทางของคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ที่มี 11 หน่วยงานร่วมกำกับ ซึ่งจะพิจารณาการระบายน้ำจากปัจจัยต่างๆ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรท้ายน้ำ
 
 
-------------------------
 
ผลกระทบแล้งต่อภาคการเกษตร
 
 
 
สัญญาณเตือนฝนทิ้งช่วง เหนือ-อีสานจ่อวิกฤติแล้ง
 
 
                          สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำรายงานผลวิเคราะห์ประมาณการอัตราการเติบโตภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 โดยปัจจัยลบจากปัญหาภัยแล้ง สภาพอากาศที่ร้อนจัด และภาวะฝนทิ้งช่วง ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรทั้งในด้านการเพาะปลูกพืช การเลี้ยง ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สำหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน มังคุด และเงาะ โดยข้าวนาปรัง มีผลผลิตลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญในปี 2557 มีน้อยกว่าปี 2556 ขณะเดียวกันด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นยาวนาน ทำให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต เมล็ดลีบ รวมทั้งเกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกเกินกว่าแผนการจัดสรรน้ำ ทำให้ต้นข้าวไม่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
 
 
-------------------------
 
(สัญญาณเตือนฝนทิ้งช่วง เหนือ-อีสานจ่อวิกฤติแล้ง : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)