
บอกข้าสิ...เงินน่ะมีไหม ?
24 ส.ค. 2557
บอกข้าสิ...เงินน่ะมีไหม ? : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected]
บนทุ่งหญ้าแห่งศิลปศาสตร์ลูกหนัง "นักฟุตบอลอาชีพ" ที่แตกหน่ออ่อนแห่งความพากเพียร แต่ไม่นานก็ต้องเป็นใบไม้ใบสุดท้าย ซึ่งกำลังปลิดร่วงช้า...ช้า และไม่เคยรู้ว่าโลกจะเปลี่ยน เปลี่ยนไปอย่างไร ไม่เคยรู้ว่าสิ่งใดจะเปลี่ยน เปลี่ยนไปเท่าไร ดังนั้นก่อนที่จากหน่ออ่อนจะกลายเป็นผู้ชายอายุย่างขึ้นสามสิบห้า ผู้ที่ชีวิตกำลังคลอนแคลนและใคร่ครวญถึงที่ทางอันควรค่าของตน ขณะสองเท้าต้องก้าวออกนอกสนามฟุตบอล...ค่าจ้างคือสิ่งที่ต้องตักตวงไปให้ได้มากเท่าที่ฝีเท้าจะพึงมี
และเห็นได้ว่าการเล่นฟุตบอลอาชีพที่ได้รับการรับรองจาก สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ตั้งแต่ปี 1885 แต่ก่อนหน้านั้นเกือบทศวรรษ ก็มีนักฟุตบอลที่ได้รับเงินพิเศษจากสโมสรฟุตบอลต้นสังกัด
ระหว่างปี 1901-1961 สโมสรฟุตบอลต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เรื่องเพดานค่าจ้างอย่างเคร่งครัด เงินค่าจ้างรายสัปดาห์ที่สโมสรฟุตบอลจะจ่ายให้นักฟุตบอลมีดังนี้ 4 ปอนด์ (1901), 5 ปอนด์ (1910), 8 ปอนด์ (1920), 9 ปอนด์ (1922), 10 ปอนด์ (1946), 12 ปอนด์ (1947), 14 ปอนด์ (1951), 15 ปอนด์ (1953), 17 ปอนด์ (1957) และ 20 ปอนด์ (1958)
แต่ก็ใช่ว่านักฟุตบอลในแต่ละทีมจะได้รับเงินค่าจ้างสูงสุดทุกคนไป นอกฤดูกาลแข่งขันค่าจ้างก็จะน้อยกว่านี้ ในปี 1909 มีเพียงนักฟุตบอลของ บาร์นสลีย์ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับค่าจ้างสูงสุด 4 ปอนด์ อีก 2 คน ได้รับ 70 ชิลลิง (3.5 ปอนด์) และนักฟุตบอลส่วนใหญ่ที่เหลือได้เพียง 2.5-3 ปอนด์ ค่าจ้างของนักฟุตบอลทั้งทีม (23 คน) รวม 57 ปอนด์ 10 ชิลลิง (57.5 ปอนด์)
ริชาร์ด โฮลท์ นักประพันธ์และอาจารย์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สรุปเรื่องราวค่าจ้างนักฟุตบอลไว้ในหนังสือ "สปอร์ต แอนด์ เดอะ บริติช" (1989) ว่า "ก่อนหน้านี้นักฟุตบอลอาชีพในสายตาของผู้บริหารทีม ก็เป็นแค่เพียงช่างฝีมือเท่านั้น ค่าจ้างที่จะจ่ายให้ผู้เล่น ไม่สามารถคำนวณตามสัดส่วนของค่าตัวในการย้ายสังกัด แต่จะขึ้นอยู่กับอัตราค่าจ้างแรงงานในตลาดทั่วไปที่ช่างฝีมือพึงจะได้รับ...ค่าจ้างของนักฟุตบอลจะอยู่ในราวสองเท่าของช่างฝีมือที่ทำงานเต็ม 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อตอบแทนกับการทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นงานที่นักฟุตบอลโปรดปรานสนุกสนานอยู่แล้ว"
สโมสรฟุตบอลมีเงื่อนไขที่จะจ่ายเงินเพิ่มให้นักฟุตบอลที่ภักดีต่อทีม เช่น 750 ปอนด์ สำหรับการสังกัดอยู่นาน 5 ปี หรือ 1,000 ปอนด์ ถ้าอยู่นานถึง 10 ปี ในช่วงยุคก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 ถ้าเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีก็สามารถต่อรองเงื่อนไขเป็นพิเศษได้
โอกาสทองของนักฟุตบอลอาชีพก็เพิ่มมากกว่าเดิมหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อกิจการโฆษณารุ่งเรืองถึงขีดสุด จะเห็นได้จากกรณีของ เดนิส คอมป์ตัน ปีกซ้ายอาร์เซนอล ชุดแชมป์เอฟเอ คัพ 1950 โฆษณาครีมใส่ผมยี่ห้อ ไบร์ลครีม
ปลายทศวรรษ 50 นักฟุตบอลระดับ "ซูเปอร์สตาร์" มีโอกาสที่จะเพิ่มเงินค่าจ้างเป็นเท่าทวีคูณ ถ้าไปเล่นในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อิตาลี การย้ายไปเล่นต่างประเทศของดาราชูโรงของแต่ละทีม เพิ่มความกดดันให้คณะกรรมการฟุตบอลลีก ต้องสรรหามาตรการยกระดับเงินค่าจ้าง
นักฟุตบอลอาชีพในทุกลีก ประกาศจะร่วมกันไม่ลงสนามในวันเสาร์ที่ 21 มกราคม 1961 แต่ก่อนจะถึงเส้นตาย ฟุตบอลลีกยอมโอนอ่อนผ่อนตามข้อเสนอบางข้อ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การยกเลิกเพดานค่าตัวสูงสุด ซึ่งก็จะเปิดทางโล่งให้มีการปรับเงินค่าจ้าง
สโมสรฟุตบอล อีสต์แฮม ยูไนเต็ด ประกาศในปี 1963 ว่าไม่อาจขัดขวางการย้ายสังกัดของนักฟุตบอลได้ อำนาจการต่อรองของผู้เล่นเพิ่มมากขึ้น และในเดือนเมษายน 1978 เมื่อมีการยกเลิกระบบกักตัวและย้ายสังกัด เปลี่ยนมาใช้การเซ็นนิติกรรมสัญญาแทน
ในวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 1976 แมนฯ ซิตี จ่าฝูงดิวิชั่น 1 (ลีกสูงสุดขณะนั้น) ทำสถิติมีนักฟุตบอลในสังกัด 31 คน และเป็นตัวทีมชาติถึง 8 คน ทำให้มีผู้เล่น 13 คนที่ได้รับเงินค่าจ้างมากกว่า 10,000 ปอนด์ อีก 7 ปีต่อมา "เรือใบสีฟ้า" มีนักฟุตบอล 14 คน ที่มีรายได้เกินกว่า 20,000 ปอนด์ โดยในจำนวนนี้มีหนึ่งคนที่มีรายได้ในวงเงิน 70,000 ปอนด์
...ค่าตัวของ "ซูเปอร์สตาร์" ประจำทีม เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ แม้แต่ทีมท้ายตารางของลีก อาทิ ในปี 1990 ดาร์บี เคาน์ตี มีนักฟุตบอล 12 คน ที่มีรายได้เกิน 50,000 ปอนด์ โดยในจำนวนนี้ 3 คน มีรายได้ในวงเงิน 100,000 ปอนด์
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในศตวรรษ 21 นักฟุตบอลอาชีพ จะลงมานั่งต่อรองค่าตัวกับสโมสรต้นสังกัด...โดยมีทนายความ นักบัญชี และผู้จัดการส่วนตัวนั่งเคียงข้าง ซึ่งเรื่องเหล่านี้เคยทำให้ เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ที่นำ "ปีศาจแดง" เป็นแชมป์ลีกสูงสุด 20 สมัย มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ถึงกับหัวเสียมาแล้ว เพราะนักฟุตบอลที่มานั่งต่อรองกับเขานั้น บางรายเพิ่งพ้นวัยทีนเอจ (13-19 ปี) มาหมาดๆ
การโรยตัวลงนับครั้งไม่ถ้วนของนักฟุตบอลอาชีพแต่ละคน บ่งบอกอะไรกับเด็กหนุ่ม คงขึ้นอยู่กับปัญญาจะคิดใคร่ครวญ แต่ที่แน่ๆ คือการผลัดเปลี่ยนหน้าที่อย่างเสมอภาคและรักษาสมดุลของธรรมชาติผู้ซื่อตรง เสมอภาคและคอยย้ำเตือนถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่สุด เพราะไม่ว่ายุคสมัยใดผลตอบแทนจะมาจากมีฝีเท้า หรือไม่มีฝีเท้า
-------------------------
(บอกข้าสิ...เงินน่ะมีไหม ? : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected])



