
'พ่อยุ่น'ยังไม่ตอบรับให้ข้อมูล
23 ส.ค. 2557
ตร.ชี้ประสานหลายประเทศเกี่ยวข้องเด็กอุ้มบุญแล้ว รอหนุ่มญี่ปุ่นตอบรับให้ข้อมูล เตรียมถกทนายอีกครั้ง 25 ส.ค.นี้ ขณะที่ 2 แม่อุ้มบุญเข้าให้ปากคำ-ชี้ตัวแพทย์
23 ส.ค. 57 พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผช.ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานไปยังชาวญี่ปุ่น อายุ 24 ปี ซึ่งเป็นบิดาของเด็กอุ้มบุญ ว่า เรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการติดต่อไปแล้ว โดยตนได้มอบหมายให้ทาง พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบก.น.4 เป็นผู้ประสานงาน และติดต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องดูกันต่อไปว่า พ่อญี่ปุ่นที่มาทำอุ้มบุญในประเทศไทยรายนี้ จะเดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวนหรือไม่
ขณะที่ พ.ต.อ.พันธนะ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการประสานงานไปยังบิดาชาวญี่ปุ่น ที่เข้ามาทำอุ้มบุญในประเทศไทยนั้น ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการประสานงานไปแล้ว รอแต่เพียงการตอบรับกลับมาว่า จะเดินทางมาให้ข้อมูลเมื่อไร หากบิดาชาวญี่ปุ่น เดินทางมา ก็จะเป็นเพียงการเข้ามาให้ข้อมูล หรือรายละเอียดต่างๆ กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ส่วนที่ว่าจะมีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่บิดาชาวญี่ปุ่น จะเดินทางมาให้ข้อมูลนั้น อันนี้คงตอบไม่ได้ ซึ่งในวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคมนี้ จะเรียกทนายความของบิดาชาวญี่ปุ่น มาหารืออีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สำหรับการประสานงานกับทางตำรวจสากลกรณีของบิดาชาวญี่ปุ่น ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการประสานงานกันอยู่ แต่รายละเอียดมีอยู่หลายส่วน เพราะเกี่ยวข้องและโยงใยกันหลายประเทศ ซึ่งในเบื้องต้นก็ได้มีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่แต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องได้รับทราบแล้ว ส่วนแต่ละประเทศจะไปดำเนินการอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์ของเขา คงไปก้าวล่วงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า พอจะทราบหรือไม่ว่าขณะนี้บิดาชาวญี่ปุ่น ได้พำนัก หรือพักอยู่ที่ประเทศไหน พ.ต.อ.พันธนะ กล่าวว่า จากการข่าวขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด
สองแม่อุ้มบุญเข้าให้ปากคำ-ชี้ตัวแพทย์
พ.ต.อ.เดชา พรมสุวรรณ์ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สน.ลุมพินี ได้เรียกหญิง ซึ่งเป็นแม่ที่ทำอุ้มบุญ มาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อให้ยืนยันชี้ภาพตัวบุคคล คือ แพทย์เจ้าของสถานพยาบาล ซึ่งเป็นคนที่ทำการฝังตัวอ่อนทำอุ้มบุญให้ ขณะนี้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในความผิด 2 ข้อหา คือ 1. ความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล ประกอบกิจการและสถานพยาบาลไม่ได้รับอนุญาต 2. ไม่ควบคุมดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสถานบริการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม โดยขณะนี้ถูกออกหมายเรียกไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน
ในวันนี้ (23 ส.ค.) มีแม่อุ้มบุญ จำนวน 2 คน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี คือ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 38 ปี และ น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 33 ปี เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสอบปากคำนานร่วม 2 ชั่วโมง ก่อนทั้งคู่จะเดินทางกลับ โดยไม่ให้สัมภาษณ์ หรือให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวทั้งไทย และญี่ปุ่น ที่มาเฝ้ารอทำข่าวจำนวนมากแต่อย่างใด
พ.ต.อ.เดชา เปิดเผยว่า วันนี้ (23 ส.ค.) ได้เรียกแม่อุ้มบุญทั้ง 2 คน มาสอบปากคำ เพื่อยืนยันว่า ได้ทำอุ้มบุญดังกล่าวกับ แพทย์เจ้าของสถานพยาบาล หรือไม่ รวมทั้งให้ชี้รูปแพทย์เจ้าของสถานพยาบาลด้วย ซึ่งแม่อุ้มบุญทั้ง 2 คน ก็ให้การ และชี้รูปยืนยันว่าทำแพทย์เจ้าของสถานพยาบาลจริง โดยแม่อุ้มบุญที่มาให้ปากคำครั้งนี้ น.ส.เอ ได้ลูกผู้หญิง ส่วน น.ส.บี ได้ลูกแฝด ชาย-หญิง ขณะนี้เด็กทั้ง 3 คน อยู่ในความดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำหรับในวันจันทร์ (25 ส.ค.) ที่จะถึงนี้ ได้นัดให้แม่เด็กอุ้มบุญที่เหลืออยู่มาให้ปากคำในเวลาประมาณ 10.00 น. คาดว่าน่าจะมาประมาณ 4-5 คน ซึ่งผลการสอบปากคำทั้งหมด จะได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
พ.ต.อ.เดชา กล่าวอีกว่า ในส่วนของการสอบปากคำแพทย์เจ้าของสถานพยาบาลนั้น ก่อนหน้านี้ทางทนายความ ได้ยื่นเรื่องขอเลื่อนเข้าพบเป็นวันที่ 6 ก.ย. ซึ่งระยะเวลานานเกินไป และได้ติดต่อเพื่อให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเร็วขึ้น แต่ยังไม่มีการติดต่อกลับมา หากพิจารณาแล้วไม่มีเหตุอันควรที่ขอเลื่อน หรือยังไม่ติดต่อกลับมาภายในสัปดาห์หน้านี้ ก็จำเป็นต้องขอศาลเพื่อออกหมายจับต่อไป
พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า ในขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ เพื่อความชัดเจน ทั้งนี้ในส่วนคดีนี้ ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1. กรณีที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งมีแพทย์เจ้าของสถานพยาบาล 2. กรณีชาวญี่ปุ่นนำข้ามแดนเข้ากัมพูชาไปแล้ว 3 คน ที่ยังเป็นปริศนาอยู่ และ 3. กรณีสภาพทางสังคมของบิดาชาวญี่ปุ่น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดให้ชัดเจน อย่างไรก็ตามในส่วนของกรณีอุ้มบุญในประเทศไทยนั้น กุญแจสำคัญที่จะคลี่คลายคดีนี้ได้เป็นอย่างดี คือ ตัวของแพทย์เจ้าของสถานพยาบาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่เข้าให้ปากคำ และได้มีการเลื่อนการสอบปากคำกับทางพนักงานสอบสวน ทั้งนี้หากตัวของแพทย์เจ้าของสถานพยาบาล เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนพร้อมนำหลักฐานเวชระเบียนประวัติรักษา จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก ทั้งนี้อยากให้ตัวของแพทย์เจ้าของสถานพยาบาล เข้ามาให้ปากคำ เพื่อสอบถามที่มาที่ไป ซึ่งหากไม่เข้ามา ก็จะมีการดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งอาจรวมถึงการที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแพทย์สภา และกระทรวงสาธารณสุข เพิกถอนใบอนุญาตเฉพาะทางของแพทย์เจ้าของสถานพยาบาล
ขณะที่การติดตามรายละเอียดในกรณีของประเทศกัมพูชา และญี่ปุ่นนั้น เบื้องต้นต้องตรวจสอบสภาพทางสังคมและประวัติของบิดาชาวญี่ปุ่น ว่าเป็นคนอย่างไร มีฐานะอย่างไร อีกทั้งตรวจสอบขั้นตอนการขออนุญาตว่านำเด็กออกนอกประเทศด้วยวัตถุประสงค์ใดกันแน่ ซึ่งตรงนี้หากทางบิดาชาวญี่ปุ่น มาแสดงความบริสุทธิ์ใจชี้แจง ก็สามารถทำตามขั้นตอนได้ อย่างไรก็ตามแนวทางการสืบสวนเชื่อว่า ทั้ง 3 กรณีน่าจะมีส่วนพัวพันกันเป็นลักษณะเครือข่าย ซึ่งตอนนี้ได้กำชับให้ฝ่ายสืบสวนและชุดทำงานติดตามตรวจสอบแล้ว



