
รองปธ.สนช.รับคำท้าหมอเส็งทำIce Bucket
23 ส.ค. 2557
รองปธ.สนช. รับคำท้า หมอเส็ง ทำ Ice Bucket ดีเดย์ราดหัว 25 ส.ค.นี้ ที่รัฐสภา คาดยกร่างข้อบังคับสนช.เสร็จสัปดาห์หน้า
23 ส.ค.57 นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า ตนได้รับคำท้าจาก นายฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร หรือ หมอเส็ง เจ้าของกิจการยาน้ำว่านสมุนไพรชักมดลูกชื่อดัง ให้ร่วมเล่น "ICE BUCKET CHALLENGE" เพื่อบริจาคให้การกุศล ซึ่งตนพร้อมรับคำท้า โดยจะเล่น ICE BUCKET CHALLENGE ในวันจันทร์ที่ 25 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่หน้าอาคารรัฐสภา 2
‘พีระศักดิ์’ คาดยกร่างข้อบังคับสนช.เสร็จสัปดาห์หน้า
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาการยกร่างข้อบังคับการประชุมสนช. เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯได้พิจารณาข้อบังคับคืบหน้าไปมากแล้ว โดยส่วนใหญ่ยังคงยึดตามร่างของสนช.ปี 2549 เป็นหลัก แต่ได้มีการปรับปรุงเพิ่มหมวดต่างๆขึ้นเพื่อให้เป็นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 โดยในส่วนของจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญประจำสนช. ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 21คณะ มีกรรมาธิการหลายคนได้เสนอแนะให้มีการปรับจำนวนของคณะกรรมาธิการลดลงเหลือเพียง 15 คณะและ 20 คณะ แต่สุดท้ายที่ประชุมกรรมาธิการก็ยังคงให้มีคณะกรรมาธิการฯ 20 คณะ และให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมาธิการวิสามัญการปฏิรูปการเมืองคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งเพิ่มหมวดของการแต่งตั้งนายกฯรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการกำหนดเวิธีการขั้นตอนหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี
นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในร่างข้อบังคับฉบับใหม่จะเพิ่มหมวดของการถอดถอน และการพ้นสมาชิกภาพของสนช.ด้วย แต่เนื่องจากมีกฎหมายอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายของรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และกฎหมายอื่นๆ ดังนั้นกรรมาธิการจึงต้องการความรอบคอบ และรัดกุม ในการยกร่างในหมวดนี้ จึงตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นศึกษา โดยได้มีการประชุมแล้ว และจะนำเสนอข้อสรุปให้กับคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ในวันที่ 28 ส.ค.นี้เช่นกัน ซึ่งคาดว่า ร่างข้อบังคับดังกล่าวจะเสร็จในสัปดาห์หน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างข้อบังคับการประชุมสนช.ที่คณะกรรมาธิการฯยกร่าง ได้พิจารณา ฉบับใหม่นี้มีการปรับเพิ่มในกรณีสิ้นสมาชิกภาพของสนช. โดยระบุถึงจำนวนครั้งที่สมาชิกไม่ได้แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาตามกำหนดก็จะพ้นสมาชิกภาพ คือ หากสมาชิกไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาตามวรรคหนึ่งเกินกว่าหนึ่งในสามของจำนวนครั้งที่มีการแสดงตนเพื่อลงมติทั้งหมดในรอบระยะเวลา 90 วัน ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงตามมาตรา 9 (5) ของรัฐธรรมนูญ วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของแต่ละรอบระยะเวลาให้เป็นไปตามที่ประธานสภากำหนด
ส่วนหมวดการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปราบการทุจริต (ป.ป.ช.)นั้นคณะกรรมาธิการฯได้มีการยกร่างขึ้นอย่างคร่าวๆโดยเขียนคำจำกัดความของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ดำรงตำแหน่ง กรรมาการป.ป.ช.และได้มีการกำนดขั้นตอนวิธีการพิจารณาการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล โดยเมื่อป.ป.ช.ส่งมาให้สนช.พิจารณาถอดถอน ก็ให้ประธานสนช.พิจารณาโดยบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน แล้วแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบ จากนั้นให้ประธานสนช.นัดประชุมนัดแรกภายใน 20 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อกำหนดวันแถลงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ถูกกล่าวหาและพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน จากนั้นก็ให้มีการเปิดประชุมเพื่อพิจารณาเพื่อถอดถอนบุคคลตามขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นก็ให้ประธานเรียกประชุมเพื่อลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนภายใน 3 วันนับแต่วันแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจา หรือวันพ้นกำหนดให้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดสำนวนเป็นหนังสือ ส่วนการออกเสียงลงคะแนนถอดถอนให้กระทำโดยวิธีลงคะแนน เมื่อสภามีมติแล้ว ให้ประธานสภาแจ้งมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณี รวมทั้งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบโดยเร็ว เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการถอดถอน อย่างไรก็ตามกรรมาธิการยกร่างยังเพิ่มการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนอกเหนือไปจากกฏหมายป.ป.ช.ได้ด้วย เช่น การถอดถอนนายกฯรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญประจำสนช.ที่มีจำนวน 20 คณะนั้นมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยกรรมาธิการฯผู้ใหญ่ที่มาจากสายทหาร เห็นว่า จำนวนคณะกรรมาธิการฯที่มี 20 คณะ เป็นจำนวนที่มากเกินไป ควรให้มีเพียง 15 คณะก็น่าจะเพียงพอกับระยะเวลาที่สนช. อีกทั้งจะได้เป็นการประหยัดงบประมาณในการใช้ของคณะกรรมาธิการฯทั้งเบี้ยประชุม สัมมนา ดูงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ลงมติคงไว้ 20 คณะเช่นเดิม แต่จะเปิดให้ที่ประชุมสนช.ได้พิจารณาลงมติกันอีกครั้งว่า จะมีจำนวนเท่าใด



