
จับตาจีนก้าวสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจเออีซี
สัมมนา เออีซี จับตาจีนก้าวสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจในภูมิภาค
เริ่มแล้วอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 สิงหาคม สำหรับงานสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "จีน : การเชื่อมโยงกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" โดยธนาคารกรุงเทพ บริษัทน้ำตาลมิตรผล หัวเว่ย หนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ เอเชียนิวส์ เน็ตเวิร์ก และหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเพื่อให้รับทราบบริบทความสัมพันธ์อาเซียน-จีนและการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ ในงานสัมมนาดังกล่าว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงต่างประเทศ กล่าวเปิดปาฐกถาพิเศษว่า อาเซียนเผชิญกับการแบ่งขั้วแห่งการเติบโตและความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างชาติอำนาจอย่างจีน ญี่ปุ่นและสหรัฐ โดยจีนเป็นชาติที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและของโลกมากขึ้น ญี่ปุ่นกำลังพยายามเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงและการทหาร ขณะที่สหรัฐกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ปรับสมดุลใหม่ หรือที่รู้จักในชื่อนโยบายปักหมุดเอเชียและแปซิฟิก ทั้งนี้เมื่อเรามีมหาอำนาจเดิมและที่กำลังผงาดมาพบกันในอาณาบริเวณเดียวกัน มีแนวโน้มที่จะเกิดความตึงเครียดและมีความเป็นไปได้มากที่อาจเกิดความขัดแย้ง
นายสีหศักดิ์ วิเคราะห์ถึงชาติมหาอำนาจว่า การดำเนินความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ในชาติอำนาจเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อจุดร้อนในภูมิภาค อาทิ ทะเลจีนใต้ ทะเลจีนตะวันออกและคาบสมุทรเกาหลี แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ได้หมายความถึงภาพอนาคตที่มืดมน เพียงแต่เป็นการเตือนถึงทิศทางของภูมิรัฐศาสตร์การเมืองในปัจจุบัน ว่าคือปัจจัยเสี่ยงหนึ่งสำหรับการเดินหน้าพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย
"แม้มีความตึงเครียดบ้างในทะเลจีนตะวันออกและจีนใต้ เนื่องจากกรณีพิพาทระหว่างจีน ญี่ปุ่นและสมาชิกอาเซียนบางประเทศ ตลอดจนปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีเนื่องจากการทดลองยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ แต่ภูมิภาคนี้ถือว่าสงบสันติ และความสันตินี้จะเอื้อให้การเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป ดังนั้น เราจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดำรงสภาพแวดล้อมนี้ไว้" นายสีหศักดิ์ กล่าว
ส่วนในบริบทความสัมพันธ์อาเซียน-จีนและการเชื่อมโยง หรือ คอนเนกทิวิตี้นั้น นายสีหศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดี และมีบทบาทสำคัญในฐานะสะพานเชื่อมอาเซียนกับจีน โดยชี้ถึงถนนเชื่อมจากจีนผ่านลาวมาไทย เป็นการเชื่อมโยงทางกายภาพหนึ่งระหว่างจีนกับอาเซียน ขณะที่สะพานข้ามแม่น้ำโขงในอ.เชียงของ แล้วเสร็จเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจีนเป็นคู่เจรจาของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2536 และเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันได้สร้างตลาดขนาดมหึมาด้วยจำนวนประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน สองฝ่ายยังตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่าย 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2563
ด้าน นายอู๋จื้ออู๋ จากสถานเอกอัครราชทูตจีน กล่าวในงานสัมมนาว่า อาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับสามของจีน รัฐบาลปักกิ่งกำลังปรับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ จากการเติบโตผ่านการส่งออกมาเป็นการบริโภคภายในประเทศ การบริการ การลงทุนนอกประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่เช่นนี้จะยังประโยชน์ร่วมกันกับอาเซียน
ขณะเดียวกัน ในส่วนของนักธุรกิจที่เข้าร่วมสัมมนาต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เริ่มที่ นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า อีกไม่นานจีนจะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของอาเซียนที่กำลังกลายเป็นเออีซี และจีนกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของโลกในเชิงการค้าการลงทุน และทางด้านเศรษฐกิจ
"อีก 10 ปีข้างหน้าการค้าของจีนจะขยายตัวเร็ว และเร็วกว่าด้านการลงทุน จีนลงทุนในอาเซียนตอนนี้น้อยกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังมีช่องว่างอีกมากที่จีนเข้ามาลงทุนได้อีกในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการคมนาคมทั้งทางน้ำและทางบกเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทย"
สอดคล้องกับความเห็นของ นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่า หากมองจีนว่าสำคัญต่ออาเซียนมากขึ้นจากนี้ไป จะต้องมองจีนในแง่การค้า และการลงทุนที่ไหลเข้ามาในอาเซียนที่จะเป็นเออีซี ในปีหน้านั้น มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจีนเข้ามาในตลาดอาเซียนเชิงรุกภายใต้นโยบายของจีน 3 ด้าน คือด้านแรกรุกเข้าฝั่งตะวันตก (Go Out West) ถัดมากระจายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศ (Go Out Aboard) และสุดท้ายรุกเข้าไปยังตอนใต้ (Go Out South)
จากนโยบายเชิงรุกเข้าสู่ตอนใต้ของประเทศจีน ทำให้คาดว่าการค้าของจีนและประเทศต่างๆ ในอาเซียนมีปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชาติอาเซียนมีสัดส่วนการค้ากับจีนอยู่ระหว่าง 19-20% ของการส่งออกทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมกันประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ตอนนี้ และจะเพิ่มเป็น 9 เท่า หรือ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563
"สำหรับอาเซียนแล้วจีนกระตือรือร้นกับการลงทุนในภูมิภาคนี้ เห็นได้จากการขยายตัวของเอฟดีไอจีนที่เคยไหลเข้าอาเซียนประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ในปี 2546 ตอนนี้เอฟดีไอจีนไหลเข้า กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือกัมพูชา-พม่า-ลาว-เวียดนาม รวมถึงตลาดสำคัญมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่างอินโดนีเซียกับไทย ตกปีละ 3,000 ล้านดอลลาร์ ในอนาคตเอฟดีไอจะเพิ่มเป็น 40 เท่า หรือราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ได้"
เมื่อมองแง่การลงทุนของบริษัทจีน นายชาญศักดิ์ เชื่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทจีนเข้าไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการในชาติอาเซียนอย่างสนามบินในกรุงเนปิดอว์ของพม่า หรือโรงงานผลิตไฟฟ้าในอินโดนีเซีย เป็นต้น
"เราเชื่อว่าในระยะยาวบริษัทจีนจะเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนได้อีกมากในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ มากมาย ซึ่งอีก 10 ปีข้างหน้าโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคการขนส่งประเภทต่างๆ ในอาเซียน คาดว่ามีมากถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์"
นายชาญศักดิ์ ยังเชื่อว่า จากคาดการณ์แนวโน้มการค้า และการลงทุนระหว่างจีนกับอาเซียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย รัฐบาลไทยและบริษัทไทยน่าจะใช้โอกาสนี้ปรับตัวร่วมมือกันทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดให้มากขึ้นเพื่อช่วงชิงเม็ดเงินด้านการค้าการลงทุนมีมากมายมหาศาลนี้
"เพื่อทำให้ประเทศไทยและบริษัทไทยเป็นตัวเลือกอันดับแรกสำหรับรัฐบาลจีนและบริษัทจีนที่จะเข้ามาใช้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางเพื่อการลงทุน หรือเข้ามาตั้งฐานและสำนักงานใหญ่ ใช้ไทยเป็นซัพพลายเชนสำคัญเชื่อมโยงสมาชิกเออีซี คิดว่า ไทยกับกลุ่มประเทศอินโดจีนเป็นเหมือนประตูทางเข้าสู่อาเซียนของจีนได้ ทั้งหมดนี้บริษัทไทยเข้าไปมีส่วนร่วมได้ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรสนับสนุนและช่วยสร้างกรอบงานให้มีการเกิดความต้องการใช้หยวนแลกเปลี่ยนทำการค้าและการลงทุนให้มากขึ้นในตลาดไทยและอาเซียน"
ขณะที่ นายรัสตอม วิคเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้ข้อมูลเป็นตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 29 ล้านล้านคน และเฉพาะปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศถึง 100 ล้านคน คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนไปต่างประเทศจะขยับเป็นปีละ 200 ล้านคนภายในปี 2563
ตัวเลขข้างต้น ช่วยสนับสนุนข้อเสนอแนะของนายโยจากเอสเอสแอลไอ ที่ต้องการให้ธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ในกลุ่มประเทศอาเซียนรวมไทยปรับตัว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายมหาศาลจากจีน จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคมากมายของจีน จะส่งผลดีเป็นประโยชน์ด้านการค้าให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีในอาเซียน เพราะนักท่องเที่ยว และลูกค้าจากจีนเป็นแหล่งทำเงินที่สำคัญ แต่เอสเอ็มอีอาเซียนจำเป็นต้องปรับตัวหาจุดแข็งการทำธุรกิจพัฒนาการผลิตสินค้าบริการของตัวเอง ติดต่อทำการค้าร่วมกับเอสเอ็มอีจีน เพื่อสร้างและพัฒนาตลาดอาเซียนให้มีศักยภาพเช่นกัน
......................
(หมายเหตุ : สัมมนา ‘เออีซี’ จับตา‘จีน’ก้าวสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจในภูมิภาค)



