ข่าว

จับตาพลังปฏิรูปพลังงาน‘ไม่หยุด...ถ้าไม่ถึงจุดหมาย’!

จับตาพลังปฏิรูปพลังงาน‘ไม่หยุด...ถ้าไม่ถึงจุดหมาย’!

22 ส.ค. 2557

จับตาพลังปฏิรูปพลังงาน‘ไม่หยุด...ถ้าไม่ถึงจุดหมาย’! : ศูนย์ข่าวภาคใต้

                "เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์ชาติ"

                การ "ย่ำเท้า" ของเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน 8 จังหวัดภาคใต้ และตัวแทนจากส่วนกลางประมาณ 150 คน ดีเดย์ตามฤกษ์ 09.00 น.อังคารที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการปฏิรูปพลังงานทั้งระบบครั้งสำคัญ   

                จุดเริ่มจากลานหอนาฬิกา เทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  เป้าหลักจากหาดใหญ่ไปตามถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 41) ระยะทาง 900 กว่ากิโลเมตร ก่อนเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง เพื่อนำข้อเสนอการปฏิรูปพลังงานถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่านายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
 
                เบื้องต้นกะเกณฑ์ไว้ว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนครึ่งในการเดินเท้าเข้ากรุง โดยตลอดเส้นทางจะมีแกนนำเครือข่ายประมาณ 20 คน ส่วนที่เหลือจะมีประชาชนแต่ละจังหวัดที่เดินทางผ่านเข้าร่วม

                ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน บอกว่า จะเดินวันละประมาณ 16-18 กิโลเมตร ก่อนจะหยุดพักให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่นั้น ขณะเดียวกัน จะมีเวทีใหญ่ใน 10 จังหวัด (แบ่งเป็น 5 เวทีในภาคใต้และ 5 เวทีของภาคกลางที่เป็นเส้นทางผ่าน เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่อง "พลังงานไทย ราคาเป็นธรรม ประชาชนต้องเป็นเจ้าของ" โดยปลายทางจะอยู่ที่กรุงเทพฯ คือ การยื่นข้อเสนอตามที่ประชาชนได้ร่วมกันลงชื่อแนวทางการปฏิรูปพลังงาน
 
                แกนนำอธิบายก่อนนั้นว่า เป้าประสงค์หลักในการดำเนินการครั้งนี้ มี 3 ข้อคือ 1.การให้ความรู้กับประชาชนเรื่องพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลด้านพลังงานถูกปกปิดและบิดเบือน จึงอาศัยการเดินที่ยาวนานครั้งนี้ให้ความรู้กับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 2.การผลักดันให้ผู้มีอำนาจยุคนี้ชะลอบางโครงการด้านพลังงาน เช่น ชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21, การแปรรูป ปตท. 100 เปอร์เซ็นต์, โครงการโรงไฟฟ้าถ้านหินในภาคใต้ และ 3.การปฏิรูปในระยะยาวในเรื่องการเปลี่ยนกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุด

                ทว่า การเคลื่อนพลในยุค "ท็อปบู๊ต" เรืองอำนาจ จึงดูไม่ง่าย เพราะมีกฎอัยการศึกดุจ "ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก" เป็นเงาทะมึนอยู่ ณ เบื้องหน้า  

                กระทั่งทำให้การรุกคืบครานี้เกิดอาการกระเพื่อมไหวอย่างหนัก

                ถึงขั้นถูกทหารเข้าควบคุมตัวแกนนำราว 20  คน ขณะเดินมาถึงบริเวณร้านอาหาร ปั๊มน้ำมันพีที  สาขารัตภูมิ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา  

                เรื่องนี้ พ.อ.วรพล วรพันธ์ เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 42 ให้ข้อมูลหลังการควบคุมตัวว่า การดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้หยุดกิจกรรม เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนประกาศ คสช. ที่ห้ามมีการชุมนุมเกินกว่า 5 คน แม้ว่าทางมณฑลทหารบกที่ 42 สั่งห้ามให้ยุติแล้ว แต่ก็ยังมีการดำเนินการอยู่อีก ซึ่งการเจรจากับแกนนำยังยืนยันที่จะดำเนินต่อไป
 
                "ผลการคุยเขายืนยันว่าให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เขาก็ยืนยันที่เดินต่อไป เราก็ยืนยันจะต้องปฏิบัติตามประกาศของ คสช. เมื่อแกนนำลุกขึ้นเดินจึงเชิญขึ้นรถบัสที่เตรียมไป ทางแกนนำก็ยินยอมขึ้นรถแต่โดยดี"
 
                น่าสนใจว่า มีการควบคุมตัวแค่ 11 คน จากทั้งหมดราว 20 กว่าคน ซึ่งส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกลับบ้านไม่มีกิจกรรมการเดินต่อไป ก่อนจะนำตัวแกนนำมาที่มณฑลทหารบกที่ 42 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ด้วยรถบัส 1 คัน  ส่วนการควบคุมตัว ก็จะเป็นการรายงานตัว ทำประวัติ และทำความเข้าใจโดยผู้บัญชาการมณฑลหหารบกที่ 42 ต่อไป

                ทั้งนี้ การควบคุมตัวไว้ชั่วคราวสามารถควบคุมได้ 7 วัน ส่วนการปล่อยตัวได้ก่อนหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 หากทำความเข้าใจกันได้ไม่กี่วันก็สามารถปล่อยตัวได้
  
                สถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างทหารกับเครือข่ายภาคประชาชนครานี้ แม้จะไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่า อาจกลายเป็นประเด็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" ให้แผ่ลามทุ่งในอนาคตได้เช่นกัน

                ยิ่งเมื่อประเมินจากอารมณ์ร่วมของเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ล่าสุด โดยมี ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายก็แสดงเจตนารมณ์ชัดว่า การเดินเท้าของเครือข่ายมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสื่อสารต่อสังคมให้เข้าร่วมปฏิรูประบบพลังงาน สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม รวมถึงเป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึก และการรับรู้ของสาธารณชนต่อระบบพลังงาน การพัฒนาที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และบิดเบือนข้อมูล ทั้งที่มิได้เข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองตามกฎอัยการศึกแต่อย่างใด

                ทั้งนี้ จึงมีข้อเรียกร้องหลักๆ ตามมา อาทิ ให้ยกเลิกการควบคุมตัวแกนนำ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งยุติการกระทำที่เป็นการข่มขู่ คุกคามประชาชน ที่แสดงเจตนาอันบริสุทธิ์เรียกร้องการแก้ไขปัญหา การพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทย เพราะการกระทำการดังกล่าวของเครือข่าย คือ รากฐานที่สำคัญของการปกป้อง และสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคงอย่าง “อารยะ” สำหรับสังคมไทย

                อย่างไรก็ตาม หากการกระทำข้างต้นได้รับการปฏิเสธ และ/หรือเพิกเฉย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ก็ขอเรียกร้องให้ประชาชน และกลุ่มพลังทางสังคมออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่หวาดหวั่นใดๆ ต่ออำนาจอันไม่ชอบธรรมนี้

                มองจากแกนนำคนสำคัญอย่าง "บรรจง นะแส" นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ในฐานะแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมเคลื่อนไหวเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ก็ตอกย้ำว่า แม้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะควบคุมตัวแกนนำ ข้อหาว่ากระทำการฝ่าฝืนกฎอัยการศึก และทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ในส่วนของการเคลื่อนไหวทั้งหมดยังคงดำเนินการต่อไป โดยยืนยันการกระทำการของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้กลุ่มเครือข่ายกลัว และหยุดความตั้งใจในการเดินทางแต่อย่างใด

                ในทางกลับกัน บรรจงยังบอกว่า จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมไม่ให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการเดินทาง อีกทั้งเพื่อให้เครือข่ายสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ จึงเน้นการเดินเป็นกลุ่มย่อยขนาดไม่เกิน 5 คน ตามที่ฝ่ายความมั่นคงขอความร่วมมือ

                "วันนี้มีศิลปินนักแต่งเพลงเพื่อชีวิตที่เป็นสมาชิกเครือข่ายขาหุ้นฯ ตุด นาคอน ซึ่งได้ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจตั้งแต่แรกๆ นำทีมเครือข่ายในการเดินทางไปยังเป้าหมาย โดยตลอดเส้นทางมีชาวบ้านให้ความร่วมมือและช่วยเหลือเป็นอย่างดี ทำให้กิจกรรมทั้งหมดยังคงเดินหน้าต่อไป" บรรจง กล่าว

                 นี่คือปฏิบัติการรุกคืบพลังงาน ภายใต้เป้าหมายอันแรงกล้า
 
                "สู้ให้ถึงที่สุด...อย่าหยุดถ้ายังไม่ถึงจุดหมาย" !! 

-------------------------------

(หมายเหตุ : จับตาพลังปฏิรูปพลังงาน‘ไม่หยุด...ถ้าไม่ถึงจุดหมาย’!!  : ศูนย์ข่าวภาคใต้)