ข่าว

เปิดภารกิจท้าทายผบ.ตร.คนใหม่

เปิดภารกิจท้าทายผบ.ตร.คนใหม่

21 ส.ค. 2557

เปิดภารกิจท้าทาย ผบ.ตร.คนใหม่ : ทีมข่าวอาชญากรรม

                หลังจาก ก.ต.ช.มีมติเลือก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง หรือ "บิ๊กอ๊อด" เป็น ผบ.ตร. มีความเคลื่อนไหวในกลุ่มข้าราชการตำรวจอยู่มากพอสมควร โดยจำนวนไม่น้อยคาดหวังให้ พล.ต.อ.สมยศ เข้ามาแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการตำรวจชั้นผู้น้อย รวมถึงเรื่องการกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ ที่ระยะหลังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง

                ทีมข่าวอาชญากรรมเนชั่น ได้สำรวจความคิดเห็นของตำรวจระดับปฏิบัติงานหลายรายให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ พล.ต.อ.สมยศ ได้รับการเสนอชื่อและผ่านความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. เลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ เพราะมีความใกล้ชิดกับขั้วอำนาจในปัจจุบัน มีผลงานในการปฏิบัติงานในฐานะรอง ผบ.ตร. ที่กำกับดูแลงานด้านความมั่นคง ตามที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี

                ตำรวจยศ "พล.ต.ต." สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ความเห็นว่า ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าใครจะมาเป็น ผบ.ตร.ก็ต้องทำตามหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งในส่วนของ พล.ต.อ.สมยศ ถือว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็น ผบ.ตร. เนื่องจากผ่านงานรับผิดชอบในตำแหน่งสำคัญมามาก โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีประสบการณ์งานด้านสืบสวนสอบสวน สามารถคลี่คลายคดีสำคัญมาค่อนข้างมาก และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทหาร การเมือง ภาคธุรกิจ และหน่วยราชการอื่นๆ จะช่วยให้การบริหารงานตำรวจเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ
 
                ขณะที่ตำรวจระดับ "สารวัตร" แสดงความคิดเห็นว่า ตำรวจระดับผู้ปฏิบัติไม่ได้ให้ความสนใจมากนักว่าใครจะเป็น ผบ.ตร. แต่ที่สนใจคือ เมื่อมาเป็น ผบ.ตร.แล้ว จะมีการพัฒนาองค์กรตำรวจอย่างไรบ้าง ที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของตำรวจให้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นองค์กรที่เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองมายาวนาน ที่สำคัญคือ เรื่องสวัสดิการของตำรวจ ผบ.ตร.คนใหม่จะมีนโยบายใดที่จะทำให้ตำรวจชั้นผู้น้อยมีสวัสดิการที่ดี

                "ผบ.ตร.คนใหม่เป็นใครก็เหมือนกัน ที่สำคัญคือ หลังจากนี้ท่านจะทำอย่างไรที่จะส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของตำรวจดีขึ้น ท่านจะดูแลเรื่องสวัสดิการตำรวจอย่างไร เพื่อให้ความเป็นอยู่ของตำรวจดีขึ้น มันเป็นเรื่องของปากท้อง เรื่องของขวัญและกำลังใจ หากผู้ปฏิบัติยังเดือดร้อนจะมีผลให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายในการทำงานบางส่วนยังต้องควักเงินเอง ซึ่งอยากให้ ผบ.ตร.ให้ความสำคัญเรื่องนี้ให้มาก" ตำรวจระดับสารวัตร ให้ความเห็น

                สอดคล้องกับนายตำรวจระดับรองสารวัตร ที่ยืนยันว่า ไม่เกินความคาดหมายที่ พล.ต.อ.สมยศ จะได้รับเลือกเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ เพราะรู้ดีว่ามีความสนิทสนมกับผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพ ซึ่งไม่ว่าใครจะมาเป็น ผบ.ตร.ก็ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะตำรวจต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาตามสายงานอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ อยากให้ ผบ.ตร.คนใหม่ดูแลเรื่องสวัสดิการให้ตำรวจผู้ปฏิบัติ

                "อยากขอร้องให้ท่าน ผบ.ตร.คนใหม่ ช่วยดูแลเรื่องเงินเดือนผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย รวมถึงที่อยู่อาศัย เพื่อให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ต้องไปรีดไถชาวบ้านให้องค์กรมัวหมอง แค่นั้นพอ" ตำรวจระดับรองสารวัตร กล่าว

                ขณะที่ตำรวจระดับสูงรายหนึ่ง แสดงความเห็นว่า การสรรหา ผบ.ตร. โดยการให้อำนาจ ผบ.ตร.คนเก่าเสนอชื่อ ผบ.ตร.ใหม่ ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เลือกคนมาทำงานสานต่อ แต่กลับกันอาจผูกขาดอำนาจหรือสืบทอดอำนาจกันได้ ส่วนการแต่งตั้ง พล.ต.อ.สมยศ เป็น ผบ.ตร. ก่อน พล.ต.อ.เอก นั้น เหมาะสมแล้ว เพราะผบ.ตร.สมควรที่จะเป็นกันเพียงปีละคนและคนละปี ไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งหลายปี เพราะจะเป็นการแสวงหาพวกพ้องมากกว่าทำงานเพื่อประชาชน

                ขณะที่นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งรับผิดชอบงานด้านสืบสวน ในสังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง ตั้งความหวังไว้ว่า ผบ.ตร.คนใหม่จะมีการปฏิรูปองค์กรตำรวจ เพราะตั้งแต่มีการควบคุมอำนาจการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีเสียงเรียกร้องมาโดยตลอดว่า จะให้ตำรวจทำงานอย่างซื่อสัตย์ซื่อตรง หรือที่ เรียกกันว่า "ตำรวจสีขาว" ซึ่งอยากให้ พล.ต.อ.สมยศ มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชัดเจน และเดินหน้าปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะเชื่อว่า หากปฏิรูปองค์กรตำรวจได้จริงจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ที่สำคัญคือ อยากให้ขจัดนักการเมืองออกจากองค์กรตำรวจ เพื่อมิให้ตำรวจต้องตกเป็นหมากหรือตกอยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมือง

                “ในส่วนด้านสวัสดิการต่างๆ อาทิ อาวุธ เงินสนับสนุนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตามคดีต่างๆ อยากให้ท่าน ผบ.ตร.ให้ความสำคัญ เพราะปัจจุบันนี้แทบทุกคดีเราต้องควักเงินจ่ายกันเอง เพราะงบประมาณไม่พอ" ตำรวจฝ่ายสืบสวน กล่าวเรียกร้อง

                ภารกิจสำคัญที่ พล.ต.อ.สมยศ จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ผบ.ตร. เรื่องแรกคือ การแก้ปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ภาระโดยรวมจะขึ้นอยู่กับฝ่ายทหาร แต่ตำรวจก็เป็นหน่วยงานหลักที่ต้องรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่

                ที่หนักสุดคือ กระแสกดดันเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งก่อนหน้าหลายฝ่ายกดดันให้มีการปฏิรูปองค์กรตำรวจเสียใหม่ มีการยื่นเรื่องเสนอต่อ คสช.ให้ปรับโครงสร้างตำรวจใหม่ในหลายรูปแบบ

                ที่แรงสุดคือ กรณี “เครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูปตำรวจ” เสนอ “คสช.” ปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเสนอให้โอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

                ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยมีหน่วยงานที่จำเป็นเฉพาะที่ต้องมีอำนาจครอบคลุมทั่วประเทศ หรือตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของตำรวจท้องที่เท่านั้น เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจสันติบาล งานนิติวิทยาศาสตร์ระดับสูง การให้สถานีตำรวจในเขต กทม.ทั้งหมดขึ้นตรงกับผู้ว่าฯ กทม. ส่วนสถานีตำรวจภูธรขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด การปฏิรูปตำรวจไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับเสียงตอบรับในระดับหนึ่ง

                ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร.ก็เสนอแนวทางในการปฏิรูปตำรวจ โดยให้ยกฐานะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกระทรวงรักษาความปลอดภัยสาธารณะ และให้ปรับเปลี่ยนกองบัญชาการต่างๆ เป็นหน่วยงานระดับกรม รวมถึงการแยกตำรวจเป็น "ตำรวจมียศ" กับ "ตำรวจไม่มียศ" ในสายงานธุรการ

                นอกจากนี้ยังมี "พิมพ์เขียว" ที่เป็น "ข้อเสนอ" ปรับโครงสร้างตำรวจที่จัดทำโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ ซึ่งเคยผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2550 ซึ่งสรุปแนวทางการปฏิรูปตำรวจเอาไว้ 10 ประเด็น บางเรื่องได้รับการเปลี่ยนแปลงไปตามข้อเสนอแล้ว แต่บางเรื่องยังไม่คืบหน้า

                เริ่มจาก 1.กระจายอำนาจการบริหารงาน โดยให้กองบัญชาการตำรวจต่างๆ เป็นนิติบุคคล 2.การเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายตำรวจ ทั้งในระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัด และระดับสถานีตำรวจ 3.การให้มีคณะกรรมการอิสระรับเรื่องราวร้องทุกข์จากการปฏิบัติงานของตำรวจ ให้เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้คำชี้ขาดของคณะกรรมการมีผลในทางกฎหมาย 4.การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ของตำรวจไปให้หน่วยอื่น 5.การตั้งหน่วยงานสอบสวนส่วนกลาง 6.การให้โรงพักปฏิบัติภารกิจหลักคืองานป้องกันอาชญากรรม ส่วนภารกิจรองให้โอนไปให้หน่วยงานอื่น 7.การยกฐานะโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นสถาบันการศึกษาวิชาการตำรวจ เน้นหลักสูตรตำรวจสมัยใหม่ เพิ่มคุณวุฒินักเรียนพลตำรวจ 8.การปรับปรุงเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ 9.การลดความถี่ของชั้นยศในระดับชั้นประทวน ให้เหลือ "ดาบตำรวจ" เพียงยศเดียว 10.การจัดตั้งสถาบันส่งเสริมหลักนิติธรรม

                แนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจเหล่านี้ เป็นสิ่งท้าทายที่ พล.ต.อ.สมยศ จะต้องเผชิญในระยะเวลา 1 ปีเต็ม ในฐานะ ผบ.ตร. ซึ่งจะเป็นจริงได้หรือไม่ หรือจะเป็นไปในรูปแบบใด เป็นเรื่องน่าติดตาม