
พริตตี้เปิดโปงขบวนการผลิตทารกขาย
แฉ!ขบวนการ'เอ็กซ์ปอร์ตทารก'(ตอน 1) พริตตี้เปิดโปงขบวนการผลิตทารกขาย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ปัญหาแพทย์และสถานพยาบาลรับผลิตเด็กหลอดแก้ว โดยมีผู้หญิงรับจ้างอุ้มครรภ์กำลังกลายเป็นประเด็นทั่วโลกสนใจ แม้มีการอ้างว่ากฎหมายค้ามนุษย์ไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ทีมข่าวเนชั่นพบว่ากลุ่มแม่อุ้มบุญเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น เนื่องจากขบวนการเหล่านี้จุดประสงค์หลักคือเอ็กซ์ปอร์ตทารกหรือขายทารกส่งออกนอกประเทศ โดยมีหลายกลุ่มอยู่เบื้องหลังร่วมมือทำงานแบบเครือข่ายเพื่อปกปิดหลักฐานทุกขั้นตอน
ล่าสุด "น้องไอรีน" พริตตี้สาววัย 25 ปี หนึ่งในเครือข่ายขายไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว ยอมเปิดเผยข้อมูลเครือข่ายเอเย่นต์ผลิตและขายทารกรายใหญ่ระดับข้ามชาติรายหนึ่ง โดยอ้างว่าเฉพาะกลุ่มนี้ผลิตเด็กขายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10 คน เพื่อส่งออกนอกประเทศสามารถทำกำไรไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทต่อปี
น้องไอรีน เปิดเผยว่า บอสใหญ่ขายเด็กส่งออกนั้น มีหลายเครือข่ายด้วยกัน แต่ที่ตนรู้แน่ชัดและเคยติดต่อด้วยมี 3 เครือข่าย ได้แก่ 1.กลุ่มของนาง ธ. เป็นอดีตนางพยาบาล 2.กลุ่มนาง ญ. และ 3.กลุ่มฝรั่งอินเตอร์ โดยกลุ่มของนาง ธ. ได้ติดต่อขายไข่ให้หญิงอุ้มบุญหลายครั้ง จึงทราบว่ากลุ่มนาง ธ. มีลูกน้องเอเย่นต์ที่เกี่ยวอย่างน้อยสองส่วน โดยทำงานแยกกันอย่างเด็ดขาด คือ "เอเย่นต์หาลูกค้า" หรือ ที่เรียกกันว่า "ฝ่ายจัดหาลูกค้าต่างชาติ" กับ เอเย่นต์จัดหา "ไข่" "อสุจิ" "แม่อุ้มบุญ" หรือ ที่เรียกกันว่า "ผู้ประสานงาน" เอเย่นต์ทั้งสองส่วนจะมีคนทำงานประมาณ 5-6 คน
"ถ้าเอเย่นต์แรกสามารถหาลูกค้าได้ จะติดต่อไปที่นาง ธ. เพื่อนัดดูตัวหรือดูลักษณะครอบครัวว่าเชื่อใจได้หรือไม่ เนื่องจาก นาง ธ.ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ ต้องพิจารณาละเอียดก่อนรับเป็นลูกค้า ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าโซนเอเชีย เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ถ้าผ่านด่านนี้ไปได้ จะเริ่มตกลงราคาว่ามีงบประมาณเท่าไร แบ่งเป็น 4 เกรดตามการใช้บริการโรงพยาบาลแห่งใด คือ เกรดเอ ราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป เกรดบี 2-2.5 ล้านบาท เกรดซี 1.5 ล้านบาท และเกรดถูกสุด 1 ล้านบาท หนูรู้จักแบบถูกสุดคือคลินิกที่รับทำอุ้มบุญตามข่าวที่ถูกปิดไปแล้ว"
น้องไอรีน เล่าต่อว่า เมื่อตกลงราคาได้แล้ว "นาง ธ." จะติดต่อไปเอเย่นต์ฝ่ายประสานงานให้หาสเปิร์มหรือไข่หญิง ตามลักษณะที่ลูกค้าต้องการ ตนรู้จักเอเย่นต์ที่ทำงานฝ่ายนี้ประมาณ 5-6 คน แต่ละคนจะเริ่มติดต่อเด็กสาววัย 20-25 ปี ที่อยู่ในเครือข่ายทันที ส่วนใหญ่เป็นพริตตี้ หรือวัยรุ่นสาว ปัจจุบันมีการใช้โปรแกรมไลน์หรือโปรแกรมพูดคุยทางโทรศัพท์ จัดทำสมาชิกเป็นกลุ่มๆ ใช้ชื่อความหมายคล้ายๆ กันว่า กลุ่มไลน์บริจาคไข่ เอเย่นต์จะประกาศในห้องแชทไลน์ว่าใครสนใจบ้าง เอเย่นต์จะพาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กร่างกายว่าพร้อมหรือไม่ หากใครมีประวัติเก่าในโรงพยาบาลอยู่แล้วจะง่ายขึ้นไปอีก
ถ้าแพทย์ตรวจผ่านไม่มีปัญหาอะไร ก็เตรียมกินยาฮอร์โมนปรับร่างกาย แต่ถ้าไม่ผ่านร่างกายไม่พร้อมจะได้ค่าเสียเวลาประมาณ 3,000-5,000 บาท สำหรับผู้ที่ผ่านการตรวจจะได้ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 2-8 หมื่นบาท ส่วนถ้าครอบครัวไหนต้องการอสุจิหรือสเปิร์ม เอเย่นต์ก็มีเครือข่ายผู้ชายขายอสุจิด้วยราคา 1 หมื่นบาทขึ้นไป ถ้าเป็นนายแบบหล่อๆ อาจถึง 1 แสนบาท แม้แต่อสุจินักศึกษาแพทย์ก็มีขาย แต่ต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท
"หญิงที่ขายไข่มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ พริตตี้กับนักศึกษาสาว ต้องอายุไม่เกิน 25 ปีเท่านั้น แล้วแต่คุณสมบัติที่ครอบครัวต้องการ บางคนพ่อตัวเตี้ยอยากได้ไข่จากผู้หญิงตัวสูงมาลดปมด้อย หรืออยากได้จมูกโด่งๆ หรือบางคนไม่เอาสวยแต่เอาหน้าเหมือนคนในครอบครัว เมื่อตกลงราคาได้ ก็ต้องเตรียมฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่ 12 วันติดกัน ทุกๆ 3 วันต้องไปให้หมอส่องดูว่าไข่เรายังแข็งแรงดีไหม จนถึงวันหมอนัดเจาะเก็บไข่ ถ้าขั้นตอนนี้เสร็จแล้ว เอเย่นต์จะจ่ายเงินสดให้ทันทีก่อนกลับบ้าน หนูได้เฉลี่ยครั้งละ 5 หมื่นบาท เพราะประวัติดี ไข่แข็งแรงค่ะ"
น้องไอรีน ยังให้ข้อมูลขั้นตอนว่า หลังจากเจาะไข่แล้วจะนำไปปฏิสนธิกับอสุจิ กลายเป็นเซลล์ตัวอ่อน ตัวอ่อนที่เติบโตดีสุดจะถูกย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกของผู้ที่รับจ้างเป็นแม่อุ้มบุญในเวลาไม่เกิน 3-5 วัน หลังจากเก็บไข่ออกมา ช่วงนี้เอเย่นต์ประสานงานจะทำหน้าที่เลี้ยงดูแม่อุ้มบุญอย่างดี บางรายมีค่าใช้จ่ายรายเดือนให้ด้วย และถ้าครอบครัวไหนมีเงินจ่ายพิเศษเพื่อให้ซื้ออาหารบำรุงกินเดือนละเป็นหมื่นบาท เพราะพวกเขาอยากให้ทารกแข็งแรงสมบูรณ์
สำหรับเครือข่ายผู้หญิงที่รับจ้างอุ้มท้อง ทางเอเย่นต์จะแบ่งเป็น 3 ราคา ได้แก่ ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปหน้าใหม่ไม่มีประสบการณ์ราคา 1.5 แสนบาท ส่วนผู้ที่เคยรับจ้างอุ้มท้องแล้วสำเร็จ จะได้อัพเกรดเข้าไปอยู่กลุ่มที่ 2 ราคาค่าตัวขึ้นเป็น 3 แสนบาท สำหรับใครที่หน้าตาดูดีรูปร่างสมบูรณ์ประเภทสาวออฟฟิศจะได้ 5-6 แสนบาท
โดยทั้ง 3 กลุ่มมีเงื่อนไขเบื้องต้นเหมือนกันหมด คือ ต้องอายุไม่เกิน 33 ปี ผ่านการคลอดบุตรมาแล้ว แต่ต้องไม่เคยทำแท้งมาก่อน ซึ่งแพทย์ผู้รับทำอุ้มบุญจะตรวจร่างกายละเอียดมาก นอกจากนี้เอเย่นต์บางกลุ่มอาจลดค่าใช้จ่ายโดยใช้แม่อุ้มบุญนำเข้าจากอินเดีย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ที่มีค่าใช้จ่ายเพียง 8 หมื่นบาท-1.5 แสนบาทเท่านั้น
สาวพริตตี้ผู้นี้ เปิดเผยต่อว่า ขั้นตอนสุดท้าย คือส่วนสำคัญสุด นั่นคือหลังจากเด็กคลอดออกมาแล้ว จะมีขบวนการส่งออกนอกประเทศไทย โดย "นาง ธ." คิดค่าใช้จ่ายขั้นนี้อีกไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนบาท เพื่อจ่ายให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตที่รับจดสูติบัตร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ฯลฯ โดยนิยมทำ 3 วิธี คือ 1.ใช้ชื่อแม่อุ้มบุญเป็นมารดาก่อนที่จะทำเรื่องยกเป็นบุตรบุญธรรมให้ครอบครัวที่ว่าจ้าง 2.ใช้วิธีตัดตอนให้โรงพยาบาลทำเวชระเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้คลอดเป็นชื่อคนในครอบครัวลูกค้าเลย ก่อนนำไปทำสูติบัตร ส่วนวิธีที่ 3.คือการให้แม่อุ้มบุญที่ท้องแก่ใกล้คลอดเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปคลอดลูกที่นั่น แล้วมีทนายความทำเรื่องยกให้ครอบครัวลูกค้า
วิธีสุดท้ายจะเสียค่าใช้จ่ายแพงสุด และแม่อุ้มบุญจะชอบมากเพราะมีค่าจ้างถึง 7 แสนบาท จากปกติได้ประมาณ 2-4 แสนบาท ตนเคยรู้จักแม่อุ้มบุญคนหนึ่งที่ได้เดินทางไปคลอดยังประเทศออสเตรเลียด้วย
น้องไอรีน ยอมรับว่า ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ก็เพราะถูกโกงโดยเอเย่นต์ประสานงานกว่า 2 แสนบาทประมาณ 3-4 เดือนที่แล้ว โดยครั้งแรกตนได้ทำข้อตกลงขายไข่ในราคา 6 หมื่นบาท แต่ในวันที่ไปโรงพยาบาลเพื่อเจาะเก็บไข่นั้น มีเอเย่นต์พาผู้หญิงรายอื่นมาเจาะเก็บไข่ด้วยอีก 3 คน แล้วอ้างว่าเงินสดหมด ขอร้องให้ตนบอกเบอร์บัญชีเพื่อโอนเงินให้ภายหลัง
"หนูก็ยอมเพราะรู้จักกันมานาน ไม่คิดว่าจะกล้าโกง ไม่โอนเงิน ไม่ยอมรับการติดต่อจากเรา หลังจากนั้นก็เลยติดต่อลูกค้าคนจีนเอง แล้วเอาลูกค้ามาให้แก่น้องๆ พริตตี้ หนูคิดลูกค้า 1.2 แสน แล้วให้เด็ก 6 หมื่น ซึ่งมากกว่าที่เคยได้จากเอเย่นต์คนอื่น แต่อยู่ๆ พวกลูกค้าคนจีนที่เคยติดต่อกับหนูก็หายไป มีเอเย่นต์มาตัดเอาเด็กพริตตี้ของหนูไป 3 คน ทำให้หนูเสียรายได้ไป 1.8 แสนบาท หนูจะออกจากวงการนี้แล้ว รู้สึกไม่ดีมากๆ อยากเปิดโปงให้ทุกคนได้รู้ความจริงว่าเขาซื้อขายเด็กส่งออกนอกประเทศไทยแบบไหน" น้องไอรีน กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน รศ.นพ.กำธร พฤกษานานนท์ ประธานอนุกรรมการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หรือ ร่างกฎหมายอุ้มบุญที่มีอยู่ 49 มาตรา ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงขบวนการส่งทารกออกนอกประเทศไทย มีเพียงการควบคุมแพทย์และสถานพยาบาล แม่อุ้มบุญ นายหน้าคนกลางหรือเอเย่นต์เท่านั้น
ดังนั้น จึงอยากเสนอพิจารณาปัญหานี้ด้วย เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ ต้องให้คนอื่นมาพูดแทน ไม่ใช่ตามใจพ่อแม่ชาวต่างชาติทุกอย่าง หากเป็นแก๊งค้าเด็กหรือค้ามนุษย์แล้วมีการสมยอมกันทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน เพื่อผลิตเด็กส่งออกนอกประเทศจะทำอย่างไร ควรมีกติกาเรื่องนี้ให้ชัดเจน



