
ประธานสนช.แจงยึดจารีตส.ส.เลือกนายกฯ
ประธานสนช.แจงยึดจารีตส.ส.เลือกนายกฯ21ส.ค.นี้ นักสันติวิธีแนะ 'คสช.'เปิดเวทีรับฟังทุกเสียง หวังปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จ
19ส.ค.2557 นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช.กล่าวถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีตามวาระการประชุมสนช.วันที่ 21 สิงหาคมนี้ว่า เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของ สนช.มาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 57 ซึ่งประธานในที่ประชุมจะเป็นผู้ใช้อำนาจกำหนดวิธีการเรื่องนายกรัฐมนตรี โดยจะยึดตามประเพณีการเลือกนายกรัฐมนตรีเหมือนของสภาผู้แทนราษฎรที่จะให้สมาชิกเสนอชื่อและมีรับรอง ส่วนการลงคะแนนก็จะทำโดยเปิดเผย และต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ แม้ว่าสมาชิกจะเสนอชื่อเพียงคนเดียว เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 19 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องได้มาจากมติชองที่ประชุม สนช. ขณะที่ประธานและรองประธานทั้ง 2คนก็จะงดออกเสียงตามธรรมเนียม
ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับการประชุมคณะ กมธ.วิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุม ยังมีการหารือถึงการถอดถอนทั้งบุคคลภายในที่เป็น สมาชิก สนช.ที่อาจทำผิดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รวมไปถึง บุคคลภายนอกที่มี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและส่งมาวุฒิสภาพิจารณาถอดถอน ซึ่งในส่วนนี้ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุป โดยจะประชุมกันก่อนว่าจำเป็นจะต้องมีข้อบังคับการประชุมว่าด้วยการถอดถอนหรือไม่
'อานันท์'ปัดตอบคุณสมบัตินายกฯ คนใหม่
ในค่ำวันเดียวกัน ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมาร่วมงานวันสราญรมย์ ประจำปี 2557 และงานฉลอง 100 ปี พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ของผู้สื่อข่าว เช่น ในสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ผู้นำควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร หรือจะเข้าร่วมปฏิรูปหรือยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า ไม่มีๆ วันนี้มางานท่านถนัดอย่างเดียว อย่างไรก็ตามภายในงาน นายอานันท์ ได้กล่าวสดุดี พ.อ.(พิเศษ)ถนัด ว่าในฐานะที่เคยทำงานเป็นลูกน้องเห็นว่าท่านเป็นคนคิดไว ทำไว ไม่พูดเย่นเย้อ ไม่มีพิธีรีตอง ไปไหนไม่ต้องมีคนคอยติดตามจำนวนมาก ไม่แสดงอำนาจความเป็นใหญ่ ซึ่งนับเป็นบุคคลตัวอย่างที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และเป็นผู้ริเริ่มการรวมตัวกันในอาเซียน
นักวิชาการแนะ'คสช.เปิดเวทีรับฟังทุกเสียง
ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) คณะรัฐศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง ปฏิรูปประเทศไทย 2558 เนื่องในวันครอบรอบ 32 ปี การสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มสธ. โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาถึงต้นเหตุปัญหาที่สำคัญ โดยส่วนตัวมองเกิดจากปัญหาทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เข้าใจถึงหน้าที่ตามสิทธิประชาธิปไตย นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าคนยังมีความรู้ต่ำ มีฐานะยากจน ดังนั้นหากจะเริ่มปฏิรูปต้องแก้ปัญหาดังกล่าวก่อน ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญพบว่าสังคมไทยมีความขัดแย้งกันสูง และมีความเห็นที่แตกต่างดังนั้นหากจะสร้างความปรองดองอาจจะทำไม่สำเร็จ
“สังคมไทยมีความขัดแย้งอย่างสูง และความเห็นที่แตกต่างกันหากเป็นเช่นนั้นการสร้างความปรองดองไม่มีทางเกิดได้ ดังนั้นหากจะเดินไปข้างหน้าได้ต้องคุยกันก่อน โดยผมยึดแนวทางปรองดองด้วยการให้อภัย ลืมอดีต เพื่อนำไปสู่อนาคตของประเทศ หากอยากเห็นการปรองดองชาติ ต้องปลูกฝังด้านชาตินิยมร่วมกัน โดยคำนึงถึงความพอใจของคนทั้งชาติ ” พล.อ.สนธิ กล่าว
ด้านนายนรนิติ เศรษฐบุตร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยรู้ปัญหาของประเทศแบบทุกระดับ ดังนั้นหากจะปฏิรูปจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญ และรับฟังความเห็นในวงกว้าง อย่างไรก็ตามในความเข้าใจของคนมองว่าการปฏิรูปต้องเริ่มจากการเมือง เพราะเป็นผู้ที่ออกกฎหมายเพื่อใช้บังคับ แต่ปัจจุบันเราพบแล้วว่าในประเด็นเศรษฐกิจถือมีส่วนสำคัญต่อสังคม ดังนั้นการปฏิรูปรอบใหม่จำเป็นที่ต้องดำเนินทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจควบคู่กันเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม นอกจากนั้นแล้วในความปรองดอง ตามที่มีผู้เสนอให้ลืมอดีต และมองไปข้างหน้านั้น ส่วนตัวมองว่าการเมืองไทยไม่ควรมองไปที่เรื่องผิด หรือเรื่องถูก แต่ควรมองส่วนที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และมองไปข้างหน้าร่วมกัน เพราะในอดีตพบว่ามีหลายกลุ่มที่ขัดแย้งและมีปัญหากัน ที่สามารถแก้ไขกันได้ ดังนั้นในประเด็นดังกล่าวจะใช้วิธีการใด ต้องมองสิ่งที่มีความจำเป็นสูงสุด
ขณะที่ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่านับตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันพบการเรียกร้องให้ปฏิรูป แต่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ดังนั้นเมื่อปัจจุบันมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปอีกครั้ง ตนต้องการมองให้เป็นโอกาสของการรื้อโครงสร้างทั้งหมดของประเทศไทย อาทิ โครงสร้างอำนาจ ที่ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ, ฝ่ายบริหาร, ฝ่ายตุลาการ และประชาชน โดยการกำหนดนโยบายและงบประมาณต้องแยกส่วนจากฝ่ายบริหาร ส่วนอำนาจฝ่ายประชาชนที่ต้องวางบทบาทในส่วนการตรวจสอบภาครัฐ
“การทำวัฒนธรรมการเมืองไทยให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย แต่วันนี้วัฒนธรรมการเมืองไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เสนอให้ปรับค่านิยม 12 ประการ ส่วนตัวผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ทำสำเร็จยาก เพราะสิ่งที่ทำได้ต้องอาศัยวิธีเผด็จการ แต่คนไม่เอาด้วย ส่วนตัวผมไม่อยากให้คสช. ทำแค่ 1-2 ปี ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างในประเทศจีนที่มีรูปแบบสังคมที่ทันสมัย ทำให้ประเทศมีความเจริญ เขาเชื่อในการกระจายอำนาจ แต่ไทยเราไม่เชื่อในการกระจายอำนาจ ” พล.อ.เอกชัย กล่าว
ส่วนนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การปฏิรูปที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ต้องเปิดเวทีให้ทุกฝ่าย ทั้งคนที่เห็นและไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจร่วมแสดงความเห็นเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป อย่างไรก็ตามสิ่งที่คนขอคสช. มีคำพูดว่าต้องทำงานเพื่อไม่ให้เสียของนั้น ตนไม่ทราบว่ามีเกณฑ์วัดอย่างไร แต่หากพิจารณาจากการเหตุผลการยึดอำนาจที่เข้ามาทำ 2 เรื่อง คือ นำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยและสร้างความปรองดอง ตนมีคำถามว่าจะใช้ประชาธิปไตยแบบไหน แบบประเทศจีนที่ใช้อำนาจนิยมหรือไม่ หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ส่วนกรณีจะใช้การกระจายอำนาจ โดยตนมองว่าการกระจายอำนาจนั้นต้องทำหลายเรื่องไม่เฉพาะแค่จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น
“หากยึดเกณฑ์ไม่เสียของด้วยการสร้างประชาธิปไตยและความปรองดอง ผมเห็นความพยายาม แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ แม้การทำงานของสภาปฏิรูป เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า สปช.จะมีความหลากหลายในฐานะเป็นตัวแทนประชาชนหรือหลากหลายในแนวความคิด ผมกังวลว่าจะกลายเป็นเวทีพวกเขา หากจะปรองดองได้จริง ต้องสร้างเวทีทางสังคมที่กว้างใหญ่ โดยมีทุกฝ่ายของประเทศเข้าร่วม ” นายโคทม กล่าว



