ข่าว

ปัญหาสมัครสปช.เหตุจาก'ความเชื่อมั่น'

ปัญหาสมัครสปช.เหตุจาก'ความเชื่อมั่น'

20 ส.ค. 2557

ปัญหาสมัครสปช.เหตุจาก'ความเชื่อมั่น' : สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               ผ่านมาแล้วเกือบสัปดาห์สำหรับการรับสมัครผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หากไม่หลอกตัวเองเกินไปนัก จะเห็นได้ว่า ไม่คึกคัก ไม่หลากหลายเท่าที่ควร ถึงตอนที่เขียนต้นฉบับน่าจะทะลุ 500 คน ไปไม่กี่มากน้อย จากเดิมที่ กกต.คาดการณ์ว่า ตลอด 20 วันของการรับสมัคร น่าจะมีผู้เสนอชื่อกว่า 3,000 คน

               คำถามคือ เกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ภาระ บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของ สปช.นั้น มีมากมายมหาศาล รวมไปถึงการวางรูปแบบอนาคตของประเทศผ่านคำว่าปฏิรูป และนำไปเป็นสารตั้งต้นในการออกกฎหมายทั่วไป รวมถึงการเขียน "รัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ด้วยเช่นกัน

               แน่นอนว่า คำตอบหลักเรื่องนี้อยู่ที่ "ความไม่เชื่อมั่น" หากเราไปสแกนดูจะพบความไม่พร้อม และจุดพลาดในบางขั้นตอน เอาอย่างแค่เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา คสช. โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยกรรมการสรรหา สปช.จาก 11 ภาคส่วน เข้าหารือถึงวิธีการสรรหา

               ถามว่าทำไมต้องเชิญมาหารือ เพราะเอาเข้าจริงแล้วยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องประชุมอย่างไร วิธีการในการคัดเลือกเป็นอย่างไร จำเป็นต้องได้กี่เสียงถึงจะเข้ามาเป็น 1 ใน 50 และที่สำคัญคือ จนถึงวันนี้ยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาสักคณะแม้แต่ครั้งเดียว

               ส่วนในจังหวัดเองก็มีข่าวเรื่องการ "ล็อกสเปก" หรือการกำหนดตัวบุคคลที่จะได้รับคัดเลือก เราก็ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรื่องเช่นนี้ แต่เนื่องด้วยหลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจนทำให้คนคลางแคลงใจกับเรื่องเช่นว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนไม่อยากไปสมัคร เพราะกลัวว่าสมัครไปแล้วจะเสียเวลาเปล่า อย่างไรเขาก็มีตัวคนที่อยากให้เป็นอยู่แล้ว ดังนั้นหากอยากแก้ไขสถานการณ์ต้องเร่งประกาศหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และรับประกันเรื่องความโปร่งใสไร้การกำหนด "ผู้เล่น" มาแต่ต้น

               อย่างไรก็ตาม กับความเชื่อมั่นเรื่อง "ล็อกสเปก" ใช่ว่าจะทำได้จากระดับล่างเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องทำจากระดับบน โดย คสช.ต้องสร้างความมั่นใจด้วยว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะเปิดกว้าง โดยหวังให้การปฏิรูปมาจากความคิดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและหลากหลาย มิใช่มาจากกรอบความคิดของคนไม่กี่คน

               แต่ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า ยากที่จะทำให้เชื่อว่า การปฏิรูปครั้งนี้เป็นเช่นว่า เพราะดูจากรายชื่อกรรมการสรรหาจาก 11 ภาคส่วน หลายฝ่ายก็ย่อมต้องมองเห็นปลายทางได้ไม่ยากว่า สุดท้ายแล้วการปฏิรูปครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบไหน

               จริงอยู่ที่กรรมการสรรหาหลายคนอยู่ในประเภท "ดี เด่น ดัง" แต่ขณะเดียวกันก็มีคนของ คสช.เข้ามาคุมในทุกกลุ่ม และกรรมการสรรหาอีกบางคนในหลายๆ กลุ่มยังไม่เป็นที่ยอมรับของภาคส่วนนั้นๆ ด้วยซ้ำ เช่น กรรมการสรรหาภาคของสื่อมวลชน

               ทั้งหมดจึงสะท้อนออกมาให้เห็นได้จากส่วนหนึ่งคือคนสมัคร และอีกส่วนหนึ่งจากความหลากหลายของคนที่มาสมัคร เรื่องจำนวนคนอาจจะยังบอกได้ ขณะนี้เพิ่งอยู่ช่วงต้นของการสมัคร และให้รอดูวันท้ายๆ โดยอ้างนิสัยของคนไทยที่ชอบดูลาดเลาก่อนสมัครและแห่ไปในช่วงวันสุดท้าย

               แต่เรื่องความหลากหลายและคุณภาพของคนที่เข้ารับการสรรหานั้น เป็นตัวชี้ได้ชัดยิ่งกว่า

               วันนี้เราได้เห็นพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นคู่ขัดแย้งหลักยังไม่ยอมเข้าร่วม โดยระบุเหตุผลต่างๆ นานา เช่น ไม่ใช่เวลาของนักการเมือง ตลอดจนการไม่ยอมรับที่มาและกระบวนการของ คสช. รวมถึงนักวิชาการที่สังคมยอมรับหลายๆ คนก็ไม่เข้าไปร่วมกับกระบวนการนี้

               ซึ่งเบื้องหลังแห่งการไม่ยอมเข้าร่วม อยู่ที่การมองว่า สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร หลังจากนี้จะต้องมีการปฏิรูปใหม่อีกครั้ง โดยจะเป็นการปฏิรูปภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตย ภายใต้บรรยากาศการมีสิทธิเสรีภาพ ภายใต้กระบวนการอันเป็นที่ยอมรับ ภายใต้ความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการร่างรัฐธรรมนูญ 2540