
'บิ๊กตู่'ชมวอลเลย์บอลสาวไทยสู้สมศักดิ์ศรี
'บิ๊กตู่'ชมวอลเลย์บอลสาวไทยสู้สมศักดิ์ศรี ขอบคุณที่ทำให้คนไทยมีความสุข เห็นชอบให้วธ.ทำหนังพีอาร์ประเทศไทยเหมือนเกาหลี-ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
19ส.ค.2557 เมื่อเวลา 14.15น. พันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบกและทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคสช.ชุดใหญ่ว่า ก่อนจบการประชุมพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้กล่าวให้กำลังใจนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย และชื่นชมว่าต่อสู้ได้สมศักดิ์ศรี และขอเป็นกำลังใจการในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและขอบคุณที่ทำให้คนไทยมีความสุขกับการชมกีฬา
เห็นชอบวธ.ทำหนังพีอาร์ประเทศไทย
พันเอกวินธัย แถลงต่อว่า ที่ประชุมคสช.เห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)จัดทำภาพยนต์ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทย เพื่อให้รู้จักเอกลักษณ์ อัตลักษณ์และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย ทั้งนี้ในที่ประชุมคสช.ได้พิจารณาถึงประเด็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้เสนอว่าอยากให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพเอกลักษณ์ความเป็นประเทศไทย อาทิ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม เป็นต้น เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ของไทย และทำให้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งวิธีการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกันก็มีหลายประเทศในทวีปเอเชียที่ใช้วิธีการลักษณะนี้เช่นกันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อาทิ เกาหลีใต้ จีน เป็นต้น
ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการตามที่หัวหน้า คสช.เสนอ ส่วนจะใช้งบประมาณจากส่วนใดมาดำเนินการเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่คณะ คสช.ฝ่ายสังคมจิตวิทยา และกระทรวงวัฒนธรรมให้รายละเอียดต่อไป
สั่งตรวจสอบการใช้งบฯทุกสามเดือน
พันเอกวินธัย แถลงต่อว่า พลเอกประยุทธ์กล่าวในที่ประชุมขอบคุณการประชุมงบประมาณรายจ่ายประจำปี2558 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เมื่อวันที่ 18ส.ค. ที่ผ่านมา โดยพลเอกประยุทธ์ กำชับและต้องการให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณทุกสามเดือนและเมื่อผ่านงบประมาณแล้วอยากให้มีการขับเคลื่อนงบฯจริงและใช้ให้เป็นตามแผนที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงงบฯในส่วนใดขอให้อยู่ในกลุ่มงานเดียวกัน เช่น เรื่องน้ำก็ขอให้เป็นเรื่องของน้ำไม่อยากให้มีการโยกงบฯข้ามประเภท
ห่วงรับสมัครสปช.-ยันเปิดกว้างทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
พันเอกวินธัย กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ มีความห่วงใยการรับสมัครสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และขอประชาสัมพันธ์เพราะอยากให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในสปช.ซึ่งเปิดกว้างในการรับสมัคร ไม่แบ่งแยก เพื่อให้ได้บุคคลให้ตรงกับด้านต่าง ๆ เพื่อจะได้ไปมีผลในการปฏิรูปได้ตรงกับเรื่องที่ประชาชนต้องการในเรื่องนั้นจริง ๆ
สั่งกรมราชทัณฑ์หาแนวทางลดจำนวนผู้ต้องขัง
น.ส.ปถมาภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงว่า คสช.เห็นชอบให้กรมราชทัณฑ์ ก่อหนี้ผูกพันเกินวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 จำนวน 890,402,500 บาท และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง เงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุอาหาร ปีงบประมาณ 2556 และ 2557 จำนวน 3,417,441,317 บาท
น.ส.ปถมาภรณ์ กล่าวต่อว่า ในขณะนี้กรมราชทัณ์นั้นมีจำนวนผู้ต้องขังที่ต้องดูแลทั้งหมดประมาณ 290,000 คนเศษ โดยจำนวนงบประมาณที่ได้ในการเป็นค่าใช้จ่ายค่าอาหารนั้นยังคงมีไม่เพียงพอ ซึ่งคสช.ได้อนุมัติให้มีการนำเงินไปใช้จ่ายหนี้ ซึ่งหัวหน้าคสช.ได้ให้กรมราชทัณฑ์ ไปกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา โดยประเด็นแรกคือให้หาแนวทางในการลดจำนวนผู้ต้องขังให้น้อยลง แนวทางที่สอง คือ ให้กรมราชทัณฑ์หาแนวทาง ว่าจะมีวิธีไหนที่กรมราชทัณฑ์จะสามารถผลิตอาหารด้วยตัวดองและแนวทางที่สามคือในนำรายได้จากการจำหน่ายสินค้าราชทัณฑ์มอบให้เป็นสิทธิของผู้ต้องขัง และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
จี้ทส.วางกรอบแก้ปัญหาค้างาช้างผิดกม.
ร้อยเอกน.พ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงว่า ในที่ประชุม คสช.วันเดียวกันนี้ (19 ส.ค.) ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาไซเตส (CITES) และการแก้ไขปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมาย วันนี้ คสช.พิจารณาสั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายตามแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ไทยได้ตกลงในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้จะสูญพันธุ์หรือไซเตส ครั้งที่ 65 ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มี.ค.2558
น.พ.ยงยุทธ กล่าวว่า ปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายเป็นประเด็นที่ประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตสให้ความสำคัญมาก มีการติดตามความคืบหน้าของทางการไทยในการควบคุมการค้างาช้างภายในประเทศ มาตั้งแต่การประชุมภาคีอนุสัญญาไซเตส ครั้งที่ 12 เมื่อปี 2545 ล่าสุดการประชุมระหว่างวันที่ 7-11 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางผู้แทนไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศได้เจรจากับทางสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และมีข้อตกลงร่วมกันว่าประเทศไทยต้องดำเนินการ คือ
1. ต้องปรับปรุงแผนปฏิบัติการของประเทศในการป้องกันการค้างาช้าง (เอ็นไอเอพี) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 2557 ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกกฎหมายควบคุมการค้างาช้างภายในประเทศและการครอบครองงาช้าง การออกกฎหมายเพื่อจัดตั้งระบบจดทะเบียนสำหรับการค้างาช้าง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายการต่อต้านการค้างาช้างผิดกฎหมาย 2.ไทยจะต้องนำเสนอรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติตามเอ็นไอเอพีภายในวันที่ 15 ม.ค.2558 3. จะต้องนำเสนอรายงานความคืบหน้าอีกครั้งภายในวันที่ 31 มี.ค.2558 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเห็นด้วยกับแนวทางตามที่มีการเสนอ เมื่อมีกฎหมายบังคับใช้แล้วไทยก็จะเชิญฝ่ายเลขานุการของไซเตสรวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องมาดูงานที่ประเทศไทยเพื่อรับทราบถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการต่างๆ รวมถึงเจตนารมย์ของรัฐบาลไทยในการไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง
อนุมัติกต.ควัก3หมื่นดอลฯอุดหนุนกองทุนฯอาเซียนบวกสาม
ร้อยเอกน.พ.ยงยุทธแถลงว่า ที่ประชุม คสช. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศเบิกจ่ายเงินเพื่ออุดหนุนกองทุนความร่วมมืออาเซียนบวกสาม จำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สืบเนื่องจากที่มีการตั้งกองทุนความร่วมมืออาเซียนบวกสามมาตั้งแต่เดือนเม.ย.2552 ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดได้ให้เงินอุดหนุนเมื่อเริ่มต้นประเทศละ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สนับสนุนเงินอุดหนุนด้วยประเทศละ 9 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อมาที่ประชุมสุดยอดอาเซียนสมัยพิเศษเมื่อปี 2555 และที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 14 ปี 2556 มีมติเห็นชอบให้ประเทศสมาชิกสมทบเงินอุดหนุนเพิ่มเติม โดยไทยต้องสมทบเงิน จำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ขยายระยะเวลาพักโทษแก่นักโทษเด็ดขาดยกเว้นคดีอุฉกรรจ์
น.ส.ปถมาภรณ์ แถลงว่า คสช. อนุมัติในหลักการ ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่..พ.ศ.... ซึ่งออกตามความในพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ขยายระยะเวลาการพักการลงโทษ โดยเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องมีกฎกระทรวงนี้ออกมา เนื่องจากกฎกระทรวงที่บังคับใช้ในปัจจุบัน มีการกำหนดเกณฑ์ในการพักการลงโทษให้นักโทษเด็ดขาด เป็นระยะเวลาที่น้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 คสช.จึงอนุมัติให้สมควรขยายระยะเวลาการพักโทษ ให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่ควรได้รับการพักโทษ
โดยนักโทษเด็ดขาดที่ควรได้รับการพักโทษ จะมี 3 กลุ่มคือ 1.นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม จะได้รับการพักโทษจากไม่เกินหนึ่งในสามเป็นไม่เกินหนึ่งในสอง 2.นักโทษเด็ดขาดชั้นดีมาก จะได้รับการพักโทษจากไม่เกิน หนึ่งในสี่ เป็นไม่เกิน หนึ่งในสาม และ3.นักโทษเด็ดขาดชั้นดี จะได้รับการพักโทษจากไม่เกินหนึ่งในห้า เป็นไม่เกิน หนึ่งในสี่ ทั้งนี้จากการกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
น.ส.ปถมาภรณ์ กล่าวว่าการขยายระยะเวลาการพักโทษในครั้งนี้ คสช.เห็นว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจให้นักโทษเด็ดขาดประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัย และจะได้มีความหวังที่จะได้รับการพักการลงโทษและพยายามปรับปรุงตัว เพื่อเป็นพลเมืองดี และเป็นการคืนพลเมืองดีให้กับสังคม อย่างไรก็ตามที่ประชุมคสช.มีการกำหนดความผิดที่ไม่สมควรได้รับการพักการลงโทษ ได้แก่ ผู้ต้องขังในคดีอุฉกรรจ์ต่าง ๆ รวมถึงคดีสะเทือนขวัญ คดีที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืน คดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน
น.ส.ปถมาภรณ์ กล่าวต่อว่า คสช.ยังได้อนุมัติในหลักการ ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่..พ.ศ.... ออกตามความในพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 เรื่องของการกำหนดเจ้าพนักงานเรือนจำและการกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรางวัลให้แก่ผู้ต้องขัง โดยสาระสำคัญประเด็นแรกคือการแก้ไข ชื่อตำแหน่ง เช่น ผู้ช่วยอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปลี่ยนเป็น รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ สารวัตร ประจำกรมราชทัณฑ์ เปลี่ยนเป็นผู้ตรวจการกรมราชทัณฑ์ สาระสำคัญอีกเรื่องคือการแก้ไขหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัล แก้ไขให้พนักงานเรือนจำที่มีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนกิจการของเรือนจำได้รับรางวัลด้วย รวมไปถึงให้ผู้ต้องขังและพนักงานเรือนจำมีสิทธิได้รับรางวัลอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เข้าพนักงานและผู้ต้องขัง
นอกจากนี้คสช.ยังได้ออกกฎกระทรวง เรื่องของการขยายขอบเขตของคำว่างานสาธารณะ จากเดิมกฎกระทรวงฉบับที่ 10 พ.ศ. 2523 กำหนดนิยามของคำว่างานสาธารณะว่า เป็นงานใด ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินของราชการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือเงินของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการกำหนดไว้ในลักษณะนี้ทำให้งานสาธารณะของเรือนจำหรือทัณฑสถานไม่สามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคม ในเวลาที่สำคัญได้ ฉะนั้นจึงเห็นสมควรให้แก้ไขขอบเขตของงานสาธารณให้กว้างขึ้นเพื่อให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทำงานสาธารณะได้ทุกกรณี ทั้งงานที่มีค่าตอบแทนหรือไม่มีค่าตอบแทน ทั้งนี้ร่างกฎกระทรวง ดังกล่าว ที่คสช.อนุมัติในหลักการนั้น จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาและดำเนินการต่อไป



