ข่าว

'เจ็ม-พิมพ์ชนะ'ปล่อยหมัดขจัดน้ำหนัก

'เจ็ม-พิมพ์ชนะ'ปล่อยหมัดขจัดน้ำหนัก

21 ส.ค. 2557

ขอเวลานอก : 'เจ็ม-พิมพ์ชนะ' ปล่อยหมัดขจัดน้ำหนัก : เรื่อง กอบแก้ว แผนสท้าน /ภาพ สุกล เกิดในมงคล

 
                   "สำหรับเจ็มถ้าเลือกได้ขอออกกำลังกายตอนเช้าก่อนไปทำงานเพราะช่วยให้สดชื่น สมองไหลลื่นดี เป็นการคลิกสตาร์ทออฟเดอะเดย์ ส่วนตอนเย็นหากได้เล่นหลังเลิกงาน ถือว่าช่วยผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ปลดปล่อยความเครียด อย่างน้อยๆ ก็ไม่รู้สึกผิดที่ไม่ออกกำลังกาย"
 
                   "เป้าหมายของชีวิต" ไม่จำเป็นต้องผูกไว้กับเรื่องใดเพียงอย่างเดียว และสาววัยเบจญเพส "เจ็ม" พิมพ์ชนะ เอกชัย ทายาทคนโตของเจ้าแม่พีอาร์ "จีน่า" สนิทพิมพ์ เอกชัย กับ "อู๋" ชนะ สงวนสัตย์ ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายชัดเจน อย่างในกรณีเรื่องการทำงาน หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาสื่อสารด้านการตลาด จาก มหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ให้ครอบครัวได้ปลื้มอกปลื้มใจเมื่อสองปีก่อน เจ้าตัวก็เข้าลุยงานในบริษัทของคุณแม่ ตั้งแต่เริ่มฝึกและเรียนรู้ด้านการประชาสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ขยับขึ้นรับตำแหน่ง "พีอาร์ ไดเร็คเตอร์" อย่างเต็มความภาคภูมิในวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าลำพังแค่ดีกรี "ลูกสาวเจ้าของบริษัท" คงไม่เป็นที่ยอมรับ หากว่าเจ้าตัวไม่มีกึ๋นมากพอ
 
                   มาถึงในภาคส่วนของไลฟ์สไตล์ "ยังบลัด" ของบริษัท พิมพลัส พีอาร์ จำกัด ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ด้วยความเชื่อที่ว่า "ความสำเร็จในชีวิต" ต้องมีสุขภาพดีเป็นองค์ประกอบสำคัญ และเมื่อ "โกล์" อยู่ที่การลดน้ำหนักบวกกล้ามเนื้อ ดังนั้นในปฏิทินชีวิตของ "พิมพ์ชนะ" จึงมีกากบาทตารางเรียน "มวยไทย" (เกือบ) ทุกวัน
 
                   "เป้าหมายที่เจ็มออกกำลังกายสิ่งสำคัญคือต้องการลดน้ำหนัก ตอนนั้นพีคสุดๆ รู้สึกว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่ไหวแล้วแน่ๆ จึงตัดสินใจเข้าคลาสเรียนโยคะ แต่พอหลังๆ รู้สึกว่าการเล่นโยคะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ก็จริง แต่ไม่ช่วยให้กล้ามเนื้อเราฟิตอย่างที่ต้องการ พอดีมีรุ่นพี่ที่สนิทกันเปิดศูนย์ออกกำลังกายชื่อว่า "เบสท์ มินตัน" ย่านศรีนครินทร์ ชักชวนให้ทดลองเรียน "มวยไทย" แรกๆ แอบกลัวอยู่บ้างเพราะครูเป็นนักมวยจริงๆ ที่กลัวคือกลัวเจ็บ กลัวโดนต่อยหนักๆ แต่พอได้เริ่มลงนวมก็รู้ว่าครูผู้สอนไม่ได้เน้นต่อยแบบเอาเป็นเอาตายอย่างที่ตัวเองมโนตอนแรกไว้ แต่เขาเน้นให้เราออกกำลังกายให้ได้เหงื่อมากที่สุดเท่าที่เราจะไหว" พิมพ์ชนะ บอกเล่าถึงเหตุผลของการเริ่มต้นเรียนวิชามวยไทยในขณะกำลังยื่นมือให้ครูช่วยพันผ้าที่ข้อมืออันเป็นขั้นตอนสำคัญของการออกหมัด
 
                   ลงนวมออกหมัดเรียนได้เพียงเดือนกว่าๆ แต่ผลลัพธ์ออกมานับว่าน่าพอใจ เพราะทั้งเรื่องน้ำหนักและกล้ามเนื้อปรากฏให้เห็นชัด (แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายสูงสุด) ส่งผลให้ "ลูกไม้ใต้ต้น" ของคุณแม่จีน่า เริ่มติดอกติดใจ ว่างเว้นจากงานประจำที่ต้องดูแลทั้งลูกค้าและผู้สื่อข่าวเมื่อใด เป็นต้องหาเวลากระโดดขึ้นสังเวียนผ้าใบ ถึงจะต้องพารอยช้ำรอยเขียวเป็นของแถมกลับไปอวดคนที่บ้านบ้างก็ตาม
 
                   "หลังจากเรียนมวยแล้วได้ผลตามเป้าอย่างเห็นได้ชัด อาทิตย์หนึ่งมาเรียนสองครั้ง อย่างน้อยๆ น้ำหนักลดลงแน่นอน 1 กิโลกรัม จากเดิมหนัก 64 กิโลกรัม ตอนนี้เหลือ 56 กิโลกรม ส่วนเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 50 กิโลกรัม ก็เหลืออีกไม่เท่าไหร่แล้ว หรืออย่างน้อยๆ กีฬามวยก็ช่วยให้ร่างกายฟิต เวลาขึ้นบันไดไม่เหนื่อย สิ่งสำคัญต้องไม่ลืมบริหารจัดการเรื่องอาหารด้วย อย่างก่อนมาเรียนต้องทานอาหารให้มีพลัง หลังจากเรียนเสร็จแค่ทานอะไรเบาๆ  ส่วนประเด็นผลพวงจากการเล่นเตะต่อยจนเป็นมีร่องรอยฟกช้ำดำเขียวบอกเลยว่าต้องทำใจเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงยากมาก แต่เราเริ่มบ่นกับครูว่าพรุ่งนี้ไม่เตะนะคะต้องมีใส่กระโปรงสั้น ครูก็จะผ่อนแรงให้เบาลงหน่อยนึง " พีอาร์ไดเร็คเตอร์สาวอธิบายหลังจากโชว์ลีลาปล่อยหมัดซ้ายขวา ตีเข่า ตีศอก จนเหงื่อท่วมตัว
 
                   นอกเหนือจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ กีฬาออกหมัดเตะต่อยยังมีเสน่ห์ช่วยมัดใจ "เจเนเรชั่นใหม่ของพิมพลัส" ให้ขับรถเข้ายิมวันเว้นวันอีกหลายข้อ ซึ่งเธอแย้มว่าสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้ดีอีกซะด้วย
 
                   "ความสนุกของการต่อยมวยคือได้เหนื่อยแบบไม่เบื่อแถม ต่างจากเล่นโยคะตรงที่ ถ้าเล่นโยคะแล้วเหงื่อไม่ออกจะรู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเสียเวลา แต่เล่นต่อยมวยนี่ยังไงก็ต้องได้เหงื่อแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ เรารู้สึกว่าคุ้มกับเวลาที่เสียไป ขณะเดียวกันเจ็มยังได้เรื่องวินัยและความอดทนต่อความเหนื่อย ความจริงจังไม่ใช่ทำอะไรเล่นๆ เพราะครูจะดุมาก ขณะเดียวกันก็ได้สมาธิในการทำอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะงานประจำในหน้าที่ของพีอาร์ไดเร็กเตอร์ โดยรวมต้องดูแลงานที่ได้รับมา แล้วเกลี่ยให้ลูกทีม นอกจากนี้ยังต้องคอยประสานงานกับลูกค้า นักข่าว รวมถึงดูแลเนื้อหาของข่าวด้วย ซึ่งบางครั้งต้องทำหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน หากสมาธิไม่นิ่งพออาจเกิดความเสียหายได้" สาวรักการออกกำลังกายชี้ให้เห็นข้อดี
 
                   เนื่องจาก "ต่อยมวย" เป็นกีฬาประเภทต้องใช้แรงปะทะ ดังนั้นในฐานะคนคุ้นเคยสังเวียนผ้าใบ  "เจ็ม" พิมพ์ชนะ มีคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตัวเองขณะเล่นออกหมัด ถึงแม้จะเน้นแค่ฝึกความแข็งแรงมากกว่าการแข่งขันก็ตาม
 
                   "ข้อควรระวัง วันแรกต้องมีความมุ่งมั่นเยอะๆ เลย เพราะคนที่เล่นแรกๆ มักจะเจ็บกล้ามเนื้อมาก บางคนที่เจ็บอาจท้อได้ มีคนเคยบอกว่าถ้าเล่นครั้งแรกแล้วปวดกล้ามเนื้ออย่ากินยาซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ตัวเองก็ไม่ได้กินเหมือนกัน นอกจากนี้อาจต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุระหว่างการเล่น อาทิ ข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้น  สำหรับช่วงเวลานั้นสามารถทำได้เท่าที่ร่างกายของแต่ละคนพร้อม สำหรับเจ็มถ้าเลือกได้ขอออกกำลังกายตอนเช้าก่อนไปทำงานเพราะช่วยให้สดชื่น สมองไหลลื่นดี เป็นการคลิกสตาร์ทออฟเดอะเดย์ ส่วนตอนเย็นหากได้เล่นหลังเลิกงาน ถือว่าช่วยผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ปลดปล่อยความเครียด อย่างน้อยๆ ก็ไม่รู้สึกผิดที่ไม่ออกกำลังกาย โดยอย่างน้อยจะเข้ายิมสัปดาห์ละ 3 วันใช้เวลาครั้งละ 2 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละครั้งจะแบ่งเป็นช่วงวอร์มอัพและวอร์มดาวน์ไว้อย่างละ 10 นาที ส่วนที่เหลือเป็นการว่าด้วยวิชามวยไทยขั้นพื้นฐานไล่เรียงตั้งแต่การต่อย เตะ ตีเข่า ฟันศอก ส่วนใหญ่เน้นเป็นการออกกำลังกาย ฝึกความแข็งแรงให้มีพละกำลังวิ่งหนีโจรก็พอ"ว่าที่พีอาร์ใหญ่ให้แนวทาง