
เสียงจากที่ราบสูงเกษตรกรอีสานขอปฏิรูป
เสียงจากที่ราบสูงเกษตรกรอีสานขอปฏิรูป : ปัญญาพร สายทองรายงาน
ในโอกาสที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังปฏิรูปประเทศกันอยู่ในขณะที่ดูเหมือนรายชื่อของคนที่ถูกเสนอให้เป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น แทบไม่มีตัวแทนจากเกษตรกรเลย ในขณะที่กำลังเปิดรับคณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็เช่นกัน ยังไม่รู้ว่าจะมีตัวแทนของเกษตรกรถูกเสนอชื่อด้วยหรือไม่
นั่นหมายถึงปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรอาจไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข เพราะไม่มีตัวแทนเข้าไปเป็นปากเสียงให้
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และองค์กรภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์ร จัดโครงการสัมมนาวิชาการระดับชาติ มนุษย์-สังคม ภาคประชาสังคม ครั้งที่ 2 ประจำปี 2557 เรื่อง "วิถีอีสานกับการปฏิรูป อีสานสิอยู่จั่งได๋" พูดคุยกันในหัวข้อ "ชุมชนอีสานกับการกำหนดอนาคตของตนเอง" ขึ้น เพื่อหวังเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นของเกษตรกรและนักพัฒนาที่ทำงานเคียงคู่กับเกษตรกรมายาวนานได้นำเสนอผ่านไปยังผู้มีอำนาจ
พ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านจากสถาบันฟื้นฟูภูมิปัญญาไทย จ.บุรีรัมย์ เริ่มต้นด้วยการเสนอมุมมองของภาคการเกษตรว่า ปัจจุบันภาคเกษตรกรรมยังมีปัญหาอยู่มาก จึงอยากให้การแก้ปัญหาเดินหน้าไปพร้อมกับการปฏิรูปประเทศ
พ่อดำเดื่อง กล่าวว่า การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมต้องมีความชัดเจนตั้งแต่รัฐบาลลงมาถึงระดับชาวบ้านว่าจะเป็นไปในรูปแบบไหน เพราะเท่าที่เห็นตอนนี้มีอยู่ 2 ระบบ คือทุนนิยมที่เน้นการแข่งขัน กับ ระบบพึ่งพา ซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรมแบบไทย
ปราชญ์ผู้นี้ มองว่า การพัฒนาแบบตะวันตก โดยมากจะเน้นว่าทำอย่างไรถึงจะแข่งขันกันได้สำเร็จ และคนที่ชนะคือคนที่จะมีทรัพย์สินมหาศาล ระบบนี้เข้ามาในเมืองไทยแล้ว เห็นได้ชัดจากการเมืองไทย การค้า การลงทุน ในปัจจุบัน ซึ่งการแข่งขันเป็นการพูดถึงผู้ที่ชนะเพียงฝ่ายเดียว โดยมีภาคธุรกิจใหญ่ๆ เป็นคนขับเคลื่อน
ในขณะที่ประเทศไทยเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความสุขกับการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ เอื้ออาทรต่อกัน ดังนั้นการปฏิรูปประเทศจะต้องเลือกว่า จะแข่งขันหรือจะอยู่ร่วมกันแบบเอื้ออาทร
"อย่าเอาทั้ง 2 อย่างมารวมกันเด็ดขาด เพราะมันจะทำไม่ได้ อย่างเช่น การชกมวย จะใช้กติกาแบบพึ่งพากันไม่ได้ เพราะมันเป็นการแข่งขัน ดังนั้นการปฏิรูปต้องเลือกอย่างชัดเจนว่า จะแข่งขัน หรือ จะเอื้อเฟื้อ เพราะการแข่งขันแบบเอื้อเฟื้อไม่มีทางเป็นจริงและสำเร็จ แต่ในส่วนของเกษตรกรนั้น การพึ่งพาอาศัยกันจะทำให้ทุกคนอยู่รอด"
ดร.บัญชร แก้วส่อง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น แนะว่า เกษตรกรน่าจะขอโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปด้วย เพราะหากให้ภาครัฐปฏิรูปฝ่ายเดียวอาจมีแนวทางไม่ชัดเจน เพราะนี่คือชีวิตของเกษตรกร ดังนั้นเกษตรกรต้องลุกขึ้นมายืนหยัดเพื่อตนเอง สร้างโลกใหม่ของตนเองให้ได้
ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ยกตัวอย่างจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า การกำหนดทิศทางของเกษตรกรจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรจะต้องต้องลุกขึ้นมาปฏิรูประบบของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบแผนการผลิต จะต้องปฏิรูปจากรากให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องยาก เพราะหากเปลี่ยนแปลงจากด้านบน เมื่อลงมาสู่ชาวบ้านก็จะหลุดระบบ
"การที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ชาวบ้านขอโอกาสลองทำในพื้นที่ของตนเอง ในระบบที่ตนเองคิดเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อดันให้ด้านบนเห็นผล เกษตรกรยุคใหม่เองก็ต้องมีศักดิ์ศรี ภูมิใจในอาชีพ มีรายได้ดำรงชีพต่อไป แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะปัจจุบันทรัพยากรของอีสานเป็นของกลุ่มทุนไปหมดแล้ว อย่างเช่นเรื่องที่ดิน ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการที่จะให้เกษตรกรลุกขึ้นมาจัดการกับที่ดินของตนเองได้อย่างมีคุณค่า"
ดร.บัญชร มองว่า ปัญหาของเกษตรกรทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของที่ดิน แต่มองที่ตัวเงินเป็นสำคัญ ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาสร้างเกราะคุ้มกันให้เกษตรกรเหล่านี้ยึดครองที่ดินไว้เป็นของตนเองให้มากที่สุด หากปล่อยให้ที่ดินทำกินตกอยู่ในมือของนายทุน สุดท้ายเกษตรกรก็จะกลายเป็นผู้เดินตามทิศทางที่นักลงทุนกำหนด
บำรุง คะโยธา กลุ่มเกษตรกรสายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ มองว่า ทุกวันนี้ชาวนาเริ่มมีเสียงดังขึ้น มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีต่างๆ มากขึ้น เพราะเกษตรกรต้องการปฏิรูปให้ตัวเองหลุดพ้นจากการครอบงำของกลุ่มคนที่ทำตัวเป็นผู้นำกำหนดอนาคตแทนเกษตรกร
บำรุง ชี้ว่า ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเตรียมปฏิรูปชาวนา ซึ่งก็คือบริษัทเอกชนที่เข้ามาจัดการเกษตรให้เข้าไปอยู่ในระบบเกษตรพันธสัญญา กลุ่มที่สอง คือ สภาเกษตรกร ที่พยายามเสนอจัดโซนนิ่งการเพาะปลูกตามความต้องการของตลาดส่งออก และกลุ่มที่สามคือ พวกข้าราชการ ที่นำพาให้เกษตรกรเดินทางผิดพลาดมาตลอด
"ตอนนี้เป็นโอกาสที่จะลุกขึ้นมากำหนดทิศทางของเราเอง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่จะต้องมาบอกให้ชัดเจนว่า คนอีสาน หรือเกษตรกร เราจะเดินไปทางไหน เพราะหากปล่อยให้ข้าราชการ หรือกลุ่มทุนกำหนดเป้าหมายให้เรา พวกเราก็จะตายอย่างเดียว" บำรุง บอก
ด้าน รศ.จารุวรรณ ธรรมวัตร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มองในมุมนักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ ว่า การปฏิรูปแบบคนอีสานนั้น มักเกิดขึ้นทุกครั้งที่น้ำท่วม หรือฝนแล้ง แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ฉะนั้น ต่อไปนี้คนอีสานต้องเริ่มคิดใหม่ แสวงหารูปแบบการทำการเกษตรที่หมาะสม ต้องคิดว่า ถ้าน้ำน้อยจะใช้พันธุ์ข้าวชนิดใดชีวิตเราถึงจะมีทางรอด และยึดถือวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวอีสานไว้ให้มั่น เพราะสิ่งนี้คืออาวุธสำคัญที่จะปกป้องชาวอีสานให้อยู่รอดได้ในสังคมภายใต้การชี้นำของกลุ่มทุน
"อาวุธของคนยากจนคือ วัฒนธรรม เราจะต้องทำความเข้าใจกับจุดอ่อนและจุดแข็งของคนอีสาน เราต้องทำความเข้าใจว่า อีสานคืออะไร บางคนมองเห็นอีสานแต่ความไม่ดี มองเห็นจุดอ่อนไปเสียหมด มองว่าเราเป็นแรงงาน มองว่าเราเป็นคนขยัน ไม่มีตึกหลังไหนเลยในกรุงเทพฯ ที่คนอีสานจะไม่ได้สร้าง แต่ความจริงด้านดีของวัฒนธรรมอีสานที่ทำให้คนอีสานแข็งแกร่งและปรับตัวได้ดีกลับไม่มีใครมองเห็น" รศ.จารุวรรณ บอก
และนี่คือเสียงสะท้อนที่มองทิศทางการปฏิรูปในความหมายที่แตกต่างกันออกไป
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น อยากให้ภาครัฐ หรือ สภาปฏิรูปฯ มองเห็นความเป็นอยู่อย่างแท้จริงของคนในพื้นที่ เพื่อกำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับวิถีปัจจุบัน เพื่อที่คนเหล่านี้จะได้ไม่ต้องหลงทิศหลงทางกันเหมือนที่ผ่านมา



