ข่าว

สนช.ยุค...'คอตั้ง...หลังตรง'ผ่านงบฯ58

สนช.ยุค...'คอตั้ง...หลังตรง'ผ่านงบฯ58

19 ส.ค. 2557

สนช.ยุค...'คอตั้ง...หลังตรง'ผ่านร่างพ.ร.บ.งบฯวาระแรกฉลุย! : ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดีรายงาน

               ได้ฤกษ์เปิดประชุมอย่างเต็มรูปแบบเสียที สำหรับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา แรกเริ่มดูเหมือนว่าจะคล้ายกับการประชุมสภาปกติทั่วไป เริ่มจากที่ประชุมรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสนช.

               ต่อด้วยการพิจารณาเรื่องด่วน ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(ชั่วคราว) และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ สนช. เป็นผู้เสนอ

               ท่ามกลางข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า สนช.อาจจะไม่ตั้งกมธ.สามัญประจำ โดยให้เหตุผลว่า อยู่เพียงปีเดียว ทำอะไรไม่ได้มาก ขณะที่ทหารบางท่านอาจจะไม่มีเวลามาร่วมประชุม หรือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 อาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน

               ซึ่ง สนช.ชุดนี้สยบข่าวลือด้วยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 ทันที ส่วนกมธ.สามัญประจำ สุดท้ายแล้วจะมีการตั้งหรือไม่คงต้องจับตาดูต่อไป

               แต่ที่ไม่คล้ายหรือจะเรียกว่าเปลี่ยนแปลงของเก่าไปโดยสิ้นเชิงนี่สิ เริ่มจากการแต่งกายที่หลายฝ่ายจับตาว่า เครื่องแบบจะพรึ่บห้องประชุมหรือเปล่า แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ สนช.ทุกท่านสวมสูทนั่งกันแน่นห้องประชุม

               ด้านคนติดตาม ก็ไม่มีมาเดิน นั่งให้เห็นกันพลุกพล่านเหมือนสภาปกติ แม้แต่อาคารจอดรถภายในสวนสัตว์เขาดินที่มักจะแออัดยัดเยียด จอดรถซ้อนคันกัน 2-3 ชั้น ออกได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็กลับโล่ง เป็นระเบียบขึ้นผิดหูผิดตา

               มาที่ธรรมเนียมการดักสัมภาษณ์ของบรรดาสื่อมวลชน ซึ่งเดิมใช้บริเวณชั้นลอยสภา และบริเวณหน้าบ่อปลาคาร์พเป็นที่ทำงานนั้น วันนี้ถูกสั่งห้ามขึ้น ห้ามนั่ง และห้ามดักสัมภาษณ์

               สิ่งที่มาทดแทนคือ "โพเดียม" ที่ถูกนำมาตั้งไว้บริเวณโถงอาคารรัฐสภา 1 เพื่อให้ สนช.ใช้เป็นที่ให้สัมภาษณ์แทน ทำเอากระจอกข่าวทั้งหลายไปไม่เป็นเหมือนกัน เมื่อถูก สนช.ชุดนี้เปลี่ยนวิถีการทำงานเอาดื้อๆ แบบหักดิบเช่นนี้

               สำหรับบรรยากาศการประชุมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผิดหูผิดตาไปอย่างชัดเจน เพราะถ้าเป็นสภาปกติ หากนัดประชุม 10 โมง เอาเข้าจริงๆ กว่าจะได้ประชุมก็ปาเข้าไป 11 โมงหรือ 11 โมงกว่าโน่นแหละ แต่สนช.ชุดนี้นัดประชุม 10.00 น. ตบเท้า เอ๊ย! สวมสูทสากลเข้าประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เปิดประชุมได้ทันที

               ส่วนการเสียบบัตรแสดงตนและการลงมตินั้น สนช.เขาเตรียมวิธีแก้ปัญหาไว้เรียบร้อย เมื่อ "พรเพชร วิชิตชลชัย" ประธานสนช. สั่งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยดูแลสมาชิกในเวลาเสียบบัตรอย่างใกล้ชิด พอถึงเวลาเสียบบัตรจริงทุกอย่างจึงผ่านฉลุย

               ขณะที่เรื่องที่รู้กันดีว่า บรรยากาศการประชุมสภา แทบทุกครั้งจะเกิดความวุ่นวายจากบรรดาสมาชิกที่ชอบยกมือประท้วง และพูดแทรกขึ้นมากลางคันนั้น สำหรับสนช.ชุดนี้ไร้ปัญหา แม้ว่าจะไม่มีวิปรัฐบาลหรือวิปฝ่ายค้านคอยบอกหรือคอยล็อบบี้ก็ตาม เพราะทุกอย่างใช้แค่คำว่า “ระเบียบแบบทหาร” คอยควบคุม

               งานนี้เราเลยได้เห็นภาพเรื่องด่วนที่ด่วนสมชื่อ ผ่านฉลุยโดยใช้เวลาพิจารณาเพียงแค่ 20 นาที อย่างการตั้ง กมธ.ยกร่างข้อบังคับการประชุมจำนวน 20 คน โดยผู้เสนอเพียงคนเดียว และเสนอแบบยกแพ็กรวดเดียว 20 คน

               ด้านบรรยากาศภายในห้องประชุม เรื่องระเบียบวินัยแทบไม่ต้องพูดถึง สนช.ทุกท่านไม่มีอาการว่อกแว่ก นั่งกดมือถือ หรือนั่งคุยกันให้ได้เห็น โดยเฉพาะในช่วงที่หัวหน้าคสช.ลุกขึ้นพูดนั้น สนช.แทบทุกท่านนั่งคอตั้งหลังตรงกันเป็นทิวแถว

               แถมด้วยกฎเหล็กในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 ชนิดที่สมาชิกไม่มีสิทธิ์จะท้วงติงหรือเรียกร้องเพิ่ม โดยเปิดให้มีผู้อภิปรายเพียง 17 คน คนละ 10 นาที ห้ามโอนเวลาให้กัน หากถึงคิวใครแต่ไม่อยู่ในห้องประชุมให้ถือว่าสละสิทธิ์ และไม่หยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน ที่สำคัญคือ ไม่มีทหารคนไหนขออภิปรายแม้แต่คนเดียว

               ทำให้อดีต ส.ว.บางคนที่คุ้นชินกับการอภิปรายแบบลากยาวข้ามวันข้ามคืน และได้เข้ามาเป็นสนช.ชุดนี้ด้วยถึงกับออกปากบ่นว่า เป็นการอภิปรายที่ต้องรีบพูดและรีบจบ

               แต่พอถึงคิวอภิปรายเข้าจริง อดีต ส.ว.บางท่านที่เคยโจมตีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ กลับอภิปรายสนับสนุนซะอย่างนั้น แต่ขอให้ศึกษาให้ดีก่อน ทำเอาเซียนการเมืองถึงกับงงไปตามๆ กัน

               ตบท้ายด้วยฉากการชี้แจงปิดท้ายของหัวหน้าคสช. ที่ไปๆ มาๆ กลับดูเหมือนกับกำลังตำหนิอดีตสนช.ปี 49 ที่กลับมาเป็นสนช.อีกครั้งในชุดนี้มากกว่า หรือถ้าจะพูดให้ชัด นึกภาพให้ออก ก็คงเหมือนกับอาจารย์ฝ่ายปกครองกำลังดุนักเรียนที่หนีเรียนไปตีกันยังไงยังงั้น ไม่มีเสียงหืออือจากท่านสมาชิกออกมาให้ได้ยินสักแอะ

               แถมท้ายด้วยรวมวลีเด็ดระหว่างการประชุมในวันแรก “คิดด้วยสมองของทหาร มีใครมีปัญหาอะไรไหม มีใครไม่เห็นชอบบ้าง และ ท่านที่อยู่ที่นี่ทุกท่านก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบกับผมด้วย”

               สุดท้าย เป็นธรรมดาที่ประธานและรองประธาน จะต้องมีห้องทำงานส่วนตัว ซอกแซกจนได้ความมาว่า ประธานสนช.นั้นจะใช้ห้องทำงานของประธานสภา เป็นสถานที่ทำงาน ส่วนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสปช.นั้น จะใช้ห้องผู้นำฝ่ายค้านในสภา เป็นสถานที่ทำงาน  

               ขณะที่ รองประธานสนช.และรองประธานสปช.นั้น เบื้องต้นอาจจะให้ใช้ห้องทำงานของรองประธานสภา หรือรองประธานวุฒิสภาเป็นสถานที่ทำงาน

               แต่สิ่งที่ไม่อยากให้ลืมคือ สนช.ปี 2549 ถูกสื่อมวลชนประจำรัฐสภาตั้งฉายาให้แล้วว่า “ขัน-ที สีเขียว” เพราะออกกฎหมายที่เอื้อให้แก่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ชัดเจนจนถูกมองว่าเป็นสภาสีเขียว

               ได้แต่หวังว่าสนช.ชุดนี้ จะไม่เดินซ้ำรอยเดิมที่เคยผิดพลาดเข้าให้อีก !