ข่าว

โยนสปช.ถกแยกคดีการเมือง-นิรโทษ

โยนสปช.ถกแยกคดีการเมือง-นิรโทษ

19 ส.ค. 2557

โยน สปช.ถกแยกคดีการเมือง-นิรโทษ 'ชาญเชาวน์'หนุนรื้อใหญ่-นิยามให้ชัด

               กลายเป็นหนึ่งในทอล์กออฟเดอะทาวน์เมื่อวันจันทร์ (18 ส.ค.) กรณีมีข่าวทางสื่อออนไลน์บางสำนักว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาระบุทำนองว่า หัวหน้า คสช.สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายไปแยกแยะคดีการเมืองที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อจัดกลุ่มว่าคดีไหนไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือความผิดร้ายแรง อาจทำแบบสอบถามประชาชนว่าสามารถทำนิรโทษกรรมได้หรือไม่ เพื่อความปรองดองในบ้านเมือง

               แค่ข่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์แบบนี้ก็ฮือฮาแล้ว แต่ที่ฮือฮายิ่งกว่าก็คือ พล.อ.ไพบูลย์ ออกมาปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้พูด ไม่เคยพูด และว่า "คนอย่างผมมีสมองนะ จะให้สัมภาษณ์แบบนั้นได้อย่างไร" ว่าแล้วก็สวดสื่อออนไลน์ดังกล่าวเสียยับเยิน

               นัยแห่งคำกล่าวของ พล.อ.ไพบูลย์ ที่ว่า "คนอย่างผมมีสมอง..." หมายถึงตัวท่านมีสมองมากพอที่จะไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรมคดีความผิดทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับถอยหลังสู่จุดจบ

               หากมองข้ามเรื่องพูดจริงหรือไม่ได้พูด ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตก่อนที่ คสช.จะเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ก็มีการเสนอจากทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ให้ดำเนินการนิรโทษคดีความผิดที่เกิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง แต่ไม่ใช่ความผิดอาญาร้ายแรง โดยกำหนดหมุดหมายตั้งแต่หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา ด้วยเหตุผลเรื่องความปรองดอง

               เช่น คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ที่ทำงานในห้วงรัฐบาลที่เป็นคู่ขัดแย้ง 2 รัฐบาล คือ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เคยมีข้อเสนอให้คดีที่มีลักษณะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง มีการดำเนินการเป็นกรณีพิเศษ อาทิ จัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสม ไม่ใช่เรือนจำปกติ, ปลดโซ่ตรวน หรือช่วยเหลือเรื่องการประกันตัว

               ขณะที่ นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก็เคยทำหนังสือถึงอัยการสูงสุดให้ถอนฟ้องคดีก่อการร้ายหมดทุกคดี ไม่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะเป็นคนสีเสื้อใด โดยให้เหตุผลว่าการฟ้องคดีก่อการร้ายจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ

               ยิ่งไปกว่านั้น นายคณิต เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งประธาน คอป. ยังเคยเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานก่อการร้ายที่ประมวลกฎหมายอาญาด้วย เพราะมีโทษรุนแรง อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง และกระบวนการตรากฎหมายก็ไม่ถูกต้องตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)

               นอกจากนั้นยังมีความเคลื่อนไหวของกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่พยายามดำเนินการเรื่องหลักทรัพย์ประกันตัวให้แก่ผู้ต้องขังในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ในช่วงชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2552-2553 ด้วย

               เมื่อดูจังหวะก้าวและความพยายามที่ผ่านๆ มา ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกหาก คสช.จะมีแนวคิดแยกแยะคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองออกมา เพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นไปได้ที่ คสช.คิดเรื่องนี้เอง หรือได้รับการเสนอแนะจากบางฝ่าย

               แหล่งข่าวระดับสูงจาก คสช. เผยว่า คสช.เคยหารือกันเรื่องนี้ เพราะมีบางฝ่ายเสนอมาจริงว่าหากทำได้จะส่งผลให้เกิดความปรองดองในบ้านเมือง เนื่องจากการดำเนินคดีอาญากันไปมาในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของความแตกแยกของผู้คนในสังคม

               อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้ให้นโยบายชัดเจนว่า เรื่องนี้ คสช.จะไม่เป็นผู้ดำเนินการหรือผลักดันเอง เพราะเกรงว่าจะถูกโจมตีจากฝ่ายที่เสียประโยชน์ในเรื่องความไม่เป็นธรรมหรือสองมาตรฐาน เนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และมีคดีที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้หัวหน้า คสช.จึงเสนอให้ส่งประเด็นไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เป็นผู้พิจารณา

               "กระบวนการก็ต้องมีการพิจารณาแยกแยะคดีให้ชัดเจนเสียก่อน โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ รวมทั้งภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบ หรือครอบครัวผู้สูญเสียด้วย ซึ่งในรายละเอียดคงให้เป็นหน้าที่ของ สปช.ที่จะดำเนินการกำหนดประเด็นขึ้นมา โดยประสานกับ สนช. ผลออกมาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น โดย คสช.จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน" แหล่งข่าวจาก คสช.ระบุ

               ด้าน นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม  หนึ่งในคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของ คสช. กล่าวว่า เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะไม่เคยมีการนำมาพูดคุยในคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเลย

               อย่างไรก็ดี แนวทางการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ "อาชญากรรมทางการเมือง" หรือ "อาชญากรรมที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง" ถือว่าถูกต้อง และเป็นคนละเรื่องกับการแยกแยะคดีการเมืองในห้วงที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น ขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ให้ต้องรับโทษ หรือการช่วยเหลือเรื่องการขอปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยในคดีความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ดังที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เคยดำเนินการ

               "ถือเป็นคนละเรื่องกันเลย เพราะถ้าเป็นแนวคิดใหม่นี้ต้องเริ่มต้นกันใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กำหนดนิยามว่าอาชญากรรมทางการเมืองคืออะไร ซึ่งบ้านเราไม่เคยมีการกำหนดนิยามหรือแยกแยะมาก่อน"

               เขาอธิบายต่อว่า หลักการคือความขัดแย้งของความเห็นทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองแล้วขัดแย้งกันนั้น ไม่ควรเป็นความผิดทางอาญา เพราะทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงสิทธิทางการเมือง แต่การใช้สิทธินั้นจะเป็นความผิดอาญาก็ต่อเมื่อ 1.กระทบต่อสถาบันเบื้องสูง 2.กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และ 3.กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หากเข้า 3 องค์ประกอบนี้ จะมีความหมายว่าเป็นอาชญากรรมทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับอาญา

               "หากเราทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปเรื่องหนึ่งทีเดียว จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเรายอมรับหลักการประชาธิปไตย ซึ่งรับรองเสรีภาพการแสดงความเห็นทางการเมือง และความเห็นนั้นสามารถขัดแย้งกันได้ ถ้าทำได้จะเป็นบรรทัดฐานชัดเจนในการปฏิรูปประชาธิปไตย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และควรทำความเข้าใจตรงนี้ให้ชัดเจนร่วมกัน"

               นายชาญเชาวน์ กล่าวด้วยว่า หากดำเนินการตามที่ระบุ จะไม่มีการนำความผิดทางอาญามาเป็นเครื่องมือในการทำลายคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอีกต่อไป แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้เป็นเช่นนี้ กระบวนการยุติธรรมเองก็จะหลงเข้าไปในกระแสขัดแย้งทางการเมือง และถูกใช้เป็นเครื่องมือด้วยเช่นกัน