ข่าว

สัญญาณเตือนดวงตาเสื่อมยุคดิจิทัล

สัญญาณเตือนดวงตาเสื่อมยุคดิจิทัล

19 ส.ค. 2557

ไลฟ์สไตล์ : สัญญาณเตือนดวงตาเสื่อมยุคดิจิทัล

 
                         "ดวงตา" ถือเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อน เราจึงต้องดูแลและให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ต้องใช้ดวงตาในการทำงานมาก ไม่ว่าจะจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การที่ดวงตาต้องกระทบแสงแดดโดยตรง การดูโทรทัศน์ในระยะใกล้เกินไป หรือแม้แต่การใช้สมาร์ทโฟนตลอดเวลา ก็ล้วนแล้วแต่ทำลายดวงตาของเราด้วยกันทั้งสิ้น แต่พฤติกรรมการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อสายตาของหนุ่มสาวยุคนี้ ซึ่งพบว่า โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) หรือ "ซีวีเอส" กลายเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลไปแล้ว 
 
                         ภญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ กล่าวว่า เพื่อปกป้องดวงตาไม่ให้เสื่อมจนสายเกินไป ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรหันมาสังเกตดวงตาของตัวเองว่ามีความผิดปกติจากสัญญาณเตือนดวงตาเสื่อมกันบ้างหรือไม่ เช่น "แสบตา เคืองตา คันตา" ปกติคนเราจะต้องกะพริบตาอยู่ตลอดเวลา โดยประมาณ 20 ครั้งต่อนาที เพื่อเกลี่ยน้ำตาให้คลุมผิวตาให้ทั่ว แต่หากจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน เป็นเวลานานๆ ทำให้กะพริบตาลดลงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ผิวตาแห้ง แสบตา เคืองตา คันตา หากเป็นมากจะเกิดอาการตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดเบ้าตา มีอาการอ่อนล้าทางประสาทตาได้ "ตาพร่ามัว" มองเห็นภาพซ้อน มักเกิดกับคนที่ใช้สายตาจ้องมองหน้าจอเป็นเวลานานๆ ติดต่อกันโดยเฉลี่ยมากกว่า 3.5 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งแรกๆ อาจมีอาการคล้ายคนสายตาสั้น ต้องจองมองใกล้ๆ ต่อมาจะรู้สึกตาพร่ามัว มองเห็นเป็นภาพซ้อน แต่อาการจะดีขึ้นหากได้พักสายตา
 
                         "นอกจากนี้ยังมีอาการ "เมื่อยตา ตากระตุก" เมื่อดวงตาต้องเพ่งหรือจับจ้องอยู่กับหน้าจอที่มีแสงจ้าหรือแสงสะท้อนเป็นเวลานานๆ หรือการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในห้องที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหนังตาเกร็งตัวจนผิดปกติ อาการเริ่มต้นอาจมีแค่การกระตุกเกร็งของกล้ามเนื้อตาไม่มาก ทำให้กะพริบตาถี่ขึ้นกว่าปกติ หากเป็นมากขึ้นกล้ามเนื้อหนังตาจะเกร็งจนต้องกะพริบตาแรงๆ สุดท้าย "ปวดกระบอกตา" การใช้สายตาเป็นเวลานานๆ ในการจ้องและเพ่งหน้าจอเกินกว่า 6 ชั่วโมง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา โดยจะมีอาการปวดบริเวณระหว่างหัวคิ้วไปจนถึงศรีษะ หากยังคงใช้สายตาจ้องมองต่อไปจะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ตามัว วิงเวียน และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้" ภญ.วิชชุลดา กล่าว
 
                         ทั้งนี้ เภสัชกรสาว กล่าวอีกว่า สัญญาณเตือนต่างๆ ของดวงตาอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ในระยะยาวเสี่ยงต่อโรคดวงตาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก และต้อหินได้ ซึ่งจะส่งผลให้ตาบอดเมื่อสูงอายุได้ ดังนั้นเราจึงควรหันมาให้ความใส่ใจดวงตาของเราตั้งแต่เนิ่นๆ เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอย่าจ้องมองหน้าจออุปกรณ์เป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน ควรพักสายตาทุกๆ 15-20 นาที และปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม ไม่จ้าจนเกินไป อาจจะเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงที่หน้าจอเพื่อลดแสงจ้าที่สะท้อนสู่ดวงตา ไม่ควรใช้สมาร์ทโฟนในห้องนอนที่มืดหรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ควรเว้นระยะห่างของหน้าจอและสายตาให้เหมาะสมโดยประมาณ 20-30 ซม. และควรวางหน้าจอในมุมที่พอดีกับหน้า อย่าวางหน้าจอต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการนอนเล่นสมาร์ทโฟนบนเตียง ที่สำคัญ หนุ่มสาวยุคดิจิทัล ไม่ควรติดแชท ติดเกมบนมือถือจนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะยังเป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลต่อสุขภาพตาเสื่อมอีกด้วย