
ฮุนเซนพร้อมรบยันไม่ถอนทหารแนวพระวิหาร
ชี้เหตุยูเนสโกยอมเลื่อนแผนจัดการอนุรักษ์พระวิหาร ปองพล ท้า สุวิทย์ โชว์เอกสารยันเหตุเลื่อน กษิต ไม่สน ฮุนเซ็น ลั่นพร้อมรบ ยันสายสัมพันธ์ไทย-กัมพูชายังดี โยนเรื่องถอนทหารให้ กลาโหมพิจารณา แม่ทัพภาคที่ 2 รุดขึ้น ฮ. ไปสุรินทร์ หารือกัมพูชา เจรจาปรับล
(1ก.ค.) แหล่งข่าวจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวว่า กรณีที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ของยูเนสโก ไม่ได้บรรจุวาระการพิจารณาแผนการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ของกัมพูชา ในการประชุมที่ประเทศสเปนครั้งนี้ ถือเป็นผลงานที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหัวหน้าทีมผู้แทนรัฐบาลไทย เดินทางไปทำความเข้าใจกับทั้งยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งชาติสมาชิกในอนุสัญญามรดกโลก ซึ่งถือว่าไม่เสียเที่ยว
ยอมรับว่าถ้ารัฐบาลไทยไม่เดินทางไปครั้งนี้ ผลอาจจะไม่ออกมาในเชิงบวกแบบนี้ เนื่องจากพบว่า ทางกัมพูชา ได้เตรียมยื่นวาระรายงานความคืบหน้า แผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารเข้าพิจารณาในครั้งนี้ด้วย แต่หลังจากที่นายสุวิทย์ ไปทำความเข้าใจ และอธิบายถึงเหตุผลกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะยูเนสโก ทำให้ฝ่ายเลขาฯ ของคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ได้บรรจุวาระดังกล่าวเข้าพิจารณา โดยให้ขยายเวลาไปจนถึงเดือนก.พ. 2553 ซึ่งนายสุวิทย์ รอจนมั่นใจว่าที่ประชุมไม่การพิจารณาวาระนี้ จึงค่อยเดินทางกลับ “ แหล่งข่าว กล่าวและว่า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยต้องเตรียมการในช่วงนี้คงเป็นเรื่องของการชี้แจงทำความเข้าใจกับบรรดาประเทศต่างๆให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งจะรายงานผลการเดินทางครั้งนี้ให้ที่ประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งเตรียมนัดประชุมคณะ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทยในเร็วๆ เพื่อกำหนดแผนการดำเนินงานต่อไป
"ปองพล"ท้า"สุวิทย์"โชว์เอกสารยันกรณีเขาพระวิหาร
นายปองพล อดิเรกสาร อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวถึงกรณีนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ออกระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการยูเนสโก ที่ประเทศสเปน รับฟังข้อคัดค้านของไทยกรณีกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว จึงเลื่อนพิจารณาขึ้นทะเบียนไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ว่า ยืนยันว่าปราสาทพระวิหารมีฐานะเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์ และล่าสุดจากการตรวจสอบในเว็บไซต์ของยูเนสโกก็ยังมีการประกาศให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยส่วนตัวจึงไม่เชื่อว่าจะมีการเลื่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และการเลื่อนขึ้นทะเบียนไม่น่าจะเป็นมติของยูเนสโก เพราะไม่มีวาระนี้ในที่ประชุมดังกล่าว
“การที่นายสุวิทย์ออกมาพูดว่ายูเนสโกเลื่อนพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเพียงอย่างเดียว ไม่น่าเชื่อถือ จึงอยากให้นำหนังสือตอบข้อคัดค้านของรัฐบาลไทยจากยูเนสโกมายืนยัน เพราะตามมารยาทหากมีการยื่นคัดค้านแล้วยูเนสโกรับเสนอก็จะมีเอกสารแจ้งกลับมา รวมทั้งต้องระบุชื่อคณะกรรมการหรือตัวบุคคลให้ชัดเจนว่าไปหารือกับใครมาบ้าง และถ้าข้อความตรงหรือมีข้อเท็จที่ตรงกับนายสุวิทย์พูดแล้วค่อยเชื่อ” นายปองพล กล่าว
นายปองพล กล่าวต่อว่า การรับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกจะมีเงื่อนไขแตกต่างๆกันไป อย่างเช่น การขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตราพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เป็นมรดกโลก โดยมีเงื่อนไขว่าไทยจะต้องทำแผนเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลาน และให้ตั้งองค์กรมาบริหารเพียงองค์กรเดียว แต่มาผ่าน 4 ปีกว่าไทยยังไม่ได้ทำ แต่พื้นที่ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นมรดกโลกแล้ว ซึ่งก็เหมือนกับกัมพูชาต้องทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาปราสาทพระวิหาร และตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (International Coordinating Committee หรือ ICC)
"ดังนั้นการเลื่อนเป็นปี 2553 น่าจะเป็นผลพวงจากมากัมพูชาไม่สามารถจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาปราสาทพระวิหาร และตั้งคณะกรรมการ ICC แล้วเสร็จ รวมทั้งในปี 2553 จะครบ 2 ปีที่กัมพูชาต้องรายงานสถานะของมรดกโลก อย่างไรก็ตามหากให้รัฐบาลให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะการออกมาพูดเช่นนี้จะสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้ และยังยืนยันว่าจะต้องจับตาเรื่องการจัดทำแผนบริหารจัดการดีกว่า"นายปองพล กล่าว
"กษิต”ยันสัมพันธ์ไทย-กัมพูชายังดี
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ประกาศพร้อมรบ และเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหารก่อน ว่า เรื่องการถอนกำลังทหารนั้น อยู่ที่กระทรวงกลาโหมจะพิจารณา
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตอนนี้ยังไม่มีอะไร ความสัมพันธ์ระหว่างกันยังดีอยู่ และนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้พบปะกันไม่รู้กี่ครั้งแล้ว อีกทั้งยังได้ให้คำมั่นต่อกันว่าจะดำเนินการคบค้าสมาคมอย่างฉันท์มิตร ถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้แก้ไขด้วยสันติวิธี
เมื่อถามว่าเหตุใดสมเด็จฮุนเซ็นจึงมีท่าทีที่แข็งกร้าวเช่นนี้ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ อย่างไรก็ตามถ้ามีปัญหาอะไร ก็สามารถต่อสายตรงถึงกันได้ทุกเมื่อ จะบินไปพบกันหรือจับเข่าคุยกันก็ได้ ทั้งนี้ เท่าที่ทราบตอนนี้ยังไม่มีอะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายกัมพูชามักจะออกมาพูดบ่อยครั้งในการเรียกร้องให้ฝ่ายไทยถอนทหารก่อน นายกษิต กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร ไม่มีปัญหา ถ้ามีอะไรก็พูดจากัน ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่ายไทยและกัมพูชามีการพบกันทุกระดับ ดังนั้น เราต้องมีความมั่นใจว่าทั้ง 2 ประเทศรักสันติภาพและมีคำมั่นสัญญาต่อกัน อีกทั้งไม่มีใครอยากสู้รบกับใคร เรามีการเจรจากันมาตลอด และเรื่องดังกล่าวถือเป็นมรดกตกทอด
เมื่อถามว่าเป็นความบกพร่องของกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ถ้าคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศบกพร่อง ก็แล้วแต่จะคิดกัน อย่างไรก็ตามเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เมื่อถามต่อว่ากัมพูชาอาจไม่เข้าใจฝ่ายไทยในการขอให้คณะกรรมการมรดกโลก องค์การ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ทบทวนการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก นายกษิต กล่าวว่า ไม่มี เขาเข้าใจ เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราพูดกับคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ใช่พูดกับกัมพูชา
ต่อข้อถามว่ากังวลต่อการที่กัมพูชามักออกมาให้สัมภาษณ์สื่อในเชิงทีกระทบต่อความสัมพันธ์กับไทย หรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อตนมารับทำหน้าที่แล้ว ถ้ามีปัญหาก็แก้ไขกันไป
แม่ทัพภาค2รุดขึ้นฮ.เจรจาเขมรลดกำลังทหาร
เมื่อเวลา 13.30 น ที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ภายในกองบัญชาการช่วยรบที่ 2 (บชร.2) พลโทวิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปยัง ด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ กับ พล.ท. เจีย มอญ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ของประเทศกัมพูชา ซึ่งคุมกำลังทหาร ประจำพื้นที่ชายแดน ด้านจังหวัดบุรีรัมย์,สุรินทร์และศรีสะเกษ ภายหลังจากที่สถานการณ์ชายแดนมีความตรึงเครียด รมถึงทหารกัมพูชามีการเสริมกำลังทหารตามแนวชายแดนมากกว่าปกติ
โดยแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า สำหรับการเดินทางไปหารือกับพล.ท. เจีย มอญ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ของประเทศกัมพูชา ที่ จ.สุรินทร์ในครั้งนี้ เพียงเพื่อหารือ กับทหารฝ่ายกัมพูชา ถึงการปรับกำลังทหารตามแนวชายแดนเนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีการเสริมกำลังทหารมากเกินไป
ดังนั้นจึงจะมีการหารือถึงการปรับลดกำลังทหารในพื้นที่ของแต่ละประเทศให้เท่าเทียมกัน รวมทั้งการดูแลในแต่ละพื้นที่จะต้องมีการวางกำลังดูแลพื้นที่ที่เท่าเทียมกันด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ทั้งนี้การเจรจาหารือนอกจากจะเป็นการปรับลดกำลังทหารในพื้นที่ของทั้ง 2 ประเทศแล้ว เพื่อเป็นการลดความตรึงเครียดในการปฏิบัติหน้าที่
ซึ่งหากไม่มีการหารือกันเกรงว่าปัญหาความรุนแรงจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนที่คาดเคลื่อน อย่างไรก็ตามในระดับผู้ปฏิบัติในพื้นที่แล้วทหารทั้ง2ฝ่ายยังพูดคุยกันได้ และจะพยายามไม่ให้มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ สำหรับการปรับลดกำลังทหารตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น จะมีการปรับลดกำลังทหารอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความตรึงเครียดเพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวอีกว่า ในส่วนทหารไทยยืนยันว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาก่อนอย่างแน่นอนตามนโยบายของ ผบ.ทบ โดยจะเน้นการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นหลัก ในส่วนกระแสข่าวที่ฝ่ายกัมพูชารวมถึงประชาชนกัมพูชาตำหนิฝ่ายไทยที่คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร จ.ศีรษะเกส และ อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง2ประเทศตลอดจนจะสร้างความตรึงเครียดตามแนวชายแดนหรือไม่ นั้น
เรื่องนี้ ตนเองมองว่า เป็นเรื่องของระดับนโยบายระหว่างประเทศ ส่วนผู้ปฏิบัติ ได้ปฏิบัติหน้าที่และภารกิจเหมือนที่เคยทำคือการรักษาดินแดนต่อไป กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทหารไทยทุกนายมีศักยภาพพอในการรักษาอธิปไตยของตนเองไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างแน่นอน
"เตช"ชี้ชะลอขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นเรื่องที่ดี
นายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระหว่างเข้าร่วมประชุมรับฟังคำปรึกษาของสถาบันความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ที่โรงแรมพูลแมน ขอนแก่นราชาออคิด ถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ภายหลังจากที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะในฐานะรองคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อแสดงจุดยืนและท่าทีของประเทศไทยถึงการดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 22 -30 มิ.ย.ที่เมืองเซบีญา ประเทศสเปน ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกได้ชะลอการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารออกไปนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ตนเห็นว่าถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คณะกรรมการฯ ให้ความสนใจ เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่ไทย-กัมพูชาจะทำการปักปันเขตแดน
"สมัยที่ผมเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศนั้น การปักปันเขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ได้มีการทำสนธิสัญญาตั้งแต่ปีที่ 2 ของรัชกาลที่ 6 ซึ่งจะมีการปักปักเขตแดนหลักที่ 69-71 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการปักปันเขตแดน แต่ประชาชนของทั้งสองประเทศก็ยังคงอยู่อย่างสงบสันติ ซึ่งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ไม่สามารถปักปันเขตแดนหลักที่ 73 ถึงหลักที่ 1 แต่ประชาชนทั้งสองประเทศก็ยังอยู่กันได้"
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร หรือการปักปันเขตชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อว่าน่าจะแก้ไขได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือหากรัฐบาลไทย-กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดี ปัญหาตามแนวชายแดนก็จะไม่เกิดขึ้น และน่าจะดำเนินการตามสนธิสัญญาในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2450 และตามการบันทึกความเข้าใจระหว่างกันในการปักปันเขตแดนเมื่อปี 2543 และปล่อยให้คณะกรรมการปักปันเขตแดนของทั้งสองประเทศเข้าไปปักปันเขตแดนให้แล้วเสร็จ แต่ต้องยอมรับที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้การปักปันเขตแดนติดขัดปัญหาอยู่บ้าง แต่หากความสัมพันธ์ของสองรัฐบาลดีขึ้นเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา
ฮุนเซนพร้อมรบยันไม่ถอนทหารแนวพระวิหาร
มีรายงานว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่า จะไม่ถอนกำลังทหารออกจากบริเวณแนวชายแดนเขาพระวิหาร นอกจากนี้ ยังย้ำว่า มีอาวุธที่ทันสมัยและพร้อมเผชิญหน้า หากถูกละเมิดอธิปไตยเช่นกัน



