
'อภิสิทธิ์'ชี้ความโปร่งใสจุดเปราะบางคสช.
'อภิสิทธิ์'ชี้ความโปร่งใส คือจุดเปราะบางของคสช. : สัมภาษณ์พิเศษ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์
ผ่านมาเกือบ 3 เดือน หลังการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในระยะที่ 1 คือช่วงที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ คสช.ได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุด แต่ระยะต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร คือสิ่งที่สังคมกำลังจับตา
"ผมมองว่า งานที่ คสช.ทำได้ดีคือ งานที่ทำไปแล้ว ได้แก่ การหยุดภาวะความขัดแย้ง จับกุมอาวุธ การปราบมาเฟีย อิทธิพลต่างๆ ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้คนในสังคม แต่ต่อจากนี้ไปคืองานยาก งานที่หนักกว่า" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษ "เครือเนชั่น"
ตามโรดแม็พ 3 ระยะ ของ คสช. ตอนนี้ คสช.อยู่ในระยะที่ 2 คือ การเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งสุดท้ายจะกำหนดไว้ใน "รัฐธรรมนูญฉบับถาวร" เพื่อเดินไปสู่ระยะที่ 3 คือการเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ช่วงต่อจากนี้ไปจะเป็นงานหนักสำหรับ คสช. เพราะงานปฏิรูปเป็นงานที่หลากหลาย ขณะที่ คสช.มีความกังวลว่าจะมีความแตกแยก จึงต้องควบคุมให้เรียบร้อยที่สุด ซึ่งจะขัดกันในตัว
"ในกระบวนการปฏิรูป สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ไม่มีอำนาจในการอนุมัติการปฏิรูปด้านใดเลย ยกเว้นอำนาจในการอนุมัติร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้ร่าง ทุกเรื่องต้องไปที่ สนช. ครม. และ คสช. ซึ่งเป็นข้าราชการ เทคโนแครต ซึ่งค่อนไปในทางอนุรักษนิยม และภาคธุรกิจขนาดใหญ่บางกลุ่ม"
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ คสช.ได้เสียงสนับสนุนจากสังคมอย่างมาก ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเกิดจากสถานการณ์ที่คนไม่เห็นทางออก พอ คสช.เข้ามาทำให้จบ คนก็ย่อมเกิดความพึงพอใจ และระยะที่ 1 ก็ทำได้ดี แต่อีกปีข้างหน้าค่อยมาว่ากันว่าจะรักษาระดับอย่างนี้ไว้ได้หรือไม่ และสิ่งที่จะเป็นจุดเปราะบางของ คสช. หลังจากนี้ไปคือ เรื่องความโปร่งใส
"สิ่งที่ผมอยากเห็น คือ หัวหน้า คสช.ต้องส่งสัญญาณให้ชัด คือ ใครทำอะไรจากนี้ไป ขอให้ทำให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่คนคาดหวังให้มากที่สุด แต่ตอนนี้มีประเด็น เช่น เรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินของ สนช. คนก็สงสัยว่า ไหนจะปฏิรูปให้โปร่งใสขึ้น แต่เริ่มต้นขึ้นมาก็มีปัญหา"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่สบายใจกับประกาศ คสช.ฉบับที่ 73 ที่ไปถึงขั้นให้ยกเว้นประมวลจริยธรรม มันขัดกับเจตนารมณ์ในการปฏิรูปประเทศ และรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 41 ที่ยกเว้นลักษณะต้องห้ามต่างๆ ซึ่งตรงนี้คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
"ถ้าจะยกเว้นเป็นเรื่องๆ และมีเหตุผล ผมคิดว่าก็พอเข้าใจได้ เช่น เดิมห้ามข้าราชการประจำมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่สถานการณ์นี้ยกเว้นก็โอเค แต่ที่ยกเว้นประเภทที่มีผลประโยชน์ขัดกัน ต้องถามว่า ความจำเป็นคืออะไร สนช.ก็อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า ครม.มีคนที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้วไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ จะอธิบายได้อย่างไร"
"เหมือนกับกำลังจะสร้างระบบใหม่ที่บอกว่าดี แต่ว่าขณะนี้ยังไม่ต้องปฏิบัติ เราอยากเห็นการสร้างประเทศ การปฏิรูปประเทศ เราอยากเห็นการกระทำตอนนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ให้ยกเว้นให้น้อยที่สุด เช่นกรณีประธาน สนช. (นายพรเพชร วิชิตชลชัย ว่าที่ประธาน สนช.) การเป็น สนช.พร้อมๆ กับการเป็นตัวแทนองค์กรอิสระ มันไม่เหมาะอยู่แล้ว ควรจะกระซิบกัน จะได้ไม่มีประเด็นให้ตั้งคำถาม ผมไม่อยากเห็นเรื่องอย่างนี้มันสะสมไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นใจในทิศทาง อันนี้ก็จะเป็นจุดเปราะบาง"
ทั้งนี้นายพรเพชรดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ล่าสุดหลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเดิมแล้ว โดยให้มีผลในวันที่ 1 กันยายนนี้
"พอเริ่มปฏิรูป เริ่มบริหารเศรษฐกิจ ความไม่พอใจโดยธรรมชาติจะมีอยู่แล้ว ต่อให้คุณทำดีที่สุด ก็จะมีกลุ่มที่ไม่พอใจ ก็จะเอาเงื่อนไขเหล่านี้มาเป็นประเด็น ฉะนั้นจึงเป็นงานหนักมหาศาลสำหรับหัวหน้า คสช."
"ถ้าคุณอยากให้ประเทศเป็นอย่างไร คุณต้องเอามาตรฐานเหล่านั้นมาใช้ให้มากที่สุด" อภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ และบอกว่า ตอนนี้งบประมาณ 58 กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. จึงควรจะเผยแพร่เอกสารงบประมาณออกมาให้ประชาชนได้เห็น และยิ่งกฎหมายจะออกมาเยอะมาก ระหว่างการพิจารณากฎหมายก็เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 กำหนดรายละเอียดของสิ่งที่ต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญถาวรว่า คสช.จับปัญหาตรงหลายจุด เช่น ปัญหาการทุจริตการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจโดยขาดการตรวจสอบ แต่มองไปข้างหน้า ไม่คิดว่า คสช.มีภาพที่ชัดเจนแล้วว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่คิดว่า คสช.มีบลูปริ๊นท์ปฏิรูป
สำหรับประเด็นการสกัดไม่ให้คนที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แสดงความไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่า "ปัญหาที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าโทษไม่รุนแรง โทษการซื้อเสียงของไทยรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ปัญหาคือ เราจับไม่ได้ และสอง มีการเพิกถอนสิทธิ แต่เขามีตัวแทนมา และยังชนะการเลือกตั้ง หนักกว่าเดิมตรงที่ว่า ตัวจริงทำเหมือนเดิมแต่ไม่มีความรับผิดชอบทางกฎหมาย คือ รัฐมนตรีดูแย่ จริงๆ คือรัฐมนโททำหมดอยู่ที่บ้าน ไม่ยิ่งแย่กว่าเหรอ เพราะรัฐมนโทไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเลย บางคนบอกชอบด้วยซ้ำ บอกไม่คิดกลับมาแล้ว"
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การที่พรรคการเมืองไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมในสภาปฏิรูป และอาจจะมารื้อรัฐธรรมนูญทีหลัง ว่า การปฏิรูปจะยั่งยืนหรือไม่ อยู่ที่การยอมรับของสังคม
"วันนี้ถ้าสภาปฏิรูปไปทำเรื่องท้องถิ่นแล้วเป็นการรวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจ จะบังคับให้คนที่เห็นว่าต้องกระจายอำนาจยอมรับได้อย่างไร แต่ถ้าพวกผมยอมรับไม่ได้เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน คุณด่าได้เต็มที่ แต่ถ้าเป็นความคิดเชิงนโยบายไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ควรจะเป็นสิทธิที่จะเห็นด้วยหรือไม่ และสำหรับเรื่องการกระจายอำนาจ หากสภาปฏิรูปไม่ทำ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำ"
"ต้องดูสาระของการปฏิรูป ไม่ใช่บอกว่าออกมาแล้วต้องจบนะ อยู่ที่เนื้อหาสาระ และต้องเป็นกระบวนการที่ชอบธรรมมากที่สุด จริงๆ ดีที่สุดคือประชามติ แต่ถ้าไม่พร้อมที่จะทำก็ต้องดูวิธีอื่น ที่ต้องให้โปร่งใส"
ถามถึงเรื่องที่ว่า คสช.อาจจะมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เหมือนยุคคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2535 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่คิดว่าเป็นธรรมชาติของ คสช. หรือใครก็ตาม ที่ต้องแบกภาระว่าทำอะไรก็ได้ให้คนเห็นว่าดีขึ้นในเวลาสั้นมาก ฉะนั้นก็ต้องคิดว่า เมื่อพ้นเวลาสั้นนี้แล้ว สิ่งที่เขาตั้งใจจะพังทลายลงไหม เมื่อคิดก็ต้องคิดแนวทางในการป้องกัน แต่เขาจะใช้วิธีไหน ตอบไม่ได้
"แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไป เช่น ตอนเลือกตั้งหลัง รสช. การรวบรวมนักการเมือง หรือ ส.ส. มีผลมาก แต่ยุคนี้ตัว ส.ส.ไม่ได้มีน้ำหนักมากขนาดนั้น ประชาชนเลือกพรรคมากขึ้น เลือกตั้งบุคคลน้อยลง พูดง่ายๆ ถ้าคุณไปหยิบ ส.ส.มา 50 คน ถ้าพรรคที่ไปรวมคนเหล่านี้มาไม่สามารถยึดครองความนิยมได้ 50 คนอาจจะเหลือ 10 คน ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนพรรคอ่อนแอ จาก 50 คน 30 คน น่าจะเอาอยู่สบายๆ สมัยนี้ถ้าไม่มีความนิยมพรรค 10 คนก็ไม่ถึง ฉะนั้นไม่ง่าย"
ส่วนที่มีบางคนมองว่าการยึดอำนาจครั้งนี้เป็นการ "สมรู้ร่วมคิด" ระหว่างกองทัพกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้น นายอภิสิทธิ์ถามกลับว่า ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย จะเกิดเรื่องไหม?
"ผมมองว่า ไม่ว่าอย่างไรคุณทักษิณก็ต้องการนิรโทษกรรมสุดซอย เขาก็ต้องทดลองโดยชนะเลือกตั้ง เอาน้องมาเป็น ดันให้ได้ เมื่อไม่ได้เขาก็ต้องวิธีอื่น คำถามคือ วันนี้คุณทักษิณได้อะไรไปบ้างหรือยัง ก็ต้องบอกว่า ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เป็นปัญหากับเขา ฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมครั้งนี้พรรคเพื่อไทยดูไม่เดือดร้อนเท่าไหร่กับการปฏิวัติ ผมมองว่า ยังไงคุณทักษิณก็แสวงหาการนิรโทษกรรมสุดซอย ตอนนี้เขาก็รอดูสถานการณ์ว่าจะไปอย่างไร จะมีวิธีอย่างไร จึงมีการแกล้งเป็นแกล้งตาย"



