
คมนาคมกางยุทธศาสตร์8ปีทุ่ม8แสนล.ผุดทางคู่เพิ่มขีดแข่งขัน
คมนาคมกางยุทธศาสตร์8ปีทุ่ม8แสนล.ผุดทางคู่เพิ่มขีดแข่งขัน : รายงานพิเศษโดย...วิภาพร จิตสมบูรณ์
โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การทำให้ต้นทุนค่าขนส่งลดลง จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และยังดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย ปี 2558-2565 หรือแผน 8 ปี ว่า เป้าหมายคือ 1.การสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง และก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2.สร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยลดต้นทุนค่าขนส่ง เพิ่มความเร็วในการเดินทาง และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคการผลิต 3.สร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง และ 4.สร้างโอกาสสำหรับการแข่งขันและให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน
สาเหตุที่ต้องจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะปัจจุบันไทยใช้พลังงานในภาคขนส่งถึง 35% หรือคิดเป็นเงินปีละประมาณ 7 แสนล้านบาท แต่รูปแบบการขนส่งไม่สอดคล้องกับต้นทุน โดยการขนส่งทางถนนมีสัดส่วนสูงถึง 87.50% ทั้งที่การขนส่งประเภทนี้มีต้นทุนสูงสุดถึง 2.12 บาทต่อตัน-กิโลเมตร ขณะที่การขนส่งทางรางมีต้นทุนเพียง 0.95 บาทต่อตัน-กิโลเมตร แต่มีสัดส่วนการขนส่งเพียง 1.40% เท่านั้น และจากการจัดอันดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศจากการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ประจำปี 2556-2557 พบว่าคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานในภาพรวมของไทยอยู่ในอันดับที่ 61 ขณะที่ประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น สิงคโปร์ อยู่อันดับที่ 5 ส่วนประเทศมาเลเซียอยู่อันดับที่ 25
การขนส่งทางถนนนอกจากจะทำให้เกิดความสูญเสียด้านพลังงานแล้ว ยังก่อให้เกิดความสูญเสียจากอุบัติเหตุเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยไทยเป็นประเทศที่มีอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งธนาคารโลกระบุว่ามูลค่าความเสียหายจากอุบัติเหตุในประเทศไทยสูงถึงปีละ 2.32 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันการขนส่งทางถนนยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ โดยประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากปัญหามลภาวะทางอากาศ เช่น ปอดอักเสบ หลอดลม โรคหืดและระบบหายใจปีละกว่า 7,000 ล้านบาท
เดินหน้าทางคู่เร่งด่วน 6 เส้นทาง 1.1 แสนล้าน
ทั้งนี้ การลดสัดส่วนการขนส่งทางถนนและเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง จำเป็นต้องพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟให้มีความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย ปัจจุบันไทยมีรางรถไฟทั่วประเทศ 4,043 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 47 จังหวัด ซึ่ง 93% ของรางทั้งหมดเป็นทางเดี่ยว ทำให้รถไฟไม่สามารถแล่นสวนกันได้ ต้องรอสับหลีก ประกอบกับสภาพรางทรุดโทรมจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน ไม่สามารถใช้ความเร็วได้เท่าที่ควร การขนส่งทางรถไฟจึงไม่ได้รับความนิยมเพราะต้องใช้เวลานาน กระทรวงคมนาคมจึงมีแผนก่อสร้างโครงการทางคู่ระยะเร่งด่วน 6 เส้นทาง ขนาดราง 1 เมตร วงเงินลงทุนรวม 117,472 ล้านบาท
สำหรับเส้นทางแรกที่จะเปิดประมูลในช่วงปลายปีนี้คือชุมทางจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร วงเงิน 16,007 ล้านบาท เพราะผ่านการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว หลังจากนี้จะเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.อนุมัติโครงการก่อนเปิดประมูลคัดเลือกผู้รับเหมาต่อไป หลังจากนั้นคือเส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร วงเงิน 17,293 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนที่เหลืออีก 4 เส้นทาง คือ นครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร วงเงิน 20,083 ล้านบาท มาบกะเบา-นครราชสีมา ระยะทาง 132 กิโลเมตร วงเงิน 29,855 ล้านบาท ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร วงเงิน 24,842 ล้านบาท และหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กิโลเมตร วงเงิน 9,437 ล้านบาท ทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
โครงการทางคู่ระยะเร่งด่วนทั้ง 6 เส้นทาง จะเป็นการพัฒนาโครงข่ายระหว่างเมือง ครอบคลุมพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 6 จังหวัด ช่วยให้ความเร็วในการเดินรถขนส่งผู้โดยสารเพิ่มเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากปัจจุบัน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ความเร็วของรถขนสินค้าจะเพิ่มเป็น 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากปัจจุบัน 29 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขบวนรถที่ให้บริการจะเพิ่มเป็นวันละ 800 เที่ยว จากปัจจุบันวันละ 288 เที่ยว ขณะที่สัดส่วนการขนส่งทางรถไฟจะเพิ่มเป็น 5% ภายในปี 2563 และประชาชนสามารถเข้าถึงการเดินทางโดยรถไฟได้ง่ายขึ้น การเดินทางและการขนส่งทางรถไฟจะมีความตรงเวลา สะดวกปลอดภัยมากขึ้น
"แหล่งเงินลงทุนที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้างโครงการตามยุทธศาสตร์ จะมาจาก 4 แหล่ง คือ งบประมาณ เงินกู้ การร่วมทุนกับภาคเอกชน และการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. จะร่วมกันหาข้อสรุปถึงความเหมาะสมของแนวทางลงทุนในแต่ละโครงการต่อไป"
เล็งสร้างทางคู่รางมาตรฐานกว่า 7 แสนล้าน
ในระยะต่อไป กระทรวงคมนาคมยังมีแผนพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร วงเงินลงทุนรวม 741,460 ล้านบาท ซึ่งยึดตามแนวเส้นทางโครงการรถไฟความเร็วสูงเดิม ขั้นตอนต่อไปคือการทบทวนผลการศึกษาเดิมและศึกษาเพิ่มเติมบางส่วน คาดว่าจะใช้เวลา 10-12 เดือน โดยเป้าหมายการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 2 เส้นทางดังกล่าว คือการเชื่อมโยงโครงข่ายประตูการค้าระหว่างประเทศ เพราะเชื่อมโยงกับประเทศจีนตอนใต้ สามารถส่งผ่านสินค้ามายังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงโครงข่ายประตูการค้าชายแดนของไทย ซึ่งมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามูลค่าการค้าชายแดนของไทยสูงถึง 924,241 ล้านบาท
สำหรับเส้นทางแรกที่คาดว่าจะเปิดประมูลได้ก่อน คือ หนองคาย-นครราชสีมา-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กิโลเมตร วงเงิน 392,570 ล้านบาท หลังจากนั้นจะเป็นเส้นทางเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กิโลเมตร วงเงิน 348,890 ล้านบาท
"ทางคู่ 2 สายใหม่นี้จะเป็นโครงข่ายรถไฟไฟฟ้าในอนาคต สามารถเพิ่มความเร็วในการเดินรถสินค้าได้เป็น 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเพิ่มความเร็วในการเดินรถโดยสารเป็น 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศเมื่อเข้าสู่เออีซี และการเชื่อมโครงข่ายไปถึงประเทศจีนตอนใต้ จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้น"
สานต่อรถไฟฟ้าแก้จราจรกรุงเทพฯ-ปริมณฑล
แผนยุทธศาสตร์ 8 ปี ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งโครงการที่จะเสนอให้ คสช.อนุมัติภายในปีนี้ มี 3 เส้นทาง ระยะทางรวม 86.4 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมระบบรถไฟฟ้ากว่า 2 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.รถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ระยะทาง 36 กิโลเมตร วงเงิน 58,624 ล้านบาท 2.สายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ระยะทาง 20 กิโลเมตร วงเงิน 95,108 ล้านบาท และ 3.สายสีเหลือง ลาดพร้าว-พัฒนาการ-สำโรง ระยะทาง 30.4 กิโลเมตร วงเงิน 48,619.38 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูลคัดเลือกผู้รับเหมาได้ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปี 2558
ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 18.4 กิโลเมตร วงเงินรวม 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเปิดประมูลไปแล้ว มีผู้รับเหมาซื้อซองรวม 31 ราย ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการปรับเงื่อนไขทีโออาร์เรื่องคุณสมบัติและการให้คะแนนผู้รับเหมา คาดว่าจะเปิดให้ยื่นซองประมูลเร็วๆ นี้
"เมื่อการก่อสร้างทั้ง 4 โครงการ รวมกับที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในปัจจุบันอีก 4 เส้นทางแล้วเสร็จ จะทำให้โครงข่ายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 299 กิโลเมตรภายใน 5 ปี จากที่ให้บริการในปัจจุบัน 100 กิโลเมตร และสัดส่วนการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะจะเพิ่มเป็น 60% ขณะที่การเดินทางโดยรถส่วนตัวจะลดเหลือ 40% สามารถลดปัญหาจราจร ลดความสูญเสียด้านพลังงาน ทำให้โครงข่ายถนนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความคล่องตัวมากขึ้น"
การก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะต้องดำเนินการควบคู่กับโครงการจัดซื้อรถโดยสารใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เพราะในอนาคตรถโดยสาร ขสมก.จะทำหน้าที่สนับสนุนการเดินทางหรือเป็นฟีดเดอร์กระจายผู้โดยสารจากรถไฟฟ้า ขณะเดียวกันต้องวางแผนการจัดระบบการจราจรเพื่อลดความแออัด เพราะระหว่างการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าจะเกิดผลกระทบต่อปัญหาจราจรอย่างมาก ซึ่งโครงการจัดซื้อรถเอ็นจีวีจะช่วยลดการขาดทุนของ ขสมก.จากการใช้เชื้อเพลิงที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่คุณภาพการให้บริการจะดีขึ้นจากในปัจจุบัน
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าในระยะต่อไป มี 8 โครงการ คือ สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ช่วงบางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก ระยะทาง 19 กิโลเมตร และช่วงพญาไท-ท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะทาง 21.8 กิโลเมตร สายสีม่วงช่วงบางซื่อ-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 19.8 กิโลเมตร สายสีส้ม ช่วงจรัญสนิทวงศ์-ศูนย์วัฒนธรรม ระยะทาง 12.5 กิโลเมตร สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 14 กิโลเมตร และศิริราช-ตลิ่งชัน ระยะทาง 6 กิโลเมตร และสายสีเขียวสมุทรปราการ-บางปู ระยะทาง 7 กิโลเมตร
ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำอีก20%
แผนยุทธศาสตร์ 8 ปี ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางถนน ทางน้ำ และทางอากาศ โดยทางถนนจะพัฒนาทางหลวงเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญของประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มีถนน 4 ช่องจราจร 1,864 กิโลเมตร ในทางหลวงสายหลักทั่วประเทศ มีโครงข่ายทางหลวงอาเซียนทั้งหมดในไทยอย่างน้อยเป็นถนน 4 ช่องจราจร ดึงดูดการกระจายตัวในการตั้งถิ่นฐาน การใช้พื้นที่ของภาคต่างๆ เป็นฐานการผลิตของประเทศและของประชาคมอาเซียน
ส่วนการพัฒนาการขนส่งทางน้ำ เช่น การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือปากบารา รวมทั้งท่าเรือชายฝั่งต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้นอีก 20% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 11.08% เพราะเป็นการขนส่งที่มีต้นทุนต่ำสุดเพียง 0.65 บาทต่อตัน-กิโลเมตร และเพื่อเปิดประตูการขนส่งด้านฝั่งทะเลอันดามันที่สามารถเชื่อมโยงเป็นสะพานเศรษฐกิจกับท่าเรือฝั่งอ่าวไทย ทำให้เมืองท่าของประเทศขยายตัวจากภาคตะวันออกไปสู่ภาคใต้ ขณะที่ประชาชนจะมีทางเลือกในการขนส่งที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ใหม่



