
แฉสัญญาโหด'อุ้มบุญ'เด็กพิการแม่จ่ายค่าปรับ2เท่า
แฉสัญญาโหด'อุ้มบุญ' เด็กพิการแม่อุ้มท้องจ่ายค่าปรับ2เท่า : ทีมข่าวอาชญากรรม
ยังไม่มีความชัดเจนว่าเด็กสัญชาติไทยจำนวน 4 คน ซึ่งมีข้อมูลว่า นายชิเกตะ มิตซูโตกิ ชาวญี่ปุ่น วัย 24 ปี นำออกจากประเทศไทยไป แล้วทั้ง 4 คน ถูกนำไปที่ไหนอย่างไร ซึ่งตำรวจชุดตรวจสอบพยายามประสานกับทางการกัมพูชา และทางการญี่ปุ่น เพื่อตรวจสอบกรณีนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อคลายข้อสงสัยว่าเด็กทั้ง 4 คน จะปลอดภัยดีหรือไม่
ตำรวจชุดตรวจสอบพบว่า ในการนำเด็กทั้ง 4 คน ออกจากประเทศไทย นายชิเกตะ ได้ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสนามบินสุวรรณภูมิ ซักถามกรณีที่นำเด็กสัญชาติไทยออกนอกประเทศ ทั้งที่นายชิเกตะ มีสัญชาติญี่ปุ่น ปรากฏว่าชายชาวญี่ปุ่นรายนี้ได้นำสำเนาคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ที่มีเนื้อหาโดยสรุปให้ชายชาวญี่ปุ่นรายนี้เป็นผู้ปกครองเด็กสัญชาติไทยมาแสดง จึงทำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองต้องปล่อยตัวไป ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าชายชาวญี่ปุ่นรายนี้เดินทางไปพร้อมกับเด็กสัญชาติไทยมีปลายทางที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ทั้ง 4 ครั้ง
ล่าสุด พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ตำรวจชุดตรวจสอบกรณีอุ้มบุญ ประสานไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับคำสั่งศาลที่นายชิเกตะ นำมาอ้างต่อตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแล้วว่ามีความถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร
พร้อมกันนี้ ตำรวจชุดตรวจสอบยังตรวจสอบไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการอุ้มบุญหลายราย ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ชาวต่างชาติที่ว่าจ้างเอเย่นต์ให้จัดหาแม่อุ้มบุญให้นั้น จะมีการว่าจ้างทนายให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้ชาวต่างชาติเป็นผู้ปกครองของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญในฐานะพ่อ โดยแม่อุ้มบุญและชาวต่างชาติจะไปให้การต่อศาล โดยมักอ้างว่าแม่อุ้มบุญไม่สามารถดูแลบุตรได้ หากศาลเชื่อว่า ผู้หญิงรายนั้นไม่สามารถดูแลบุตรได้ ก็จะออกคำสั่งให้ชาวต่างชาติเป็นผู้ปกครองเด็ก ชาวต่างชาติจะพกคำสั่งศาลติดตัวไว้ตลอดเวลา จนกว่าจะสามารถนำเด็กออกนอกประเทศได้
ตำรวจชุดตรวจสอบ พบข้อมูลว่า 1 ในเด็ก 4 คน ที่นายชิเกตะนำออกจากประเทศไทย คือ ด.ช.มิตซูชิตะ โดยเด็กชายรายนี้ถูกนำออกจากประเทศไทยไปยังประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 เวลา 20.35 น. ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีแม่อุ้มบุญ ชื่อเล่นว่า แพท วัย 21 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านคำสง่า หมู่ 4 ต.นาคำ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี จึงเดินทางไปตรวจสอบ เพื่อต้องการทราบข้อมูลว่า เด็กชายรายนี้ถูกนำตัวไปที่ไหนและเพื่ออะไร
แต่การเดินทางไปครั้งนี้ไม่พบ น.ส.แพท มีเพียงน้าสาว และยายของ น.ส.แพท เท่านั้นที่พักอยู่ในบ้านหลังนี้ โดยน้าสาวให้ข้อมูลต่อตำรวจชุดตรวจสอบว่า น.ส.แพท รับจ้างอุ้มบุญจริง เพื่อนำเงินค่าจ้างไปใช้หนี้แทนพ่อและแม่ ซึ่งไปกู้หนี้นอกระบบอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อวัน จากนายทุนเงินกู้ในกรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้ น.ส.แพท พร้อมพ่อและแม่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยพ่อและแม่ขับรถแท็กซี่หาเงินเลี้ยงชีพ ส่วน น.ส.แพท เป็นพนักงานอยู่ประจำร้านอาหารแห่งหนึ่ง
"หลานจะกลับบ้านที่อุดรธานีเฉพาะที่มีงานสำคัญ ซึ่งญาติทราบกันดีว่าหลานรับจ้างอุ้มบุญ เพราะเดือดร้อนเรื่องเงิน อีกทั้งหลานสาวเคยตั้งท้องบุตรของตัวเองมาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก" นางดอกไม้ น้าสาวของแม่อุ้มบุญ ให้ข้อมูลต่อตำรวจชุดตรวจสอบ
ญาติของแม่อุ้มบุญรายนี้อ้างด้วยว่า หลานสาวได้รับการติดต่อจากเอเย่นต์ให้อุ้มบุญให้แก่ชายชาวญี่ปุ่น มีการเซ็นสัญญากันโดยเนื้อหาสรุปได้ว่า หลานสาวจะได้เงินค่าจ้างการอุ้มบุญทั้งหมด 3 แสนบาท นายจ้างจะทยอยจ่ายเงินให้ใน 9 เดือน ระหว่างตั้งครรภ์ เดือนละ 19,000 บาท หลังคลอดและส่งมอบเด็กให้แก่นายจ้างชาวญี่ปุ่นแล้วจึงจะได้เงินส่วนที่เหลือจนครบ 3 แสนบาท โดยในสัญญาระบุว่าระหว่างการตั้งครรภ์หลานสาวจะต้องดูแลบุตรอย่างดี หากเด็กคลอดมาแล้วพิการ นายจ้างชาวญี่ปุ่นจะไม่รับเลี้ยง และหลานสาวจะต้องจ่ายเงินค่าปรับ 1 เท่าของค่าจ้าง เมื่อรวมเงินค่าจ้างแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 6 แสนบาท หากเด็กคลอดมาแล้วสุขภาพดี หลานสาวจะไม่มีสิทธิ์ในตัวเด็ก ต้องยกให้ชายชาวญี่ปุ่นรายนี้ทันที
"ก่อนที่เรื่องอุ้มบุญจะถูกเปิดเผยทราบจากหลานสาวว่ามีผู้ว่าจ้างให้อุ้มบุญรอบที่ 2 ซึ่งมีการเจรจาในเบื้องต้นกันแล้ว แต่พอเกิดเรื่องขึ้นผู้ว่าจ้างก็เงียบหายไป และทราบจากหลานสาวว่าจะสามารถอุ้มบุญได้เพียง 2 ครั้ง โดยทุกครั้งจะต้องผ่าเด็กออก นายจ้างจะไม่อนุญาตให้คลอดเองตามธรรมชาติ" นางดอกไม้ ให้ข้อมูล
ส่วนการขยายผลการตรวจสอบ เด็ก 9 คน ที่พบในคอนโดมิเนียม ย่านลาดพร้าว พนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ได้สอบปากคำแม่อุ้มบุญหลายราย ซึ่งบุคคลที่อ้างว่าเป็นทนายความของนายชิเกตะ นำมาให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน โดยแม่อุ้มบุญที่เข้าพบส่วนใหญ่ให้ข้อมูลค่อนข้างสอดคล้องกัน โดยไม่ยินยอมให้รายละเอียดในเชิงลึกมากนัก ขณะที่แนวทางการสืบสวนของตำรวจชุดตรวจสอบพบว่า การอุ้มบุญกรณีนี้มีเอเย่นต์คนเดียวกัน เป็นผู้หญิงลูกครึ่งไทย-อินเดีย อายุประมาณ 30 ปีเศษ ชื่อเล่นว่า "หน่า" ล่าสุดตำรวจพยายามติดตามหาตัวผู้หญิงรายนี้เพื่อสอบถามข้อมูลถึงสาเหตุที่นายชิเกตะ ต้องการมีบุตรที่ได้จากการอุ้มบุญหลายคน
ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" พยายามตรวจสอบพบว่า "หน่า" มีบ้านพักอยู่ที่ย่านจรัญสนิทวงศ์ และได้ติดต่อพูดคุยกับ "หน่า" ทางโทรศัพท์ ซึ่งหญิงรายนี้อ้างว่าได้ลาออกจากหน้าที่จัดหาแม่อุ้มบุญให้บริษัทแห่งหนึ่งชื่อย่อ "นิว" มานานกว่า 1 ปีแล้ว เพราะได้เงินค่าจ้างไม่คุ้มค่ากับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับกรณีอุ้มบุญของชายชาวญี่ปุ่นรายนี้
ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบดีเอ็นเอของเด็ก 9 คน ที่พบในคอนโดมิเนียม ย่านลาดพร้าว พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) เปิดเผยว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันชัดว่า เด็กชาย 6 คน เป็นพี่น้องกัน ส่วนเด็กหญิง 3 คน ก็เป็นพี่น้องกัน ส่วนเด็กชายและเด็กหญิงจะเป็นพี่น้องกันหรือไม่ ต้องนำดีเอ็นเอของชายชาวญี่ปุ่นที่มีการระบุว่าเป็นเจ้าของสเปิร์มมาตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเลือด ซึ่งผลการตรวจสอบจะสามารถยืนยันได้ด้วยว่าชายชาวญี่ปุ่นรายนี้คือพ่อของเด็กที่แท้จริงหรือไม่
"บ้านเรายังไม่มีกฎหมายใดรองรับเรื่องการอุ้มบุญ ผู้ที่อุ้มบุญจึงไม่มีความผิด โดยกฎหมายแพ่ง จะถือว่าเด็กที่คลอดออกมาจะเป็นลูกของแม่อุ้มบุญโดยปริยาย แต่ถ้าต้องการยกให้เป็นลูกบุญธรรมของคนอื่นก็สามารถทำได้ เพราะในความเป็นจริงบางคนไม่สามารถมีลูกได้ ก็จะใช้วิธีการผสมเทียม หรือเด็กหลอดแก้ว และยกให้เป็นลูกบุญธรรม แต่ถ้ากรณีผู้ที่อุ้มบุญไม่รู้ว่าไข่หรือเชื้อพ่อและแม่ตัวจริงเป็นใคร ก็จะเกิดปัญหาเรื่องพันธุกรรม เพราะอาจมีการถ่ายทอดโรคได้ เช่น โรคดาวน์ซินโดรม ธาลัสซีเมีย และจะเกิดปัญหาสังคมตามมา" พล.ต.อ.จรัมพร กล่าว
ตำรวจชุดตรวจสอบยังคงเร่งขยายผล เพื่อคลี่คลายให้ได้ว่า ทำไมชายชาวญี่ปุ่นรายนี้จึงว่าจ้างให้มีการอุ้มบุญจำนวนมาก และต้องการเด็กจำนวนมากไปเพื่ออะไร



