ข่าว

วาง77กุนซือ'สปช.'ตามรอย'ไม่ให้'เสียของ'

วาง77กุนซือ'สปช.'ตามรอย'ไม่ให้'เสียของ'

15 ส.ค. 2557

วาง77กุนซือ'สปช.'ตามรอย'ไม่ให้'เสียของ' : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

               คำว่า "ต้องทำไม่ให้เสียของ" ปรากฏเป็น "รูปธรรม" ชัดเจนอีกครั้ง ภายหลังการประกาศตั้งคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อหัวค่ำวันพุธที่ผ่านมา (13 สิงหาคม) หลังชื่อ "คณะที่ปรึกษา คสช." ทั้ง 10 คน ถูกวางไว้ในตำแหน่ง "หัว" ของคณะกรรมการสรรหาแต่ละชุด

               คณะกรรมการสรรหาที่ คสช.ประกาศออกมา มีทั้งหมด 11 คณะ แบ่งตาม 11 กลุ่มปฏิรูปที่ คสช.วางไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ใน 10 กลุ่ม คือ  การเมือง, การบริหารราชการแผ่นดิน, การปกครองท้องถิ่น, การศึกษา, เศรษฐกิจ, พลังงาน, สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม, สื่อสารมวลชน,  สังคม และอื่นๆ มีชื่อของบุคคลที่เป็นที่ปรึกษาของ คสช.อยู่ใน "อันดับ 1" ทุกกลุ่ม ขณะที่กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีชื่อ "พรเพชร วิชิตชลชัย" ว่าที่ประธาน สนช. ซึ่งเป็นที่ปรึกษา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. อยู่ วางไว้เป็นอันดับ 1

               การวางตัวบุคคลดังกล่าวไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากบุคคลเหล่านี้จะเป็น "ประธาน" คณะกรรมการสรรหาแต่ละชุด ที่มีชุดละ 7 คน และอีกอย่าง คือ เป็นการส่งคนมา "คุม" การเลือกสมาชิก สปช.ตั้งแต่ต้นทาง

               หน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา คือ การ "กรอง" บุคคลในกลุ่มต่างๆ ที่ตอนนี้เริ่ม "หลั่งไหล" เข้ามาจากการเสนอชื่อของ "นิติบุคคลที่ไม่แสวงกำไร" โดยให้แต่ละคณะสรรหาบุคคลมาคณะละไม่เกิน 50 คน เพื่อส่งให้ "คสช." คัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือ คสช.วางระบบการสรรหาสมาชิก สปช.ไว้ในแบบที่ คสช.สามารถ "ล็อกสเปก" ทั้ง "ต้นทาง" และ "ปลายทาง"

               ทำไม คสช.จะต้องเข้าไป "คุม" สปช.? ก็เพราะ สปช. คือ แม่น้ำอีกสายที่จะพา คสช.ไปสู่ "เป้าหมาย" ที่บางคนบอกว่า เพื่อไม่ให้ "เสียของ"

               ตามที่ "วิษณุ เครืองาม" วาดภาพให้เห็นเมื่อวันแถลงรัฐธรรมนูญชั่วคราว วิษณุ พูดถึงแม่น้ำ 5 สาย ที่ก่อกำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สภาปฏิรูปแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี (ครม.), คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ คสช.

               แต่หากมองอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าความจริงแล้ว คสช. คือแม่น้ำ "สายแม่" ที่ให้กำเนิดแม่น้ำ "สายลูก" คือ สนช., สปช., ครม. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดมาแล้ว 1 สาย คือ สนช. และ กำลัง "ทำคลอด" อีก 1 สาย คือ สปช. อีก 2 สาย คือ ครม. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรูปร่างหน้าตาที่จะออกมาก็คงไม่แตกต่างไปจาก สนช. และ สปช. คือ คสช.ต้องสามารถควบคุมได้แบบเบ็ดเสร็จ

               "มันก็ต้องเป็นแบบนี้ คุณจะหวังอะไรนอกเหนือไปจากนี้ ต้องเข้าใจว่าตอนนี้เป็นภาวะไม่ปกติ เป็นภาวะที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจ เขาก็ต้องทำตามแบบของเขา" นักวิเคราะห์การเมืองรายหนึ่งกล่าว

               ขณะที่แกนนำ กปปส.รายหนึ่ง กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งความหวังกับการปฏิรูปของ คสช. มากนัก เพราะถึงที่สุดการปฏิรูปเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลา ไม่สามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้เพียงในปีเดียว

               "บอกตามตรงตอนนี้เราก็ยังอ่านเกมไม่ขาด ยังต้องดูการทำงานของ คสช.ต่อไป ว่าจะไปถึงไหน เป้าหมายที่แท้จริงของ คสช.คืออะไร หรือจะเสียของหรือไม่" แกนนำ กปปส. กล่าว

               สำหรับรายละเอียดตัวบุคคลในคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 คณะ นอกจากการวาง "กุนซือ" มาเป็นเบอร์ 1 แล้ว ที่น่าสนใจมากที่สุด น่าจะเป็น คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ คสช. วางตัว "วิษณุ เครืองาม" ปรมาจารย์ด้านกฎหมายมารับผิดชอบ โดยระบุข้อมูลส่วนตัวของนายวิษณุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งว่า เป็นอดีตประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และวางตัว "มีชัย ฤชุพันธุ์" อดีตประธานวุฒิสภา "เซียนกฎหมาย" อีกคนมาช่วยเสริม

               คณะกรรมการสรรหาที่น่าสนใจอีก คือ ด้านการเมือง มี "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" ประธานที่ปรึกษา คสช. เป็นเบอร์ 1 และมีคณะนักวิชาการด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์จาก ม.ธรรมศาสตร์ มาเป็นตัวเสริม ได้แก่ นรนิติ เศรษฐบุตร, สุรพล นิติไกรพจน์, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นอกนั้นคือ "สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย" ว่าที่รองประธาน สนช.คนที่ 1, สุจิต บุญบงการ อดีตประธานสภาพัฒนาการเมือง และ ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง

               ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น มี "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" ที่ปรึกษา คสช. อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นหมายเลข 1 ส่วนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เช่น นายศิวะ แสงมณี อดีตอธิบดีกรมการปกครอง, นายสมพร ใช้บางยาง อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

               ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม นอกจาก "พรเพชร วิชิตชลชัย" ที่ถูกวางตัวมาเป็นประธานแล้ว กรรมการสรรหาคนอื่นๆ คือ ผู้ที่มีประสบการณ์ด้านนี้ เช่น นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภาและอดีตประธานศาลอุทธรณ์ และมีผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก คือ พล.ต.วิระ โรจนวาศ มาร่วมด้วย

               ด้านการศึกษา เป็น "ยงยุทธ ยุทธวงศ์" ที่ปรึกษา คสช. ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นกรรมการสรรหาเบอร์ 1 และกรรมการที่มีประสบการณ์ด้านนี้ เช่น คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และอธิการบดีและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ

               สำหรับคณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ คสช.วางตัว "ณรงค์ชัย อัครเศรณี" มาเป็นประธาน ขณะที่ให้ "หม่อมอุ๋ย" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ปรึกษาอีกคนไปเป็นกรรมการสรรหาด้านพลังงาน ซึ่งเป็นอีกคณะที่ถูกจับตา โดยกรรมการสรรหาชุดนี้มีทั้ง นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) นายวิเศษ จูภิบาล อดีตผู้ว่าการปตท. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" ช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คืออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

               สำหรับภารกิจหลักของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่จะมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาเหล่านี้ มี 3 ข้อ คือ 1.เสนอแนวทางปฏิรูปต่อ สนช., ครม., คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.เสนอความเห็นต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

               หน้าที่ข้อ 3 เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะมีผลต่อการก้าวสู่โรดแม็พระยะที่ 3 ของ คสช. นั่นคือ หาก สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็สามารถเดินไปสู่การเลือกตั้งได้ แต่หากไม่เห็นชอบ หมายถึง ต้องเริ่มต้นกระบวนการสรรหา สปช. และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ซึ่งมีการมองว่าการกำหนดเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการ "เปิดช่อง" ให้ คสช.ต่ออายุตัวเอง

               จับตาการเดินตาม "โรดแม็พ" ของ คสช.ต่อไป!