ข่าว

พรรคร่วมรบ.จัดดินเนอร์ถกผลเลือกตั้งซ่อมสกลฯ-ศรีสะเกษ

พรรคร่วมรบ.จัดดินเนอร์ถกผลเลือกตั้งซ่อมสกลฯ-ศรีสะเกษ

01 ก.ค. 2552

พรรคร่วมรบ. จัดดินเนอร์ถกผลเลือกตั้งซ่อมสกลฯ ศรีสะเกษ หลังพ่ายเพื่อไทย ชี้ ส.ส.ถูกตัดสินสามารถลงเลือกตั้งซ่อมได้ ขณะที่ รมต.ยังอยู่ตำแหน่ง ส.ส.ได้หยิบกรณี ไชยา เป็นตัวอย่าง วิปรัฐบาลถกนัดพิเศษ เตรียมพร้อมรับเปิดประชุมสภา ดัน ร่างพรบ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสาม

 (1 ก.ค.)นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)แถลงข่าวหลังการประชุมวิปรัฐบาลนัดพิเศษว่า กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพูดคือกรณีผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่จ.สกลนคร และศรีสะเกษ ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า ในการหาเสียงดังกล่าว ฝ่ายค้านได้ใช้ยุทธศาสตร์หาเสียงโดยพูดเรื่องความไม่เป็นธรรมของรัฐบาลและการเสียงจากความนิยมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวรัฐบาลจะต้องนำไปศึกษาต่อไป

 เชื่อว่าหากรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อย่างมีพลัง ให้ประชาชนเห็นอย่างเป็นรูปธรรมจะทำให้คะแนนเสียงของรัฐบาลดีขึ้น ส่วนกรณีการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ขอกลับเข้าประเทศไทย และการล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ควรให้ความสำคัญแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในช่วงค่ำวันนี้จะมีการเลี้ยงสังสรรค์ ของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อหารือประเด็นเหล่านี้ ที่ร้าน คาร์เดอร์รัซโซ ซอยหลังสวน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการเช็คยอดรายชื่อส.ส.ที่เหลือ หากมีส.ส.ส่วนหนึ่งถูกกกต.วินิจฉัยกรณีถือหุ้นในบริษัทสัมปทานรัฐ นายชินวรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันว่า แม้จะมีรายชื่อ ส.ส.ที่ถูกยื่นตรวจสอบหลายคนที่อาจไม่เข้าข่าย เพราะบางคนซื้อแค่โทรศัพท์แต่ได้หุ้นแถมเข้ามา บางคนจำหน่ายหุ้นไปแล้วก่อนรับตำแหน่ง ส.ส. เชื่อว่าจะมีส.ส.บางส่วนรอดพ้นการวินิจฉัยของกกต.และศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อตรวจสอบส.ส.ที่อยู่ในข่ายว่าถือหุ้นในสัมปทานรัฐก็ไม่มีผลกระทบเสถียรภาพของรัฐบาลเพราะการพิจารณากฎหมายสำคัญ รัฐธรรมนูญให้ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของส.ส.ที่มีอยู่ในการลงมติ และการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตทุกฝ่ายต้องเคารพและเป็นบรรทัดฐานในอนาคต แต่กรณีนี้เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เมื่อตัดสินแล้วส.ส.และส.ว.ที่โดนตัดสิทธิสามารถใช้สิทธิลงเลือกตั้งซ่อมได้ ส่วนรัฐมนตรีก็ยังดำรงตำแหน่งต่อไปได้แม้จะหลุดจากส.ส. โดยเห็นได้จากกรณีนายไชยา สะสมทรัพย์ อดีต รมว.พาณิชย์

วิปรบ.ถกนัดพิเศษ เตรียมพร้อมรับเปิดประชุมสภา

 นายชินวรณ์ แถลงข่าวหลังการประชุมวิปรัฐบาลนัดพิเศษว่า เป็นการเตรียมความพร้อมในการเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติวันที่ 1 ส.ค.โดยจะพิจารณาการจัดลำดับกฎหมายในการพิจารณาของที่ประชุม โดยเห็นว่าต้องดำเนินการให้สภาพิจารณาคือ ร่างพ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่ไม่ผ่านความเห็นชอบส.ว.ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญที่ผ่านมา และพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่กมธ.งบประมาณดำเนินการอยู่ก่อนที่จะดำเนินการในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป

 นายชินวรณ์ กล่าวว่า วิปรัฐบาลเห็นว่ากฎหมายเศรษฐกิจมีความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและนำเงินมาแก้ไขปัญหาของประชาชนให้เป็นรูปธรรม และเป็นการแสดงผลงานรัฐบาลในการขับเคลื่อนโยบายด้วย รวมทั้งยังพิจารณาร่างพ.ร.บ.สามชุดที่จัดลำดับไว้เพื่อพิจารณาในสมัยประชุมนี้เช่นกัน ซึ่งชุดแรกจะมี 9 ฉบับ โดยจะเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและนโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้กับรัฐสภา ชุดที่สองมี 5 ฉบับ เป็นร่างกฎหมายที่ครม.เสนอไว้โดยมีความจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมาย ชุดที่สามจะมี 8 ฉบับ เป็นร่างกฎหมายที่ครม.ชุดที่แล้วเสนอไว้แล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมยังฝากการบ้านให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคให้ไปถามรัฐมนตรีให้ช่วยขับเคลื่อนร่างกฎหมาย 148 ฉบับที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกันโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และวันที่ 27 ก.ค.จะมีการประชุมวิปรัฐบาล

 นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)แถลงข่าวหลังการประชุมวิปรัฐบาลนัดพิเศษว่า กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่าต้องร่วมมือกันในการขับเคลื่อน ให้รัฐบาลมีโอกาสในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง และสร้างโอกาสให้รัฐบาลในการกู้วิกฤติการเมือง เพื่อให้บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤติโดยเร็ว โดยมียุทธศาสตร์ 1.รวมกันเราอยู่ คือการร่วมกันทำงานอย่างเป็นเอกภาพ จากนี้นโยบายต่างๆ และเสียงของพรรคร่วมจะเป็นเสียงเดียวกัน การดำเนินการของรัฐมนตรีในแต่ละพรรคจะยึดการดำเนินงานตามนโยบายภาพรวมของรัฐบาลเป็นหลัก 2.ร่วมกู้เศรษฐกิจ เพราะเห็นว่าปัญหาปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องราคาพืชผลการเกษตร อาทิ ราคาข้าว ยางพารา รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการแทรกแซงราคาข้าว ทำให้ภาพรวมของรัฐบาลยังมีปัญหาเรื่องการกู้วิกฤติเศรษฐกิจ

 3.ใกล้ชิดประชาชน โดยเห็นว่า นายกฯและรมว.จำเป็นต้องลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนและใกล้ชิดประชาชน หากมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขัดขวางการลงพื้นที่ ประชาชนจะเป็ผู้ตัดสินเองว่าใครยึดประโยชน์ของประเทศหรือประโชน์ของตนเองเป็นหลัก และ 4.โชว์ผลงานทุกพื้นที่ ซึ่งจำเป็นมากเพราะบางพื้นที่มีส.ส.พรรคของฝ่ายค้านเท่านั้น ทำให้รัฐบาลไม่สามารถทะลวงลงไป เพื่อทำความเข้าใจ หรือให้รับรู้ว่ารัฐบาลมีผลงานอะไรบ้าง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกมากขึ้น

 “ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทุกพรรคจะต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” นายชินวรณ์ กล่าวเเละว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มาจากกรณีที่ส.ส.พรรคภูมิใจไทยบางคนระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาลต้องกอดคอกัน หากแยกกันก็จะตาย แต่พรรคร่วมรัฐบาลต้องสมานฉันท์และทำงานเป็นทีมร่วมกัน

ปชป.มั่นใจเทงบฟื้นศก.8แสนล.มัดใจคนอีสานกวาดเก้าอี้เพิ่ม15ที่นั่ง

 เมื่อเวลา 11.00 น.นายศุภชัย ศรีหล้า และนายวุฒิพงษ์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่า มีแกนนำของพรรคบางคนวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งซ่อมที่สกลนครและศรีสะเกษว่า คนอีสานเกลียดพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายศุภชัย กล่าวว่า คนอีสานไม่ได้เกลียดพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้เกลียดพรรคใด เพียงแต่การเลือกตั้งแต่ละครั้งจะตัดสินใจลงคะแนนให้พรรคใดตามโอกาส ทั้งนี้คนอีสานมีน้ำใจ ให้โอกาสกับทุกพรรค ที่ผ่านมา คนอีสานแนบแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำที่ร่วมตั้งพรรคก็มาจากพื้นที่อีสาน ในอุบลราชธานี คะแนนระบบสัดส่วนก็ชนะพรรคอื่น

 นอกจากนี้มั่นใจว่า หลังจากงบประมาณรายจ่ายปี 2553 และพ.ร.ก.และพ.ร.บ.กู้เงิน 8 แสนล้าน ลงไปในพื้นที่ มีโครงการอาทิ เงินกตัญญูผู้สูงอายุ ถนนสี่ช่องไปอีสาน รถไฟรางคู่ ถนนไร้ฝุ่น น้ำชลประทานที่จะเพิ่มพื้นที่การเกษตรที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า 30 % ปฏิรูปการศึกษารอบ 2 โรงพยาบาลประจำตำบล การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว หากเป็นรูปธรรม ชาวอีสานจะเปิดใจรับพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง และคาดว่าจะได้ส.ส.เขตในภาคอีสานเพิ่ม 15 ที่นั่ง จากปัจจุบันมี 5 คน และมีแบบสัดส่วน 6 คน  

 เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยปรับกลยุทธ์หลังเข้าพรรษาโดยจะให้แกนนำระดับรัฐมนตรีลงพื้นที่มากขึ้น นายศุภชัย กล่าวว่า ทุกพรรคคงจะลงหาเสียงมากขึ้น และจะเข้มข้น เพราะพื้นที่อีสานเป็นพื้นที่ที่ทุกพรรคต้องการช่วงชิงฐานเสียง ซึ่งแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จะลงพื้นที่มากขึ้นด้วย

 นายวุฒิพงษ์ กล่าวว่า พรรคไปทำกิจกรรมสม่ำเสมอในภาคอีสาน ล่าสุดไปหนองคายและขอนแก่นได้รับการตอบรับดี เพียงแต่ช่วงหลังที่การเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง แบ่งสีแบ่งขั้ว ภาพที่ออกจากสื่อก็จะเห็นเพียงแค่ความขัดแย้ง แต่ความเป็นจริง ชาวอีสานให้กำลังใจ นายกฯและรัฐมนตรีลงพื้นที่ ชาวอีสานก็ต้อนรับ อย่างการไปเผาศพพลทหารอภิณพ เครือสุข ที่เสียชีวิตในบ้านพักแม่ทัพภาค 1 ช่วงสงกรานต์ ก็ได้รับการต้อนรับที่ดี ส่วนที่ไม่ต้อนรับ ก็จะเป็นพื้นที่เดิมๆ คนกลุ่มเดิมๆ ที่พยายามสร้างความแตกแยก

 ด้านนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วนและแกนนำภาคอีสานพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผย ว่า ในวันที่ 2 ก.ค.นี้ คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน เป็นประธาน จะมีการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง โดยจะมีการวิเคราะห์สนามเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา พร้อมทั้งวางหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้สมัครของพรรคทั่วประเทศ กรณีพื้นที่ภาคอีสานพรรคยังคงใช้ยุทธศาสตร์เดิมคือการรักษาพื้นทีเดิมให้ได้ และอาจจะมีการเจาะพื้นที่เพิ่มเติมอีกหลายพื้นที่ ส่วนจะเป็นจังหวัดใดต้องรอการประเมินจากคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครอีกครั้งก่อน  

 "ผมขอยืนยันว่ากระแสความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานยังมีอยู่ เพียงแต่ขณะนี้นโยบายยังไม่เข้าถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น หลังจากนี้พรรคจะได้มีเวลาทำงานและลงพื้นที่มากขึ้น "นายวิฑูรย์ระบุ

 แกนนำภาคอีสานพรรคประชาธิปัตย์ผู้นี้ กล่าวว่า พื้นที่ภาคอีสานแม้ว่าพรรคจะได้ที่นั่งน้อยกว่าทุกภาค แต่พรรคไม่เคยละทิ้ง ได้มีการวางขุนพลพลหลักๆ ในพื้นที่ประกอบด้วย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ รองนายกรัฐมนตรี อิสสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน และตน ในการเตรียมงานลงพื้นที่ ซึ่งการเลือกตั้งในอนาคตพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผู้สมัครในพื้นที่ภาคอีสานครบทุกเขต เพราะเชื่อว่าหลังจากที่นโยบายของรัฐบาลได้ลงไปในพื้นที่ จะทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น

 เมื่อถามว่าการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครเป็นเพราะว่าจะมีการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมืองต้องมีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลา เพื่อประเมินสถานการณ์และกระแสความนิมยมในพื้นที่เพื่อจะได้กำหนดยุทธศาสตร์และตัวผู้สมัครได้ตรงกับความต้องการของประชาชน ซึ่งทุกพรรคการเมืองก็มีการเตรียมพร้อมเช่นเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง