ข่าว

กู้ศพเหยื่อคอนโดถล่มเพิ่มอีก7ราย

กู้ศพเหยื่อคอนโดถล่มเพิ่มอีก7ราย

14 ส.ค. 2557

กู้ศพเหยื่อคอนโดถล่มเพิ่มอีก7รายรวมเป็น10ราย จากผลปฏิบัติการทั้งคืน ญาติคนงานโผล่แจ้งหายหลายราย

               14ส.ค.2557ความคืบหน้าเหตุอาคารยูเพลสคอนโดเทล ขนาด 6 ชั้น ตั้งอยู่ถนนเลียบคลองหก หมู่ 2 ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่ก่อสร้างโดยบริษัท ปลูกแปลง จำกัด ถล่มลงมาทั้บคนงานได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเหตุเกิดเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา และตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ยังคงพยายามรื้อซากอาคารเพื่อค้นหาผู้ที่อาจรอดชีวิตจากอาคารถล่ม ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ 4 ราย โดย 2 ใน 4 รายสามารถค้นพบและนำออกมาได้เวลาประมาณ 21.00 น.ของวันที่ 13 ส.ค.

               จากนั้นได้ปฏิบัติการค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพราะจากข้อมูลคนที่รอดชีวิตรวมทั้งยอดที่ญาติแจ้งหายไว้ยังคงไม่ครบตามจำนวนที่เจอศพ  ต่อมาเวลา 00.45 น. การค้นหาบริเวณโซนบี ระหว่างการขุดเจาะเศษปูนและทีมค้นหาเจ้าหน้ามี่มูลนิธิร่วมกตัญญูก็มีกลิ่นศพโชยออกมาอย่างรุนแรง ทีมค้นหามั่นใจว่ามีร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ในบริเวณดังกล่าวแน่นอน จึงเร่งใช้เครื่องจักรขุดเจาะค้นหา แต่ต้องใช้เวลาเพราะต้องเคลียร์ชั้นปูนที่พังถล่มออกมาทีละชั้น สลับกับการใช้สายตาของเจ้าหน้าที่้าสังเกตุสิ่งผิดปกติที่คล้ายร่างมนุษย์

               กระทั่งเวลาประมาณ 02.45 น. เจ้าหน้าที่ก็เจอร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง ซึ่งน่าจะเป็นคนงานฉาบปูน นอนเสียชีวิตในซากปรักหักพังใกล้กับปล่องลิฟท์ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงจึงสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ เบื้องต้นยังไม่ทราบชื่อ หรือสัญชาติ เพราะยังไม่มีญาติหรือเพื่อนคนงานมายืนยัน หลังนำศพออกมาได้เจ้าหน้าที่ก็เดินหน้าค้นหาต่อทันที ขณะเดียวกันยอดที่ญาติได้แจ้งหายไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีผู้หญิง จึงคาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตอยู่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าวอย่างน้อย 1 คน 

               ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การปฏิบัติการค้นหาร่างผู้ติดในซากตึกถล่มในครั้งนี้ มีอุปสรรคเพิ่มเติม ในเรื่องฟ้าฝน เนื่องจากเกิดฝนตกลงมาในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 13 ส.ค. ทำให้การค้นหาหยุดชะงักไป และทำให้พื้นที่เปียกแฉะเป็นดินโคลนเหนียว เดินค่อนข้างลำบาก แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาค้นหาร่างผู้ติดค้างต่อไป จนกระทั้งเมื่อเวลา 05.30 น.ของวันที่ 14 ส.ค.ทีมกู้ภัยร่วมกตัญญู ค้นพบร่างผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย บริเวณโซนซี โดยศพโผล่มือออกมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการใช้แบ็คโฮรื้อสิ่งกีดขวาง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงจะสามารถนำศพออกมาได้

               ขณะนี้พบเพิ่มเติมอีก 7 รายรวมทั้งหมดผู้เสียชีวิตแล้วจำนวน 10 ราย สำหรับ 7 รายที่สามารถนำศพขึ้นมานั้นเป็นการค้นหาที่โซนบีและโซนเอ โดยที่โซนบีพบศพ นายใกล้รุ่ง ทับครบุรี อายุ 36 ปี สัญชาติไทย นางเพียบ มงคล อายุ 34 ปี สัญชาติไทย นายสิทธิโชค แกมมะณี อายุ 19 ปี สัญชาติไทย นายธนากร ตรีเมฆ อายุ 16 ปี สัญชาติไทย นายดนัย สุขสม อายุ 32 ปี สัญชาติไทย นายอิมเครือ อายุ 30 ปี ชาวกัมพูชา และที่โซนเอพบศพ นางสุนี ไม่ทราบนามสกุล สัญชาติไทย

               อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้สูญหายอีกจำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายธวัชชัย สุขสม อายุ 25 ปี ชาวไทย นายพุฒ โคกแปะ อายุ 52 ปี ชาวไทย นายพี ยะแพ็ง อายุ 20 ปี ชาวกัมพูชา และนายโอ้ะ อายุ 27 ปี ชาวกัมพูชา

               จากการสอบถามนางนิติยา สุขสม อายุ 36 ปี กล่าวว่า ตนเองมีญาติติดอยู่ในซากตึกทั้งหมด 5 คน คือนางณัฐมน โคกแป๊ะ น้องเบะโตะ นายดนัย สุขสม นายธวัชชัย สุขสม และนายพุฒ โคกแป๊ะ ซึ่งนางณัฐมน โคกแป๊ะ ที่สามารถเอาศพออกมาเป็นคนแรกนั้น กำลังตั้งท้องได้ 5 เดือน

               ด้านเจ้าหน้าที่ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ตอนนี้ได้มีชาวกัมพูชาเข้ามาแจ้งว่ามีญาติของตนเองติดอยู่ภายในซากอาคารที่ถล่ม ชื่อ นายพี ยะแพ่ง อายุ 20 ปี และนายโอ๊ะอุย อายุ 27 ปี และมี นายพีระพนธ์ โคกแป๊ะ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95 ต.เขาสวนกวาง อ.เข้าสวนกวาง จ.ขอนแก่น ได้มาแจ้งว่าพ่อของตนเอง ชื่อ นายพุฒ โคกแป๊ะ อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นคนงานก่อสร้างในอาคารที่ถล่มได้หายไป คาดว่าจะติดอยู่ภายในซากอาคารถล่ม ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจสอบจำนวนผู้ที่ติดอยู่ภายในซากอาคารที่ถล่มอีกครั้งว่ายังมีผู้ที่ติดอยู่ภายในซากอาคารอีกหรือไม่

               ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลา 15.30น.วันเดียวกันว่า ทีมกู้ภัยจากหลายหน่วยงานสามารถนำศพนายพี ชาวกัมพูชา อยู่ในสภาพนอนคว่ำ เริ่มมีกลิ่น  ออกจากซากอาคารยูเพลสคอนโดเทลที่พังถล่มทับร่างออกมาได้เพิ่มเติมเป็นรายที่ 11 และยังเหลือผู้ติดค้างอยู่อีก 3 คน

 

นักวิจัยสกว.แนะแนวทางป้องกันตึกถล่ม

                 รองศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัย สกว. จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรองเลขาธิการสภาวิศวกร เปิดเผยว่า จากเหตุอาคาร 6 ชั้น ที่กำลังก่อสร้างในซอยรังสิต คลอง 6  พังถล่มลงมาทั้งอาคารโดยเริ่มถล่มจากชั้น 6 แล้วพื้นยุบตัวลงมาทั้ง 6 ชั้น ทับคนงานที่กำลังทำงานอยู่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ว่าอาคารดังกล่าวก่อสร้างด้วยระบบพื้นไร้คานชนิดอัดแรงทีหลังหรือพื้นโพสต์ ซึ่งมีการเสริมลวดอัดแรงเพื่อเพิ่มกำลังรับน้ำหนักของพื้น การพังถล่มของอาคารหลังนี้เป็นการวิบัติแบบที่เรียกว่า Pancake collapse ซึ่งหมายถึงการวิบัติเริ่มเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งของอาคารแล้วลามไปทั่วอาคาร จนทำให้พังถล่มทั้งหลัง โดยสังเกตจากพื้นทั้ง 5 ชั้นถล่มลงมากองซ้อนกันที่พื้นดิน อย่างไรก็ตาม สาเหตุของการพังถล่มและตำแหน่งแรกที่เกิดการวิบัติยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากยังขาดข้อมูลแบบก่อสร้าง และบันทึกการก่อสร้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงเร่งสรุปสาเหตุที่แน่ชัดในไม่ช้านี้

                เหตุการณ์ตึกถล่มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ได้เกิดมาแล้วหลายครั้งในอดีต เช่น เหตุการณ์โรงแรมรอยัลพลาซ่าถล่มที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2536 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 137 คน ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาบางพลี ได้พังถล่มลงมาทับคนงานเสียชีวิต
    
                 รองศาสตราจารย์ ดร. อมร ระบุว่าอาคารทั่วไปในช่วงที่กำลังก่อสร้างนั้น ถือว่ามีความอ่อนแอมาก เนื่องจากคอนกรีตยังไม่ได้อายุ และการก่อสร้างชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยทั่วไปการถล่มของตึกในระหว่างการก่อสร้างอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ 1) ขั้นตอนการก่อสร้างไม่ถูกต้องหรือไม่มีแผนการก่อสร้าง เช่น การใช้ค้ำยันไม่เพียงพอหรือทำไม่ถูกต้องหรืออาจถอดค้ำยันเร็วเกินไปในขณะที่พื้นคอนกรีตที่เพิ่งเทยังไม่แข็งตัวพอ หรือการเทคอนกรีตกองที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปจนเพิ่มน้ำหนักที่บริเวณนั้นมากผิดปกติ หรืออาจเกิดจากการไม่ได้ดึงลวดอัดแรงในพื้นชั้นล่างก่อนที่จะทำค้ำยันเพื่อรองรับน้ำหนักพื้นชั้นที่กำลังก่อสร้างอยู่ ทำให้พื้นชั้นล่างไม่แข็งแรงที่จะรองรับน้ำหนักพื้นที่กำลังเทคอนกรีตอยู่ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการพังถล่ม  2) การก่อสร้างที่เร่งรีบเกินไป เช่น คอนกรีตในพื้นชั้นล่างยังไม่ได้อายุ จึงยังมีกำลังรับน้ำหนักไม่เพียงพอ แต่กลับเร่งการก่อสร้างพื้นในชั้นถัดไป เพื่อให้การก่อสร้างเสร็จเร็วขึ้น ทั้งที่คอนกรีตในพื้นชั้นล่างยังไม่แข็งแรงพอ จึงไม่สามารถรองรับน้ำหนักของพื้นชั้นบนได้ เป็นสาเหตุให้พื้นถล่มลงมา

                 3) การเสริมเหล็กที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ เช่นการเสริมเหล็กระหว่างพื้นและเสา หรือระหว่างพื้นและกำแพงปล่องลิฟต์ หากทำไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอก็อาจทำให้โครงสร้างปราศจากการยึดรั้งระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ จนเป็นสาเหตุให้ ชิ้นส่วนต่าง ๆ หลุดแยกจากกัน แล้วทำให้โครงสร้างพังถล่มลงมาได้ 4) การใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น คอนกรีตกำลังต่ำ เหล็กเสริมหรือลวดอัดแรงที่ด้อยคุณภาพ 5) ฐานรากวิบัติ บ่อยครั้งที่โครงสร้างถล่มมีสาเหตุมาจาก การวิบัติของฐานราก เช่น เสาเข็มหัก หรือเสาเข็มหนีศูนย์ ในลักษณะเช่นนี้ อาจสังเกตพบอาคารทรุดตัวหรือทรุดเอียงด้วย

                 “การป้องกันตึกถล่มระหว่างก่อสร้างจะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้ง 5 ข้อข้างต้นสำหรับการก่อสร้างอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 3 ชั้นขึ้นไป ถือว่าเป็นงานวิศวกรรมควบคุม การออกแบบและการก่อสร้างจะต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมสาขาวิศวกรรมโยธา ซึ่งออกโดยสภาวิศวกร และวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างจะต้องประจำอยู่ ณ สถานที่ก่อสร้างตลอดเวลา” รองศาสตราจารย์ ดร.อมรกล่าวทิ้งท้าย