
ปั้นเขตพัฒนาเศรษฐกิจยุทธศาสตร์คสช.รับเออีซี
ปั้นเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์คสช.รับเออีซี : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน
มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เห็นชอบให้จัดตั้ง "เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" ระยะแรก ใน 5 พื้นที่เป้าหมาย คือ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.คลองใหญ่ จ.ตราด, อ.เมือง จ.มุกดาหาร และ อ.สะเดา จ.สงขลา
แนวทางนี้ถือเป็นการขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท หรือกว่า 15% ของปริมาณการค้ารวมของทั้งประเทศให้ขยายตัวยิ่งขึ้น เป็นการสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 และการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ นำร่องทั้ง 5 พื้นที่ ดังกล่าว จึงครอบคลุมการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจทุกมิติ
กล่าวคือในแง่ของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มการจ้างงาน ที่สำคัญคือแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามายังพื้นที่ชั้นใน สกัดการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายจากเพื่อนบ้าน อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคง
ส่วนกลไกที่จะนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย เรื่องสิทธิประโยชน์ สำหรับการลงทุนที่จะเป็นไปตามกฎหมายการส่งเสริมลงทุน (บีโอไอ) และเขตปลอดภาษีของกรมศุลกากร, ให้บริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จ, สนับสนุนการใช้แรงงานต่างด้าว มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และด่านศุลกากรในพื้นที่ เพื่อรองรับกิจกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ
มติจากที่ประชุมดังกล่าว ยังได้นำไปสู่การตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน สาธารณสุข และความมั่นคง, คณะกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด่านศุลกากร, และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ ขอบเขตพื้นที่และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน โดยคณะอนุกรรมการดังกล่าว จะสรุปความคืบหน้าในแต่ละแผนงานเสนอต่อที่ประชุม กนพ. ภายในเดือนสิงหาคม
ลำดับของการให้ความสำคัญ ต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นการดำเนินการนับตั้งแต่ตั้ง "คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" โดยออกเป็นคำสั่ง 72/2557 ในวันที่ 23 มิถุนายน มีภารกิจคือทำหน้าที่เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนของประเทศ ตามนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และนำไปสู่การตั้ง "คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" หรือ กนพ.
ที่มีองค์ประกอบสำคัญคือ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานกรรมการ มีกรรมการที่มาจากปลัดกระทรวงในสายเศรษฐกิจ รวมทั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, ประธานกรรมการหอการค้าไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมธนาคารไทย, มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
เมื่อพิจารณาไปที่การขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะเห็นว่า 5 พื้นที่เป้าหมาย ในระยะแรก ล้วนมีบทบาทต่อการเป็นประตูการค้าชายแดนที่มีบทบาทสูง อ.แม่สอด จ.ตาก เชื่อมเมียนมาร์, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เชื่อมกัมพูชา, บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เชื่อมกัมพูชา, มุกดาหาร เชื่อมลาว และ อ.สะเดา จ.สงขลา เชื่อมมาเลเซีย
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจะดำเนินการใน 5 พื้นที่ 6 ด่าน กล่าวคือ สงขลา จะรวมด่านศุลกากร ปาดังเบซาร์ ใน อ.สะเดา เข้าไปด้วย ถือเป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งทั้ง 6 ด่านดังกล่าว มีมูลค่าการค้าชายแดน รวม 6.5 แสนล้านบาท หรือ 70% ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมด
ส่วนแนวทางที่วางไว้คือ การที่จะเข้าไปจัดระบบเพื่อสนับสนุนการค้าชายแดน ผ่านด่านศุลกากรเหล่านี้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะเห็นว่าที่ผ่านมา ด่านศุลกากรแต่ละแห่ง ต่างมีข้อจำกัดของตัวเองที่ไม่สอดคล้องต่อการขยายตัว อาทิ ด่านศุลกากร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่ใช้ช่องทางเดียวกัน ทั้งการค้า และการเข้า-ออกของประชาชน และนักท่องเที่ยว หรือด้านศุลกากร อ.สะเดา จ.สงขลา ที่มีปัญหาในเรื่องของระบบขนส่งภายใน จนเกิดปัญหาความแออัดของยวดยาน
กระทั่งที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ก็จะต้องสนับสนุนให้มีการจัดสร้างสะพานเชื่อมพื้นที่ไทย-พม่า เพิ่มเติม เพื่อให้เป็นประตูในทางการค้าที่สมบูรณ์แบบ "ทั้ง 5 พื้นที่ 6 ด่าน ล้วนอยู่ในแผนงานลงทุนประจำปีงบประมาณ 2558 ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตุลาคมนี้ แนวทางที่วางเอาไว้ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ยังครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมทางด้านการเกษตร ที่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากฝั่งเพื่อนบ้าน หรือวัตถุดิบในประเทศ มาแปรรูปเพื่อส่งออก โดยจะใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจูงใจให้เกิดการลงทุน ในระดับที่ใกล้เคียงกับการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้" อาคม กล่าว
สุมิตร เขียวขจี ประธานหอการค้าจังหวัดตราด กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชน กำลังติดตามถึงรูปแบบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้น ซึ่ง อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ซึ่งถูกกำหนดให้อยู่ในโครงการระยะแรกที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2558 เพราะขณะนี้เอง ก็มีการตีความกันไปในหลายรูปแบบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ เพราะด้วยตัวโครงสร้างของ อ.คลองใหญ่ ที่เป็นประตูการค้า ด้วยการส่งออกสินค้าทางทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดสร้างท่าเรืออเนกประสงค์ และการพัฒนาด่านศุลกากร ที่มีอยู่แล้ว สิ่งที่จังหวัดจะได้ประโยชน์ก็น่าจะเป็นการพัฒนาในภาคการค้าชายแดนให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นจากโครงการนี้ ขณะที่การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม หากจะเกิดขึ้นในเขต อ.คลองใหญ่ ไม่มั่นใจว่า จะเป็นไปในลักษณะใด เพราะสภาพพื้นที่เองก็มีข้อจำกัด ในแง่ที่ไม่สามารถรวบรวมพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อจัดทำโรงงานอุตสาหกรรมได้
"ในแง่ของภาคเอกชน เราสนับสนุนให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะเชื่อว่านี่คือมิติใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างโอกาสของการเป็นฮับหรือประตูการส่งออกสินค้าทางทะเล จากตราดออกไปสู่กัมพูชา และเวียดนามได้ ถือเป็นการผลักดันให้จังหวัด เข้ามามีบทบาทต่อภาคการค้าอย่างสมบูรณ์แบบ" สุมิตร กล่าว
สำหรับด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่เชื่อมต่อกับ ด่านปอยเปต อ.โอโจรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ด่านการค้าของไทยแห่งนี้ มีตัวเลขของมูลค่าการค้าโดยรวมในปี 2556 อยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 5.2 หมื่นล้านบาท จากสินค้าในกลุ่มเครื่องยนต์ รถจักรยานยนต์ อะไหล่ รวมทั้งสินค้าเกษตร ส่วนนำเข้ามีตัวเลขรวมอยู่ที่ 9,200 ล้านบาท จากสินค้าในหมวดอุปกรณ์ถ่ายภาพ และมันสำปะหลัง
ตามแผนงานของ คสช.ต่อการที่จะให้พื้นที่คลองลึก อ.อรัญประเทศ ได้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนำร่อง 5 จังหวัดทั่วประเทศ เท่ากับว่าจะมีการสนับสนุนกลยุทธ์ในด้านต่างๆ ให้แก่พื้นที่ และแนวทางส่วนหนึ่งที่หน่วยงานรัฐจะนำมาใช้ เพื่อสนับสนุนในภาคการค้า ก็คือการจัดสร้างด่านพรมแดนอรัญประเทศแห่งที่ 2 เพื่อลดความแออัดบริเวณด่านพรมแดนอรัญประเทศ เดิม และการสนับสนุนให้เกิดเขตอุตสาหกรรมในตัว อ.อรัญประเทศ
สำหรับด่านพรมแดนแห่งใหม่ จะสร้างที่บ้านหนองเอี่ยน หมู่ 7 ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ เชื่อมกับบ้านสะตึงบท จ.บันเตียเมียนเจย โดยที่จะเป็นแบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ ระหว่างการข้ามแดนของประชากร กับการขนส่งสินค้าให้ใช้คนละช่องทาง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในแต่ละกิจกรรม
จันทร์เพ็ญ สอนสมสุข หัวหน้าสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า การเกิดขึ้นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ สิ่งที่ จ.สระแก้ว มีความพร้อมก็คือการใช้เป็นพื้นที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตร สำหรับความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นของทางจังหวัด นับจากนี้ไปคือการตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดพื้นที่ ซึ่งจะเป็นเขตการลงทุนของจังหวัด
เป็นความเคลื่อนไหวที่เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นตามยุทธศาสตร์ของ คสช. ที่ประกาศสนับสนุน



