ข่าว

เพื่อไทยยันไม่เสนอชื่อร่วมสรรหาเป็น'สปช.'

เพื่อไทยยันไม่เสนอชื่อร่วมสรรหาเป็น'สปช.'

13 ส.ค. 2557

14ส.ค.นี้กกต.คิกออฟรับรายชื่อสรรหาสปช. เพื่อไทยยันไม่เสนอชื่อร่วมสรรหา ขณะที่พรรคเล็กเล็งส่งชิง ส.ปกเกล้าส่ง 'วุฒิสาร - ถวิลวดี'

               เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 13 ส.ค.2557 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรณีรับเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 คณะแล้ว ตนก็จะลงนามในคำสั่งในเอกสารประกาศการสรรหา เพื่อส่งไปลงราชกิจจานุเบกษาและในวันที่ 14 ส.ค.ก็จะเริ่มเปิดรับการเสนอชื่อบุคคล โดยในกระบวนเปิดรับการเสนอรายชื่อบุคคลนั้นจะไม่มีการเปิดรับเหมือนในต่างจังหวัด โดยมีวิธีการคือตัวแทนนิติบุคคลเดินทางมาเสนอชื่อที่สำนักงาน กกต. หรือส่งเอกสารมาทางไปรษณีย์ ส่วนคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด เบื้องต้นได้รับรายงานว่าคณะกรรมการ กกต.จังหวัดได้เข้าไปประสานงานกับคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดแล้ว ซึ่งมีบางจังหวัดเริ่มประชุมเลือกประธานคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดแล้ว ทั้งนี้เมื่อมีการเปิดรับเสนอชื่อบุคคลโดยนิติบุคคล กกต.จะทำการตรวจสอบ และจะมีการแถลงรายชื่อที่มีการเสนอชื่อให้สาธารณะชนได้ทราบ ทั้ง 11 ด้าน รวมทั้งรายชื่อที่มีการทาบทามจากคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดจังหวัดและกรุงเทพมหานครทุกวัน

               นายภุชงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ประชาชนเห็นว่าชื่อบุคคลใดไม่เหมาะสมทั้งในเรื่องคุณสมบัติ และความประพฤติที่จะเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช. ก็สามารถแจ้งมาที่สำนักงาน กกต.ได้ โดยต้องลงชื่อผู้แจ้งด้วยซึ่ง กกต.จะเก็บเป็นความลับ เพื่อไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งกัน หลังจากนั้นเราก็จะนำเรื่องเสนอไปยังคสช. เพื่อให้วินิจฉัยต่อไป อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.เป็นต้นไป กกต.จะทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ทั้งนี้ ในการดำเนินการรับการเสนอรายชื่อครั้งนี้ กกต.ใช้งบประมาณไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยเป็นงบจากโครงการที่ถูกระงับการดำเนินการ หลังจากวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นค่าบริหารจัดการการประชุม ส่วนค่าป้ายประชาสัมพันธ์ก็ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งน้อยกว่าการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในอดีตที่ใช้งบประมาณถึง 50 ล้านบาท

               "ที่ผ่านมาไม่มีข้อหนักใจอะไร แต่เกรงว่าระยะเวลา 30 วันในการเปิดรับการเสนอรายชื่อจะมีการเสนอรายชื่อจำนวนมาก แต่กกต.ก็ได้เตรียมที่จะเพิ่มสถานที่และบุคลากรเพื่อรองรับไว้แล้ว นอกจากการับการเสนอรายชื่อ 11 ด้านแล้ว กกต.ยังการตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาอีกส่วนหนึ่งในการรับเรื่องทางไปรษณีย์ สำหรับนิติบุคคลต่างจังหวัดที่จะเสนอชื่อบุคคล ทั้งนี้ตนคิดว่าจะมีนิติบุคคลเข้าร่วมเสนอชื่อบุคคลกว่า 3,000 องค์กรเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้เราไม่คาดหวังว่าทุกองค์กรจะเสนอรายชื่อ เพราะในการเสนอชื่อบุคคลต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสม"นายภุชงค์ กล่าว

               เมื่อถามว่าสมาชิก สปช.จะต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)หรือไม่ นายภุชงค์ กล่าวว่า หากสมาชิกสภานิติบัญญัติต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. สมาชิก สปช.ก็จะต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยเช่นกัน


เพื่อไทยยันไม่เสนอชื่อร่วมสรรหาเป็นสปช.

               ขณะที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี กรรมการกิจการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีคำสั่งห้ามพรรคการเมืองห้ามเคลื่อนไหว ทำกิจกรรม จึงไม่มีการประชุมพรรคมานานมากแล้วตั้งแต่หลังยึดอำนาจวันที่  22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีเพียงการคุยนอกรอบ คุยกันในสภากาแฟ ซึ่งเราจะขอรอดูผลงานรัฐบาลชุดใหม่ และพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่

               "สำหรับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เชื่อว่าในนามพรรคเพื่อไทยคงไม่ส่งคนเข้าไปร่วม เพราะไม่เหมาะสม เราวิจารณ์อยู่วงนอกในระบบประชาธิปไตย หากเห็นว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์คสช.หรือสปช.ก็หยิบเอาไปใช้ได้อยู่แล้ว ทั้งนี้หากจะมีคนในพรรคบางคนอยากเข้าไปเป็น สปช. อาจได้เป็นตัวแทนจากจังหวัด หรือมีคอนเนคชั่นส่วนตัว จะเข้าไปทำหน้าที่ก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ยืนยันว่าในนามพรรคเพื่อไทยคงไม่มีการเสนอชื่อ" นายอุดมเดช กล่าวและว่า

               ทั้งนี้อยากฝากให้สปช.ทุกคนที่จะมาทำหน้าที่ตระหนักถึงการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมแท้จริง ควรคำนึงถึงหลักสากล การยอมรับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความเป็นธรรม การใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน ทุกวันนี้ความขัดแย้งแตกแยกเกิดขึ้นเพราะเรื่องเหล่านี้ การใช้กฎหมายหลายมาตรฐาน ขอร้องว่าอย่ามีธงว่าจะจัดการใคร หรือกลุ่มใด ขณะเดียวกันขอให้ดูเรื่องการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ  

 

พรรคเล็กเล็งเสนอชื่อคนร่วมชิงเก้าอี้สปช.


               นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่า เปิดเผยว่า พรรคจะส่งบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตามที่กำหนด คือไม่เกิน 2 คนต่อพรรค แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุชื่อบุคคลที่จะเป็นตัวแทนของพรรคได้ เพราะต้องรอประชุมร่วมกับกรรมการบริหารพรรค ที่จะมีขึ้นประมาณ วันที่ 20 ส.ค. นี้ก่อน ส่วนแนวความเห็นต่อการปฏิรูปปัญหาของประเทศนั้น ตนจะขอเน้นไปทางสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข นอกจากนั้นแล้วหัวใจที่สำคัญของการปฏิรูปประเทศคือส่วนของการเมืองและการใช้อำนาจทางการเมือง ที่ต้องปรับทัศนคติว่าการเมืองไม่ใช่อาชีพ แต่คืองานที่ต้องอาสาเข้ามาทำงาน ส่วนกรณีที่พบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน หรือพื้นที่ทางธรรมชาติ นั้นตนมองว่าวิธีแก้ไขคือต้องเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกข้าราชการระดับสูงเข้าไปเป็นผู้บริหารหน่วยงาน เช่น อธิบดี ต้องไม่ใช่ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของคณะรัฐมนตรี หรือ ปลัดกระทรวงเท่านั้น แต่ต้องมีกระบวนการพิจารณาจากกรรมการระดับชาติมาก่อน จากนั้นจึงเสนอชื่อให้ ครม. อนุมัติ เป็นต้น

               ขณะที่ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ สมาชิกพรรคเพื่อฟ้าดิน เปิดเผยว่าในวันที่ 15 ส.ค. นี้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะหารือถึงเรื่องดังกล่าว เบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดแนวทางว่าจะส่งบุคคลเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสปช. หรือไม่ ส่วนตนแม้จะเคยขับเคลื่อนเรื่องปฏิรูปร่วมกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แต่จะไม่ขอรับการเสนอชื่อรอบนี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยประกาศไว้กับประชาชนแล้วว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ

 

ส.ปกเกล้าส่ง 'วุฒิสาร - ถวิลวดี'

               นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่าที่ประชุมกรรมการสถาบันพระปกเกล้ามีมติส่งตน และน.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมรับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการปกครองท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฐานะฝ่ายเลขานุการและฝ่ายธุรการสรรหา สปช. เตรียมดำเนินการ ส่วนจะได้รับคัดเลือกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจผู้ที่เกี่ยวข้อง

               ผู้สื่อข่าวถามว่าสถาบันพระปกเกล้าจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสนับสนุนงานปฏิรูปของสปช.ในอนาคตหรือไม่เนื่องจากมีบุคลากรที่มีประสบการณ์ นายวุฒิสาร กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับสปช. ว่าจะพิจารณาอย่างไร ทั้งนี้ในเดือนพฤศจิกายน ทางสถาบันพระปกเกล้าจะจัดงานประชุมวิชาการประจำปี หรือเคพีไอ คองเกรส เรื่อง การอภิวัฒน์ 80 ปีประชาธิปไตย โดยในงานดังกล่าวจะนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่างๆ อาทิ การเมือง, องค์กรอิสระ ด้วย ส่วนจะเป็นผลให้สปช.นำไปพิจารณาปรับใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ


ผู้ตรวจการแผ่นดินส่ง'พิเชต-ผานิต'

               ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ที่ประชุมผู้ตรวจแผ่นดินเห็นชอบตามที่สำนักงานผู้ตรวจแผ่นดินในฐานะองค์กรนิติบุคคลเสนอขอให้พิจารณาในการส่งบุคคลเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยที่ประชุมก็เห็นว่าสำนักงานผู้ตรวจฯมีภารกิจในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ มีประสบการณ์มากและเป็นประโยชน์ที่จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสภาปฏิรูปจึงได้มีการพิจารณาบุคคลที่เห็นว่ามีความเหมาะสมและเห็นควรตามที่สำนักงานฯเสนอชื่อบุคคลมา 2 คน คือ นายพิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคนแรกของประเทศไทย และนางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินคนแรกของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ 50  โดยบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ทั้งด้านการบริหารบ้านเมือง การเมือง พร้อมที่จะทำหน้าที่โดยทางสำนักงานจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการเสนอบุคคลทั้งสองในด้านใดใน 11 ด้านที่มีการเปิดรับ อาจเป็นด้านการเมือง และด้านการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ทั้งนี้คงจะไม่เสนอรายชื่อทั้งสองคนให้ไปอยู่ในด้านเดียวกัน อย่างไรก็ตามคาดว่าสำนักงานผู้ตรวจจะรวบรวมเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ยื่นเสนอต่อคณะกรรมการสรรหาได้ภายในสัปดาห์นี้ ส่วนกรณีหากนางผานิต ได้รับการคัดเลือกเป็นสปช.ก็อาจจะมีการพิจารณาลาออกก่อนที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน 6 ปี ในวันที่ 12 ต.ค.นี้ก็ได้

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติของนางผานิต ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เคยดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเมื่อมาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินในปี 2551 หลังจากนั้นได้รับเลือกเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วก็ยังได้รับเลือกตั้งให้ประธานสมาคมผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งเอเชียเมื่อปี 55 จนถึงปัจจุบัน

               ด้านนายพิเชต เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิเทศสหการ สำนักนายกรัฐมนตรี จนได้มาเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2542 ก่อนได้รับตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเมื่อปี 2543-2546 และได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ถึงสองสมัย คือปี 2551 และ 2554