
อุทธรณ์ยกฟ้องเจ้าของโรงน้ำแข็งคดีเงิน30ล.ซุกท่อพีวีซี
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ยกฟ้อง กิตติศักดิ์ รอดอเอ็ง เจ้าของโรงน้ำแข็งสุไหงปาดี ผู้ต้องสงสัยเจ้าของเงิน 30 ล้าน ซุกท่อพีวีซี คดีร่วมกับพวกค้ายาบ้า หลังหลักฐานโจทก์บันทึกโทรศัพท์ติดต่อกับกลุ่ม ยังไม่มีน้ำหนัก
(1ก.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำที่ ย.3866/2548 ที่อัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชัยณรงค์ แก้วประสิทธิ์ , นายสุทรรศน์ อาแซ , นายทรงศักดิ์ น้อยสร้าง และนายกิตติศักดิ์ ดอรอเอ็ง เจ้าของโรงน้ำแข็งสุไหงปาดี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่ต้องสงสัยว่ามีเงินจำนวน 30 ล้านบาทซุกซ่อนในท่อพีวีซี ที่เคยเป็นข่าวครึกโครมมาก่อน เป็นจำเลยที่ 1 - 4 ในความผิดฐาน ร่วมกันสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ( ยาบ้า ) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
คดีโจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า ระหว่าง ส.ค. 48 - 13 ก.ย. 48 จำเลยทั้งสี่สมคบกันเพื่อค้ายาเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 จำนวน 198,000 เม็ด โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้นำเงินให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ 1 - 2 ให้ไปซื้อยาบ้าที่จังหวัดเชียงรายในราคา 4 ล้านบาท เพื่อนำมาให้จำเลยที่ 4 ที่ จ.นราธิวาส โดยจำเลยที่ 3 มีวิทยุสื่อสารไว้ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในจำคุกนายชัยณรงค์จำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิต ขณะที่นายสุทรรศน์ , นายทรงศักดิ์ และนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 2 -4 ให้ประหารชีวิต โดยให้ปรับนายทรงศักดิ์ จำเลยที่ 3 ด้วย 4,000 บาท ฐานมีวิทยุสื่อสารไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เบิกความว่า หลังสายลับรายงานว่าจะมีการขนยาเสพติดจากทางภาคเหนือไปยังภาคใต้ ก็ได้ตั้งด่านตรวจค้นที่ จ.นครสวรรค์ เมื่อพบรถกระบะต้องสงสัยตามที่ได้รายงานมา จึงเข้าตรวจค้น พบจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และยาบ้าจำนวน 198,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องลำโพง ระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 โทรศัพท์เข้ามือถือจำเลยที่ 1 เพื่อแจ้งว่ามีด่านเจ้าหน้าที่สกัดอยู่ โดยขณะนั้นทราบว่าจำเลยที่ 2 กำลังขับรถกลับไปยังเส้นทาง จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประสานกำลังกันเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 ไว้ได้ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งสุไหงปาดี เป็นนายทุนให้เงินไปซื้อยาเสพติดดังกล่าว
ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริง แม้ภายหลังจำเลยที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์ว่าถูกซ้อมให้รับสารภาพ แต่เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ เท่านั้น แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี จึงเห็นสมควรลดโทษ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังขึ้น
คดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 - 4 ร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ให้การซัดทอดจำเลยที่ 3 - 4 นั้นต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหลักฐานโทรศัพท์มือถือการติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 2 - 3 แต่หลักฐานดังกล่าวยังไม่พอจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 - 4 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิด ตามฟ้อง ประกอบกับจำเลยที่ 3 - 4 ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 - 4 กระทำผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่านายสุทรรศน์ จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมียาเสพติดปนะเภทที่ 1 ไว้ในครอบครองเพื่อหน่าย ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ตลอดชีวิต
ส่วนนายทรงศักดิ์ และนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 3-4 ให้ยกฟ้อง ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ยังคงโทษปรับนางทรงศักดิ์ จำเลยที่ 3 จำนวน 4,000 บาท ฐานมีวิทยุสื่อสารในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดีสำหรับนายชัยณรงค์ จำเลยที่ 1 นั้น เนื่องจากขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา ดังนั้นศาลจึงจะส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปอ่านให้ฟังภายหลัง
สำหรับนายทรงศักดิ์ และนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 3 - 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ก็จะถูกปล่อยตัวจากเรือนจำบางขวางต่ออไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์วันนี้ ไม่มีญาติของจำเลย เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วยแต่อย่างใด ขณะที่นายทรงศักดิ์ และนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 3 - 4 แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย



