
ยึดใบอนุญาต-เอาผิดอาญาล้อมคอกตึกก่อสร้างถล่ม
ยึดใบอนุญาตวิศวกร-เอาผิดอาญา ล้อมคอกตึกก่อสร้างถล่ม : กนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติรายงาน
วันที่ 12 สิงหาคม ตรงกับวันแม่ ซึ่งแม่หลายๆ คน มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับบุตรหลานท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขของครอบครัว แต่สำหรับนางอุไร แกมมณี วัย 42 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ วันแม่ปีนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่มีทุกข์มากที่สุดในชีวิต หลังนายสิทธิโชค แกมมณี บุตรชายวัย 20 ปี ต้องมาติดอยู่ในซากตึก "ยูเพลสคอนโด" อาคารที่พัก 6 ชั้น ซึ่งถล่มลงมาในช่วงเย็นของวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา
อาคารแห่งนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างตั้งอยู่ในย่านถนนเลียบคลอง 6 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีความสูง 6 ชั้น มีบริษัท ปลูกแปลง จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งระหว่างการถล่มมีคนงานทั้งชาวไทย พม่า และกัมพูชา กว่า 50 คน อยู่ภายในอาคาร ในจำนวนนั้นมีนายสิทธิโชค รวมอยู่ด้วย
นางอุไร ซึ่งออกเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ มายังที่เกิดเหตุทันทีหลังทราบข่าวว่า อาคารที่ลูกชายทำงานก่อสร้างอยู่พังถล่ม บอกว่า นอกจากลูกชายแล้วยังมีญาติอีก 5 คน มาทำงานรับจ้างในไซต์งานก่อสร้างอาคารที่พักหลังนี้ ซึ่งหลังเกิดเหตุทราบว่า ญาติทั้งหมดติดอยู่ใต้ซากอาคาร มีเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือออกมาจากซากตึกได้แล้ว
"ลูกชายบอกว่าจะมาทำงานสัก 10 วัน แล้วจะกลับบ้าน ก็มาเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน ได้แต่ภาวนาให้เขาปลอดภัย ถือเสียว่าชีวิตลูกเป็นของขวัญที่วิเศษสุดสำหรับวันแม่ปีนี้" นางอุไร กล่าวทั้งน้ำตา
เหตุอาคารพังถล่มในระหว่างการก่อสร้างครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 ปี โดยเหตุการณ์แรกเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2553 เมื่ออาคารก่อสร้างใหม่ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี ถล่มทับคนงานก่อสร้างเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน สาเหตุเพราะเทพื้นซึ่งมีน้ำหนักมากเร็วไป ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2556 ตึกก่อสร้างสูง 8 ชั้นหลังห้างเซียร์รังสิต เกิดเอียงตัว ผู้ที่อาศัยในบริเวณนั้นต้องอพยพออกนอกพื้นที่อย่างเร่งด่วน เนื่องจากโครงสร้างอาคารมีปัญหา วันที่ 25 กุมพาพันธ์ 2557อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาบางพลี ถล่มเพราะแท่นปูนทางเชื่อมต่อหัก คนงานเสียชีวิตไป 4 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย และกรณีล่าสุดคือกรณีอาคาร "ยูคอนโด" อาคารที่พัก 6 ชั้นพังถล่ม ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า มาตรฐานการก่อสร้างอาคารในประเทศไทยมีปัญหาหรือไม่?
หลังเกิดเหตุอาคารซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มครั้งนี้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้อาคารพังถล่มลงมาด้วย เบื้องต้นพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอาจเกิดจากผู้รับเหมาก่อสร้างเร่งรีบในการก่อสร้างมากเกินไป จนนำไปสู่การก่อสร้างที่ผิดขั้นตอน กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่ม
“เราออกมาตรการ วสท.มานาน ไม่ว่ามาตรฐานคอนกรีตเสริมเหล็ก การออกแบบ รวมถึงมาตรการในการควบคุมงานต่างๆ ที่ผ่านมามีการฝึกอบรมเป็นระยะ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นอุทาหรณ์ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงมาตรฐานการก่อสร้าง การควบคุมงาน ซึ่งเจ้าของโครงการควรจะให้ความสำคัญ” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว
ทั้งนี้มาตรฐานความปลอดภัยการก่อสร้างอาคารทุกแห่ง จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งได้เน้นหนักในเรื่องมาตรการความปลอดภัยเป็นพิเศษ โดยกำหนดให้การก่อสร้างอาคารทุกแห่งต้องมีวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างประจำหน้างานอยู่ตลอดการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า โครงการก่อสร้างหลายแห่งไม่มีวิศวกรคุมงานตลอดระยะเวลาการทำงาน และไม่ปฏิบัติตามกฎที่ตั้งไว้ ที่ผ่านมาสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย มีการสุ่มตรวจสอบอยู่เป็นระยะ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด จึงขึ้นอยู่กับจริยธรรมวิศวกรผู้รับงาน แต่เมื่อเกิดเหตุผิดพลาดขึ้น วิศวกรจะต้องถูกยึดใบอนุญาตวิศวกร รวมทั้งต้องรับโทษตามกฎหมายอาญา
หลังจากนี้ สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย จะมีการสุ่มตรวจสอบความปลอดภัยในทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก
-------
(หมายเหตุ : ยึดใบอนุญาตวิศวกร-เอาผิดอาญา ล้อมคอกตึกก่อสร้างถล่ม : กนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติรายงาน)



