
แม่คนงานตึกถล่มตามหาลูกจนท.ช่วยสำเร็จ
แม่คนงานตึกถล่มตามหาลูกพบรอด จนท.ช่วยออกมาได้สำเร็จเผยยังมีติดนับสิบ น กสร.ส่งเจ้าหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงบริษัทรับเหมา
12ส.ค.2557 ความคืบหน้าเหตุอาคารยูเพลสคอนโดเทล ขนาด 6 ชั้น ตั้งอยู่ถนนเลียบคลองหก หมู่ 2 ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่ก่อสร้างโดยบริษัท ปลูกแปลง จำกัด ถล่มลงมาทั้บคนงานได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเหตุเกิดเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือตลอดทั้งคืน
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากมูลนิธิร่วมกตัญญูยืนยันยอดผู้เสียชีวิต พบแล้ว 4 คน คือ แม่-ลูก และผู้ชายอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่ายังมีผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากตึกอีก 7 คน ในจำนวนนี้จับสัญญาณชีพได้เพียง 2 คน หนึ่งในสองคนคือ นายเชษฐา กำภูชาติ อายุ 40 ปี แต่ยังไม่สามารถช่วยออกมาได้ เนื่องจากเศษซากอาคารที่ถล่มทับลงมานั้นยากต่อการเคลื่อนย้าย และเกรงว่าเศษวัสดุจะทรุดลงไปอีกจนทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงส่งน้ำเกลือและออกซิเจนให้
จนกระทั่งเวลา 09.30 น. นายเชษฐาเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ไม่สามารถพูดสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปให้การช่วยเหลือได้ และชีพจรเริ่มอ่อนลงจนหมดสติไป
นางสุธา อรุณศรี ภรรยาของนายเชษฐา ที่เดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ มาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลา 05.00 น. กล่าวว่า ทราบข่าวจากโทรทัศน์ว่า อาคารโครงการก่อสร้างที่สามีทำงานอยู่ถล่ม จึงรีบเดินทางมาดู และทราบว่าสามียังมีชีวิตอยู่ใต้ซากอาคาร แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าไปดู เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย
"ครอบครัวเป็นเกษตรกร ทำไร่ทำนา เขาไม่เคยทำงานก่อสร้างมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่สามีออกจากบ้านมาทำงานก่อสร้าง เนื่องจากมีคนรู้จักมาชวนให้มาช่วยทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ โดยบอกว่าคนงานไม่พอ สามีเพิ่งมาทำงานได้แค่ 2 วัน ก็มาเกิดเหตุ" นางสุธา กล่าว
เผยยังอยู่ใต้ซากตึกนับสิบ
นายผาชัย โปรียานนท์ นายอำเภอคลองหลวง กล่าวว่า หลังเกิดเหตุมีการนำผู้บาดเจ็บทั้งหมด 24 คน ผู้เสียชีวิต 3 คน มีแม่ลูกและคนที่พบเมื่อคืนเพิ่งจะเสียชีวิตเมื่อตอนเช้าเนื่องจากเสียเลือดมาก
รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูถัมภ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นสันนิษฐานว่า สาเหตุอาคารถล่มครั้งนี้เสาต้นริมพังลงมาก่อน จากนั้นส่วนต่างๆ ทางซ้ายมือของตึกได้พังไล่ลงมาทั้งอาคาร ขณะที่การเข้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารทำได้ล่าช้า เนื่องจากมีแผ่นพื้นปูนที่ถล่มลงมาทับซ้อนกันถึงหกชั้น ซึ่งจะค่อยๆ ใช้เครื่องมือเจาะปูนแล้วตัดเหล็กให้เป็นท่อนๆ ก่อนใช้รถเครนยกแผ่นปูนไว้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ติดอยู่ได้รับแรงกดทับ จนทำให้นายเชษฐาที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารต้องเสียชีวิตลง หลังจากเจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือตลอดทั้งคืน ทำให้ตอนนี้มีชายผู้ที่รอดชีวิตเพียงรายเดียวที่ติดอยู่ใต้อาคารซึ่งบอกเจ้าหน้าที่ว่า ช่วงเกิดเหตุมีคนอยู่ตรงลิฟต์ 8 คน
นายบัญชา ศิรินิลพันธ์ หัวหน้าคณะกรรมการเขตร่วมกตัญญู กองบัญชาการตำรวจนครบาลเหนือ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ควบคุมการขุดเจาะค้นหาผู้รอดชีวิต โดยแบ่งโซนการค้นหาออกเป็น 4 จุด คือ โซนเอ ฝั่งตะวันออก จากการค้นหาด้วยสุนัขพบ 3 ศพ แต่ทีมขุดเจาะยังไม่สามารถเจาะเข้าไปถึงโซนบี ฝั่งทิศใต้ มีผู้เสียชีวิต 2 คน คือ นายเชษฐา ส่วนอีกศพยังไม่ทราบชื่อ โซนซี ฝั่งตะวันตก มีผู้ติดอยู่ใต้อาคารและยังมีชีวิตอยู่ 1 คน ทราบชื่อ นายกล้าณรงค์ ประภัย ซึ่งยังสามารถสื่อสารกับทีมขุดเจาะได้อยู่
นายบัญชา กล่าวอีกว่า จากการสอบถามนายกล้าณรงค์ ทราบว่า ข้างๆ นายกล้าณรงค์มีผู้เสียชีวิต 1 คน และก่อนเหตุมีคนงานนอนพักผ่อนอยู่ข้างลิฟต์อีก 8 คน คาดว่าเสียชีวิตทั้งหมด รวมแล้วโซนซีมีผู้ติดอยู่ใต้อาคาร 10 คน และโซนดี ฝั่งทิศเหนือ มีผู้เสียชีวิต 2 คน เป็นแม่ลูก ทราบชื่อนางอ้วน ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งนำศพออกไปตั้งแต่เมื่อคืน
ด้านนางประทีป อรุณศรี มารดาของนายกล้าณรงค์ซึ่งเดินทางมาจากเมืองพัทยา จ.ชลบุรี หลังจากทราบเหตุว่าบุตรชายเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารดังกล่าว ได้เดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกับแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบเรื่อง และระหว่างที่เจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือลูกชายอยู่นั้นนางประทีปนั่งให้กำลังใจในการค้นหากู้ภัยอยู่ภายในเต็นท์อำนวยการ และกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้นัดหมายกับบุตรชายว่าในวันหยุดวันแม่แห่งชาตินี้ จะได้พบเจอหน้าครอบครัวพร้อมกัน เพราะต่างคนต่างต้องออกไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ โดยบุตรชายของตนเองก็มีครอบครัวแล้ว และมีลูก 1 คน ซึ่งก็เป็นหลานของตนเองด้วยเช่นกัน
ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัคร สามารถช่วยเหลือนายกล้าณรงค์ผู้รอดชีวิตคนแรก ออกมาจากใต้ซากอาคารได้แล้ว จากนั้นได้ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในรถฉุกเฉิน และส่งไปรักษาอาการบาดเจ็บต่อที่ รพ.ปทุมธานี
นางปทีปทันทีที่เห็นลูกชายได้ร่ำไห้ด้วยความดีใจ ซึ่งได้เข้าไปกุมมือลูกชาย จากนั้นจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้ลูกชายรอดชีวิตออกมาได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการให้ความช่วยเหลือนายกล้าณรงค์เจ้าหน้าที่ต้องใช้ทั้งกำลังคนและเครื่องตัด และ เจาะเพื่อรื้อเศษซากอาคารที่ทับร่างนายกล้าณรงค์ออกด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการถล่มลงมาซ้ำอีกครั้ง
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำศพนายเชษฐาออกมาได้แล้ว และพบว่าถัดจากร่างของนายเชษฐายังมีร่างชายอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังพยายามนำเศษอิฐและวัตถุต่างๆออก ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตแล้ว โดยหลังจากนำศพของนายเชษฐาออกมา เจ้าหน้าที่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อประชุมวางแผนในการทำงานต่อไป
กสร.ส่งเจ้าหน้าที่สอบ บ.รับเหมา
นายพานิช จิตร์แจ้ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการลงตรวจพื้นที่เกิดเหตุเมื่อช่วงเช้า คาดสาเหตุอาคารถล่มน่าจะเกิดจากการเซตตัวของพื้นคอนกรีตไม่ได้ตามเวลา ทั้งนี้ วันที่ 13 สิงหาคมนี้ เจ้าหน้าที่ กสร.จังหวัดปทุมธานี จะเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้บริหารบริษัท ปลูกแปลง จำกัด ที่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตั้งอยู่ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ส่วนแรงงานที่เกี่ยวข้องขณะเกิดเหตุมี 40 คน โดยเป็นลูกจ้างของบริษัท ปลูกแปลง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม 13 คน ที่เหลือ 27คน เป็นลูกจ้างของบริษัทรับเหมาช่วง
ขอรับบริจาคเลือดช่วยแรงงาน
นางกรรณิการ์ พฤกษชาติ ประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ขณะนี้มีแรงงานเสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 16 คน กลับบ้านไปแล้ว 12 คน อีก 4 คนยังรักษาตัวอยู่ที่ รพ.คลองหลวง 1 คน รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 1 คน และ รพ.ปทุมธานี 2 คน ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าแรงงานทั้งหมดได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมหรือไม่ หากมีการขึ้นทะเบียนไว้ก็จะช่วยเหลือตามสิทธิที่ควรได้รับ
นายกรีฑา สพโชค ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุอาคารถล่ม พบว่า บริษัท ปลูกแปลง จำกัด บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีนายจิระ ขันมั่น เป็นเจ้าของกิจการ มีแรงงานไทยและเด็กเสียชีวิต 3 คน คือ นายเชษฐา นางอ้วน (ไม่ทราบนามสกุล) ซึ่งตั้งท้องได้ 7 เดือน รวมทั้งลูกชายของนางอ้วน วัย 4 ขวบ ไม่ทราบชื่อ ขณะเดียวกันได้รับแจ้งว่า ทาง รพ.ธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และ รพ.ปทุมธานี ต้องการรับบริจาคเลือดกรุ๊ป O Rh-Negative จำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่บาดเจ็บ



