ข่าว

ผ่าแนวคิด 'เงินโอน แก้จน คนขยัน'

ผ่าแนวคิด 'เงินโอน แก้จน คนขยัน'

11 ส.ค. 2557

ผ่าแนวคิด 'เงินโอน แก้จน คนขยัน' หวังดันระบบสวัสดิการแทนประชานิยม : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน

 
                         การแก้ไขปัญหาความยากจนของไทยในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนจะยังไม่ตรงจุด ไม่สามารถขจัดปัญหาได้ และการใช้เงินของรัฐบาลก็เป็นการเหวี่ยงแห โดยไม่ตรงกลุ่มคนจนที่แท้จริง ทำให้สูญเสียเงินงบประมาณจำนวนมาก ทำให้รายจ่ายด้านสวัสดิการของรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จึงทำการศึกษาวิจัยและนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเจาะจงไปที่คนจนตัวจริงผ่านระบบภาษี ที่เรียกว่า Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นการโอนเงินสดไปยังผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ 
 
                         หลังจากมีการนำเสนอแนวทางดังกล่าวก็ได้รับความสนใจจากกระแสสังคมอย่างมาก ทั้งที่เป็นเพียงบทเริ่มต้นของการนำเสนอผลงานวิจัยเท่านั้น โดยเป็นการสรุปข้อมูลที่ศึกษารูปแบบจาก 10 ประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่พัฒนาและมีระดับรายได้สูงกว่าไทยมาก จึงยังมีจุดอ่อนและช่องโหว่ที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมฟังข้อเสนอแนะอีกมาก คาดว่าจะใช้เวลาเป็นปี เพราะต้องมีการออกกฎหมาย หรือ ร่าง พ.ร.บ.มารองรับด้วย ที่สำคัญขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ 
 
 
 
ชงเงินโอนช่วยคนจนในโรดแม็พ 
 
 
                         นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า แผนการทำงาน หรือ วิสัยทัศน์ 2020 ของ สศค. จะเน้นการใช้มาตรการทางการคลังผลักดันการเติบโตของประเทศ และแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ ซึ่งล่าสุด สศค.ได้ทำการศึกษาแนวทางการใช้ "เงินโอน แก้จน คนขยัน" ถือเป็นมาตรการในโรดแม็พที่กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งดำเนินการภายใน 1 ปี ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คสช. หรือรัฐบาล ว่าจะเห็นชอบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงต้องนำข้อเสนอแนะจากการสัมมนาวิชาการมาพิจารณา เพื่อหาข้อสรุปในทางปฏิบัติอีกครั้ง เพราะมีหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อยุติ 
 
                         ทั้งนี้ ปัญหาที่ต้องหาทางออกให้ได้ คือ การตรวจสอบว่ามีรายได้น้อยจริงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ และหน่วยงานที่จะเป็นคนรับเรื่อง ต้องมาตัดสินใจร่วมกันอีกครั้งว่าควรเป็นกรมสรรพากรตามที่ศึกษาไว้หรือไม่ เพราะอาจเป็นการโยนงานให้กรมมากเกินไป ซึ่งหากจะทำจริงก็ต้องมีการเพิ่มจำนวนคนและเครื่องไม้เครื่องมือด้วย รวมทั้งต้องมาดูว่าผู้ได้สิทธิรับโอนเงินบางส่วนที่ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอยู่แล้ว ก็ต้องมาพิจารณาว่า จะยกเลิกสิทธิที่เคยได้รับอยู่ และมารับเฉพาะเงินโอน หรือจะให้รับทั้งสองส่วน ซึ่งเป็นเรื่องของนโยบายจะตัดสินใจต่อไป 
 
                         สำหรับหลักการเบื้องต้นของการโอนเงิน แก้จน คนขยันนั้น ไม่ใช่เป็นการใช้มาตรการภาษีมาช่วยเหลือคนจน แต่ถือเป็นการโอนเงินสวัสดิการที่ให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งในที่นี้ยึดเอาหลักของรายได้ต่อปีที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี และจะให้แก่ผู้ที่มีงานทำเท่านั้น อายุระหว่าง 15-60 ปี โดยรายได้ทุก 1 บาท จะได้รับเงินโอนจากรัฐบาลอีก 20% ของรายได้ เหตุที่ไม่กำหนดเป็นอัตราเงินโอนตายตัว เพราะต้องการใช้เป็นเครื่องมือจูงใจให้คนทำงานและหารายได้เพิ่มขึ้น และเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นไปถึง 80,000 บาทต่อปี ก็จะไม่ได้รับเงินโอนอีกต่อไป ซึ่งคนที่ได้สิทธิต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษี โดยจากการศึกษาของ สศค. คาดว่าจะจะมีคนได้รับเงินโอนจำนวนกว่า 18 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณปีละ 55,600 ล้านบาท
 
                         การดำเนินการเรื่องดังกล่าวจะต้องทำควบคู่ไปกับกฎหมายการเงินการคลัง ที่จะควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล ไม่ให้ดำเนินการโครงการประชานิยมให้เป็นภาระกับงบประมาณจำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา เพราะถือว่ารัฐได้จัดสวัสดิการให้แล้ว โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเสนอกฎหมายการเงินการคลังให้รัฐบาลพิจารณา ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมีทั้งเรื่องการบริหารรายได้ รายจ่าย หนี้สิน ทรัพย์สินของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลทำโครงการประชานิยม จนกระทบฐานะการเงินการคลังของประเทศ
 
 
 
ผลศึกษาชี้ต้องช่วยให้ตรงจุด 
 
 
                         นายวิธีร์ พานิชวงศ์ เศรษฐกรสำนักนโยบายการคลัง ระบุว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การเจริบเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้รายได้ของคนไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนลดลง จากข้อมูลปี 2555 เหลือเพียง 8.4 ล้านคน หรือ 12.64% ของจำนวนประชากร 66.5 ล้านคน จากที่เคยสูงถึง 19.9 ล้านคนในปี 2545 ส่วนรายได้ที่ถือว่ายังไม่พ้นเส้นความยากจนปี 2555 อยู่ที่ 29,900 บาทต่อปี หรือเดือนละ 2,492 บาท เทียบกับปี 2545 อยู่ที่ 19,267 บาทต่อปี หรือเดือนละ1,606 บาท 
 
                         ประกอบกับสถานการณ์ด้านความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในระยะ 10 ปี เพราะผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกกับคนกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มคนรวย 3 อันดับแรกที่เป็นเจ้าของรายได้รวมกันถึง 65.2% โดยเฉพาะกลุ่มคนรวยสุด 10% ของประเทศเป็นเจ้าของรายได้รวม 39.2% ขณะที่อีก 7 อันดับเป็นเจ้าของรายได้รวมกันเพียง 34.8% โดยเฉพาะกลุ่มคนจนสุด 10% ถือครองรายได้เพียง 1.6% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งมีความแตกต่างกันถึง 25.1 เท่า 
 
                         จากการศึกษาพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ผ่านการจัดสรรงบประมาณ หรือโครงการประชานิยมจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2538-2557 รวมใช้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงปี 2552-2557 รัฐบาลออกโครงการเชิงสวัสดิการและโครงการประชานิยมรวม 18 โครงการ เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เบี้ยยังชีพคนชรา โครงการเรียนฟรี โครงการแท็บเล็ต โดยปี 2557 ใช้งบประมาณกว่า 388,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 15% ของงบประมาณประจำปี 
 
                         “การช่วยเหลือคนยากจนในรูปแบบของสวัสดิการนั้น รัฐบาลจะใช้วิธีเหวี่ยงแหไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ต้องใช้เงินมากกว่าความเป็นจริง เช่น การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราอายุ 60 ปีขึ้นไปนั้น มีผู้ได้รับสิทธิ 7.1 ล้านคน แต่จริงๆ แล้วเป็นการจ่ายเงินให้คนชราที่ไม่จนถึง 6 ล้านคน เพราะมีคนจนจริงเพียง 1.1 ล้านคน ซึ่งจริงๆ แล้วควรใช้เงินเพียง 8,766 ล้านบาทต่อปี ก็กลายเป็นต้องใช้เงิน 56,583 หมื่นล้านบาทต่อปี” 
 
                         อย่างไรก็ตาม หากดูเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับเพิ่มรายได้และลดจ่ายมีถึง 11 โครงการ ใช้งบประมาณถึง 1.44 แสนล้านบาท ดังนั้น หากลดหรือเลิก ก็สามารถนำเงินมาจ่ายให้คนจนใช้งบเพียง 55,600 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือกว่า 88,000 ล้านบาท สามารถนำไปลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้ ซึ่งสศค.ประเมินว่า การดำเนินการในลักษณะนี้จะมีผลดีทำให้เศรษฐกิจโตได้ถึง 0.1% เพราะเงินที่ถึงมือคนจนส่วนใหญ่จะนำไปใช้ทันที และการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโต 
 
 
 
ชงรูปแบบง่ายๆเหมะสมกับไทย 
 
 
                         นายปัญญ์ อนันอภิบุตร เศรษฐกรสำนักนโยบายภาษี อธิบายถึงแนวคิดของการนำระบบ NIT มาใช้ในประเทศไทย ว่า อย่างแรกต้องหาตัวคนจนให้เจอก่อน และต้องเป็นคนที่ทำงานเท่านั้น จึงจะได้รับเงินโอน และการโอนเป็นเงินสดน่าจะทำให้ผู้มีสิทธิได้รับความพึงพอใจสูงสุด โดยจากการศึกษา 9 ประเทศที่นำระบบนี้มาใช้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ อังกฤษ อิสราเอล ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สวีเดน แคนาดา และสิงคโปร์ มีทั้งการให้แบบมีเงื่อนไขและไม่มีเงื่อนไข 
 
                         จากหลักการคิดของ Nagative Income Tax หรือ NIT เป็นการช่วยเหลือด้วยการจัดสรรเงินโอนให้คนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ผ่านระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อลดความแตกต่างทางรายได้ ถือเป็นการประสานระบบภาษีและระบบสวัสดิการเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการจ่ายเงินโอนแต่ละประเทศมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม ขนาดของการใช้เงินงบประมาณ โดยบางประเทศมีการเชื่อมโยงเข้ากับระบบภาษี บางประเทศเชื่อมโยงเข้ากับระบบประกันสังคม แต่ส่วนใหญ่พบว่าเป็นมาตรการที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาความยากจนได้ค่อนข้างดี 
 
                         สำหรับรูปแบบการนำมาใช้แบบมีเงื่อนไข หากเป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวดจะทำให้มีผู้ได้รับสิทธิไม่มากนัก ซึ่งในส่วนของไทยมองว่า ควรนำระบบ NIT มาใช้แบบไม่มีเงื่อนไข และเป็นรูปแบบที่ง่าย ให้เป็นรายบุคคล ไม่ขึ้นกับสถานภาพสมรส จำนวนบุตร ความทุพพลภาพ หรือการเป็นเจ้าของที่ดินทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง และกำหนดให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้จะไม่ต้องยื่นแบบฯ ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องยื่นแบบเพื่อให้ผู้มีสิทธิแสดงตัวรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และทำให้รัฐสามารถทราบรายได้ของผู้มีเงินได้ ส่วนการกำหนดอายุไว้ตั้งแต่ 15 ปี เพราะถือเป็นกำลังแรงงานตามที่กฎหมายกำหนด และที่กำหนดอายุน้อยกว่า 60 ปี เพราะหากอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะได้รับสวัสดิการจากรัฐในรูปของเบี้ยยังชีพอยู่แล้ว จึงเป็นการป้องกันไม่ให้ได้รับเงินซ้ำซ้อนกัน 
 
                         นายปัญญ์ กล่าวว่า แนวทางการจ่ายเงินให้คนจนนั้น มีการศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือ ผ่านกรมสรรพากรและกรมบัญชีกลาง ในลักษณะเดียวกับโครงการรถยนต์คันแรก โดยเมื่อคนจนมายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้กับสรรพากรแล้ว จะตรวจสอบคุณสมบัติ แจ้งให้กรมบัญชีกลางจ่ายเช็คหรือโอนเงินเข้าบัญชีผู้รับ และให้กรมสรรพากรดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียวในลักษณะเหมือนกับการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้ที่ต้องการรับเงินต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี หลังจากนั้นจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติ แล้วจ่ายเช็คหรือโอนเงินเข้าบัญชีให้ 
 
                         สำหรับแนวทางการช่วยเหลือนั้น ต้องบังคับใช้ทั่วประเทศ และควรเริ่มโอนเงินจากรายได้ตั้งแต่บาทแรกและควรมีระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงินตามระดับรายได้ของคนจน และการโอนเงินไม่ควรโอนเป็นรายปี เพราะผู้มีรายได้น้อยอาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลมากนัก และอาจนำเงินโอนไปใช้ในทางไม่เหมาะ 
 
 
 
ขีดเส้นรายได้เกิน8หมื่นเหมดสิทธิ์
 
 
                         อย่างไรก็ตาม การโอนเงินให้คนจนจะให้ทุกรายที่เริ่มมีรายได้ โดยตั้งสมมุติฐานไว้ว่าจะโอนให้ 20% ของรายได้ หากมีรายได้ปีละ 2 หมื่นบาท ก็จะได้เงินโอนอีก 4,000 บาท เป็นต้น และหากรายได้จากเงินโอนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามรายได้จากการทำงาน จนกระทั่งรายได้ไปถึงจุดเส้นของความยากจนที่ 3 หมื่นบาทต่อปี หรือ 2,500 บาทต่อเดือน เงินโอนก็จะเริ่มลดลงเหลือ 12% ต่อปีไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีรายได้ถึง 8 หมื่นบาทต่อปีขึ้นไปก็ไม่ได้รับเงินโอนจากรัฐบาลอีกต่อไป 
 
                         สำหรับสาเหตุที่ยึดเอาตัวเลขปีละไม่เกิน 8 หมื่นบาท เป็นเกณฑ์ตัดสิทธิการได้รับเงินโอนนั้น คำนวณมาจากค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท แต่มีการหักวันหยุดในการทำงานปีละ 104 วัน ที่นำมาคำนวณรายได้ จึงอยู่ที่ประมาณ 78,300 บาทต่อปี หมายความว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือตราบใดที่ผู้นั้นมีรายได้ไม่ถึงค่าแรงขั้นต่ำ 
 
                         นายปัณณ์ กล่าวอีกว่า มาตรการ NIT จะสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้กำลังแรงงานขวนขวายทำงานมากขึ้น เพื่อให้หลุดพ้นจากความยากจน โดยใช้เงินงบประมาณไม่มากนักปีละ 5.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับงบประมาณที่เกี่ยวกับสวัสดิการอื่นๆ และจะส่งผลให้มีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 18.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 27.5% ของจำนวนประชากรไทย และทำให้คนจำนวน 1.6 ล้านคน ที่มีรายได้ไม่ถึงเส้นความยากจนหลุดพ้นจากการเป็นคนจนทันที โดยงบประมาณที่จะนำมาใช้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะจัดสรรในงบส่วนใด 
 
                         รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า สศค.จะนำเสนอให้ คสช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีและเงินโอน เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ที่ได้รับสิทธิต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพสุจริต แต่ได้รับรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่รัฐกำหนด 
 
 
--------------------------
 
นักวิชาการติงต้องรอบคอบ หวั่นไทยรายได้น้อย-ขาดข้อมูล 
 
 
ผ่าแนวคิด 'เงินโอน แก้จน คนขยัน'
 
 
                         นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ให้ความเห็นว่า ข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในการนำระบบ Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นการโอนเงินสดไปยังผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้มาใช้ เป็นนโยบายที่ดี พุ่งเป้าไปที่คนยากจนจริง และได้ทำการบ้านศึกษารูปแบบจากเกือบ 10 ประเทศ พร้อมทั้งมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน แต่อยากฝากข้อกังวลไว้ให้นำไปทบทวน เพราะการนำระบบ NIT มาใช้ถือเป็นระบบใหม่และเป็นความกล้าหาญของประเทศไทย เนื่องจากประเทศที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นประเทศใหญ่มีความร่ำรวยกว่าไทย ขณะที่เบื้องหลังในการนำระบบนี้มาใช้ก็แตกต่างกัน ไทยจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบทั้งหลักการ รูปแบบเศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการและนโยบายอื่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่ตามมา เพราะแต่ละประเทศมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เหมือนกัน 
 
                         “ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา จะให้เหมือนประเทศมีรายได้สูงพัฒนาแล้วคงไม่ได้ อีกทั้งมองว่าเรามีแรงงานนอกระบบมากถึง 22.5 ล้านคน จากจำนวนแรงงาน 45 ล้านคน รวมเกษตรกร จะมีแนวทางดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในระบบได้อย่างไร จึงต้องศึกษาลงลึกถึงพฤติกรรมของคนยากจนด้วย” 
 
                         นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาไทยมีข้อจำกัดด้านข้อมูลมานาน ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน เป็นรูปธรรม เราอาจจะรู้ข้อมูลมิติเดียวด้านรายได้รายบุคคล ไม่ได้คำนึงถึงครัวเรือน และอาจไม่มีข้อมูลแยกเป็นรายอาชีพ ระดับการศึกษา สภานภาพและสุขภาพ เป็นต้น นอกจากจะให้กรมสรรพากรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักแล้ว ควรดึงข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงด้านทรัพยากรมนุษย์ มาประกอบกันด้วย และที่สำคัญมองว่า ในสังคมไทยมีกลุ่มคนที่ยินดีจน ไม่อยากทำงานอยู่จำนวนไม่น้อย จึงต้องไปดูข้อมูลอีกหลายมิติ มีช่องว่างตรงไหนต้องไปแก้ไขปิดตรงนั้นก่อนจะนำระบบมาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าคนหมดจะหมดไปจากสังคมไทยได้จริง 
 
                         ด้าน นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้ความเห็นว่า พอทราบแนวคิดของ สศค.เกี่ยวกับเงินโอนให้คนจนบ้างแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คงต้องมาคุยกันอีกหลายครั้งกว่าจะได้ข้อยุติ แม้หลักการจะดี แต่ในทางปฏิบัติคงต้องมีการวางกติกาให้สามารถทำงานได้ง่าย อย่างระบบที่ให้กลุ่มคนทำงานทุกรายต้องยื่นแสดงรายได้นั้น ก็ต้องวางระบบให้ง่ายกว่าปกติ และเพื่ออำนวยความสะดวกควรให้สำนักบัญชีเป็นผู้ดำเนินการยื่นแบบให้ เพราะจะเป็นกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่อาจเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต แต่หากยื่นผ่านเน็ตก็จะสะดวกรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม กว่าจะมีการนำมาใช้ปฏิบัติ กรมสรรพากรคงมีการพัฒนาระบบ และมีกำลังคนเพียงพอที่จะรองรับคนจำนวนมากที่จะเข้ามาอยู่ในระบบได้จากปัจจุบันที่มีบุคคลธรรมดายื่นแบบเสียภาษีเข้ามาปีละประมาณ 10-11 ล้านรายเท่านั้น 
 
 
--------------------------
 
(ผ่าแนวคิด 'เงินโอน แก้จน คนขยัน' หวังดันระบบสวัสดิการแทนประชานิยม : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)