
บทเรียนที่ทำให้สหรัฐแทรกแซงอิรัก
11 ส.ค. 2557
ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา-โจมตีเบงกาซี บทเรียนที่ทำให้สหรัฐแทรกแซงอิรัก
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้มีเสียงเรียกร้องจากรัฐบาลอิรัก จากฝ่ายวิจารณ์ในสภาคองเกรส หรือจากที่ปรึกษาด้านความมั่นคงบางคน แต่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศด้วยความตั้งใจพาทหารอเมริกันในอิรักและอัฟกานิสถานกลับบ้าน ยืนกรานไม่ใช้ปฏิบัติการทางอากาศ เพื่อสกัดการรุกคืบยึดพื้นที่ในอิรักของกองกำลังสุดโต่งไอซิส ที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการหลีกเลี่ยงการพัวพันทางทหาร โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ชาวอเมริกันเบื่อหน่ายสงครามที่ยื้ดเยื้อมานานกว่า 10 ปี
แต่การยึดมั่นกับหลักข้อนี้ต้องเปลี่ยนไปเมื่อไอเอส รุกคืบเข้าใกล้เมืองอาร์บิล เมืองหลวงเขตกึ่งปกครองตนเองเคอร์ดิสถานแห่งอิรัก ที่เดิมถือว่ามีเสถียรภาพหมดห่วง และที่ตั้งของผลประโยชน์สหรัฐฯ กับอีกคำที่เข้ามาถ่วงน้ำหนักให้เทไปยังการแทรกแซงก็คือ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ( genocide ) ที่มีรายงานว่านายโอบามาได้ยินเป็นครั้งแรกในการบรรยายสรุปสถานการณ์หลังสุด ก่อนตัดสินใจอนุมัติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารแบบจำกัด
และในที่สุด นายโอบามากลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 4 ติดต่อกันที่สั่งใช้ปฏิบัติการทหารในอิรัก หลังจากจอร์จ บุช ส่งทหารขับอิรักออกจากการรุกรานคูเวต บิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหัฐฯคนต่อมา สั่งทิ้งระเบิดถล่มฐานป้องกันภัยทางอากาศในสมัยซัดดัม ฮุสเซน และจอร์จ ดับเบิลยู บุช ส่งทหารบุกอิรักและติดหล่มสงครามนาน 8 ปี
จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯที่ร่วมหารือกับประธานาธิบดีโอบามา ระบุว่า การโจมตีสถานกงสุลสหรัฐฯในเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบียเมื่อสามปีก่อน กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เมื่อปี 2537 คือบทเรียนที่สหรัฐฯคำนึงถึง
การโจมตีสถานกงสุลในเมืองเบงกาซี ทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิต 4 คนในปี 2554 รวมถึงนายคริตโตเฟอร์ สตีเวนส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำลิเบีย เอกอัครราชทูตคนแรกที่เสียชีวิตในหน้าที่นับตั้งแต่ปี 2522 เป็นประเด็นที่พรรครีพับลิกันกล่าวหามาตลอดว่า เป็นเพราะนายโอบามาลังเลใช้กำลังเข้าแทรกแซงตั้งแต่แรก จึงรักษาชีวิตชาวอเมริกันไว้ไม่ได้
ในการแถลงเรื่องอนุมติใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว นายโอบามา ให้เหตุผลรองรับว่า เพื่อคุ้มครองชาวอเมริกันในเมืองอาร์บิล เมืองที่สหรัฐฯมีสถานกงสุลและทีมที่ปรึกษาทางทหารคอยให้คำแนะนำกองทัพอิรักและกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด"เปชเมร์กา"
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโอบามายังสั่งทำภารกิจมนุษยธรรม หย่อนอาหารและน้ำให้แก่ชนกลุ่มน้อยยาซีดิ ประมาณ 40,000 คนที่หนีการคุกคามของไอเอสขึ้นไปอยู่บนภูเขานอกเมืองซินจาร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิรัก
ชาวยาซีดิ เป็นชนชาวเคิร์ดโบราณที่ไม่ยอมหันมานับถือศาสนาอิสลาม ในสายตาของกลุ่มสุดโต่งไอเอสและสุหนี่ ถือเป็นพวกนอกศาสนาสมควรถูกกำจัดให้หมด
ก่อนหน้าที่สหรัฐฯตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารและด้านมนุษยธรรม มีรายงานว่าชาวยาซีดิถูกฆ่าตายหลายร้อย รวมทั้งเด็กหลายสิบคน สตรียาซีดิจำนวนมากถูกนักรบไอเอสบังคับพาตัวไปเป็นทาส และที่หนีตายไปอยู่บนภูเขา กำลังรอความตาย เพราะไม่มีอาหารและน้ำ
เจ้าหน้าทีรัฐบาลสหรัฐฯเปิดเผยว่า การสังหารล้างเผ่าพันธุ์รวันดา คือประเด็นหลักในการหารือวิกฤติมนุษยธรรมระหว่างประธานาธิบดีโอบามากับทีมที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ
ในปี 2541 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน เคยกล่าวขอโทษขณะเดินทางเยือนรวันดา ที่ไม่ได้ลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และนับจากนั้น นายคลินตันยังได้เอ่ยถึงเหตุการณ์นี้อีกหลายครั้งว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่รู้สึกเสียใจมากที่สุด เพราะหากสหรัฐฯเป็นผู้นำปฏิบัติการนานาชาติในครั้งนั้น อาจช่วยชีวิตเหยื่อได้ 3 แสนคน
ในครั้งนี้ นายโอบามา กล่าวว่า ชาวอิรักผู้บริสุทธิ์หลายพันคนกำลังผชิญกับความตาย ถือเป็นความรับผิดชอบทางศีลธรรมของสหรัฐฯในฐานะผู้นำโลกที่จะต้องแทรกแซง สหรัฐฯจะดำเนินการอย่างรอบคอบและอย่างรับผิดชอบเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า การตัดสินใจของนายโอบามาทั้งในฐานะประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อคุ้มครองพลเมืองสหรัฐฯและเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่อาจจะเกิดขึ้น สมเหตุสมผล แต่หากจะมีคำถามหรือเสียงวิจารณ์คงเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ที่จะใช้หลังจากถล่มแล้ว โดยเฉพาะจากสายเหยี่ยวขาประจำในพรรครีพับลินกันที่เรียกร้องทันทีว่านโยบายครึ่งๆกลางๆจะไม่ได้ผล และเรียกร้องให้รัฐบาลโอบามาเดินหน้าสุดตัว ทำลายกองกำลังไอเอสทั้งในอิรักและซีเรีย รวมถึงสนับสนุนอาวุธให้กับศัตรูของไอเอส
จากบทเรียนที่ผ่านมา ทันทีที่ส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศ ยากจะตอบได้ว่าสถานการณ์ในพื้นล่างหลังจากนั้รจะพัฒนาไปในทางใด ที่แน่ๆ สหรัฐฯมักจะเจอแรงกดดันให้ต้องทำมากขึ้นอีกเสมอ โดยเฉพาะหากยุทธศาสตร์"แค่สกัดกั้น ไม่ใช่ทำลาย" ไม่สะเทือนพิษสงของไอเอส ซึ่งเพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับ นับจากได้อาวุธกองกำลังอิรักไปครอบครอง และอาวุธเหล่านี้ก็ไม่ได้จากที่ไหน มาจากสหรัฐฯจัดหาให้อิรักนั่นเอง



