ข่าว

ตร.เรียกสอบญี่ปุ่นพ่อเด็กอุ้มบุญสัปดาห์หน้า

ตร.เรียกสอบญี่ปุ่นพ่อเด็กอุ้มบุญสัปดาห์หน้า

10 ส.ค. 2557

ตำรวจเรียกสอบญี่ปุ่นพ่อเด็กอุ้มบุญสัปดาห์หน้า

 
                       ความคืบหน้ากรณีสาวไทยรับจ้างตั้งครรภ์ หรือ “อุ้มบุญ” ให้กับชาวต่างชาติจนตกเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกขณะนี้ 2 ราย โดยเฉพาะในรายของหนุ่มชาวญี่ปุ่นชื่อ นายมิตสึโตกิ ชิเกตะ อายุ 24 ปี ทายาทมหาเศรษฐีญี่ปุ่น รวยติดอันดับโลก ที่จ้างหญิงไทยอุ้มท้องเด็กถึง 9 ราย ล่าสุดมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า นายมิตสึโตกิ จ้างแม่อุ้มท้องเด็กถึง 13 คน โดยนำเด็กออกจากประเทศไทยไปแล้ว 3 คนนั้น
 
                       ล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 ส.ค.57 พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่า ภายหลังจากการเข้าประชุมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบห้องพักในคอนโดซอยลาดพร้าว 130 ซึ่งเป็นห้องที่พบเด็กอุ้มบุญพร้อมกับพี่เลี้ยง ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ลาดพร้าว เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม ภายหลังจากการลงพื้นที่ตรวจสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
 
                       พ.ต.อ.วิทวัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการเรียกสอบพยานนั้น ได้มีการเรียกสอบปากคำพยานไปแล้วในบางส่วน ส่วนมารดาของเด็กอยู่ระหว่างการประสานติดตามตัวมาสอบสวน ขณะที่ตัวนายมิตสึโตกิ พ่อของเด็กอุ้มบุญ ตำรวจได้ประสานกับทนายความส่วนตัวเพื่อติดต่อให้นายมิตสึโตกิ มาให้รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับเด็กอุ้มบุญกับพนักงานสอบสวนภายในสัปดาห์หน้า หลังจากนี้หากพบพยานเพิ่มเติม หรือผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะเชิญมาสอบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง
 
                       ทั้งนี้ ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมอีกว่าผู้ใดเป็นเจ้าของผู้ดูแลห้องพักดังกล่าว เพื่อติดตามตัวมาสอบสวนอย่างละเอียดต่อไป
 
 
ตำรวจเร่งเก็บหลักฐานคดี 'อุ้มบุญ'
 
 
                       จากกรณีที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมตำรวจ กก.ดส. ,ปคม. และตำรวจ สน.ลาดพร้าว เข้าตรวจคอนโดมิเนียมหรู ซอยลาดพร้าว 130 ก่อนพบเด็ก 9 คนที่เกิดจากแม่อุ้มบุญชาวไทย โดยใช้เชื้อจากพ่อชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียว พร้อมพี่เลี้ยงคอยดูเเลเด็กอีก 9 คน รวมทั้งพบหญิงตั้งครรภ์อีก 1 คน เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก่อนมีการขยายผลหาขบวนการทำการตรวจค้นสถานพยาบาล คลินิก ในพื้นที่ กทม. นั้น
 
                       ล่าสุดที่ กก.ดส. เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม พ.ต.อ.นภันวุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส. เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางตำรวจ กก.ดส.ยังไม่มีการตรวจสอบสถานพยาบาล หรือคลินิกเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอข้อมูลการสอบปากคำเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ก่อน โดยจะต้องสอบปากคำเพิ่มจากผู้เกี่ยวข้อง รวมไปถึงแม่เด็กอุ้มบุญทั้ง 9 รายว่า มีสถานพยาบาล หรือคลินิกใดเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ เพื่อให้พนักงานสอบนำข้อมูลดังกล่าวส่งให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ทำการตรวจสอบเพิ่มเติม ว่าคลินิกที่ได้รับรายชื่อมานั้น มีความเกี่ยวโยงกับคดีดังกล่าวหรือไม่ ส่วนจะเป็นคลินิกที่ทำไอวีเอฟ (การช่วยการเจริญพันธุ์โดยการปฏิสนธินอกร่างกาย) ที่เป็นคลินิกเถื่อนดำเนินการลักษณะช่วยอุ้มบุญนั้น คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 10 แห่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งให้ไปตรวจสอบสถานที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน และไม่ขอเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากอาจทำให้เสียรูปคดี
 
                       รายงานข่าวแจ้งว่า ส่วนการตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารโรงพยาบาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ขณะนี้ชุดสืบสวนได้ตรวจสอบข้อมูลโรงพยาบาล บริเวณย่านสาธร และย่านสีลมแล้ว เบื้องต้นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว จะเป็นนำเอกสารทั้งหมดไปทำการตรวจสอบอีกครั้งต่อไป
 
 
สบส.คาดเด็กอุ้มบุญอีก 100 รายน่าจะทำคลินิกเดียวกับ 'น้องแกมมี่'
 
 
                       จากกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนางจูลี บิชอป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ในระหว่างการร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 47 ณ ประเทศเมียนมาร์ ว่ามีการหารือถึงกรณีที่ชาวออสเตรเบียเข้ามาจ้างคนไทยอุ้มบุญ โดยระบุว่ายังมีกรณีที่ชาวออสเตรเลียได้เข้ามาจ้างคนไทยอุ้มบุญ ซึ่งเด็กยังอยู่ในท้องแม่อุ้มบุญอีกประมาณ 100 รายนั้น
 
                       ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นพ.ภัทรพล  จึงสมเจตไพศาล ผู้อำนวยการกองกฏหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าการระบุถึงจำนวนการทำอุ้มบุญที่มีกว่า 100 รายที่ยังอยู่ในท้องแม่อุ้มบุญดังกล่าวนั้น อาจเป็นการทำอุ้มบุญจากคลินิกแห่งเดียวกับที่ทำการอุ้มบุญน้องแกมมี่  เนื่องจากการเข้าตรวจสอบคลินิกดังกล่าวของสบส.ก่อนหน้านี้ พบประวัติการทำลักษณะเดียวกับน้องแกมมี่ และกรณีอื่นๆ อีก รวมกว่า 100 ราย ขณะนี้สบส.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล เพื่อคัดแยกว่า  กรณีใดเข้าข่ายการกระทำที่ผิด และใครคือผู้กระทำผิดบ้าง  หากพบเป็นสถานพยาบาลกระทำผิด ก็จะไม่มีการละเว้น หรือ หากเป็นแพทย์ ก็จะจัดส่งประวัติแพทย์ ผู้กระทำผิดให้กับทางแพทยสภา ดำเนินการด้านจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ
 
                       นพ.ภัทรพล กล่าวถึงกรณีมีการโฆษณาการขายไข่ และสเปิร์ม  รวมถึงสามารถเลือกหน้าตาได้ว่า  หากเป็นการโฆษณาที่เกิดในสถานพยาบาล หรือ เว็บไซต์โดยมีการระบุ ชื่อ สถานพยาบาล  สบส.สามารถดำเนินการ อาผิดได้ ตาม พรบ.สถานพยาบาล 2541  มาตรา 38 ที่มีการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง หรือ กระทำอันเป็นเท็จ  จะมี โทษปรับ 2 หมื่นบาท  ส่วนที่เป็นการโฆษณาในเว็บไซค์ หรือ เฟซบุ๊คโดยไม่ได้แจ้งชื่อ สถานพยาบาล จะเป็นอำนาจ ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ที่จะดำเนินการกวดขันจับกุม สำหรับกรณีที่ระบุว่าพบแหล่งรับทำอุ้มบุญ ที่หมู่บ้าน ในซอยลาดพร้าว 87 นั้น  ยังต้องมีการดำเนินการตรวจสอบก่อน หากลักลอบเปิดเป็นคลินิกจริงก็จะดำเนินคดีต่อไป
 
 
เสวนาจุดยืน 'คาทอลิก' ไม่เห็นด้วยอุ้มบุญ-ขัดศีลธรรม
 
 
                       เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2 บ้านเซเวียร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคมแผนกสตรี จัดการเสวนาหัวข้อ "จุดยืนพระศาสนจักรคาทอลิกเรื่องการอุ้มบุญ" โดยมีคุณพ่อเชิดชัย เลิศจิตรเลขา พระสงฆ์คณะคามิลเลียน ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยศาสตร์ คุณพ่อพิเชฐ แสงเทียน พระสงฆ์คณะเยสุอิต อาจารย์วิทยาลัยแสงธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยศาสตร์ นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 
                       คุณพ่อพิเชฐ กล่าวว่า ในเรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์เกี่ยวกับการอุ้มบุญ การมอบหมายให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนนั้น ในต่างประเทศจะมีกฎหมายและขั้นตอนมากกว่าประเทศไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะจะมีขั้นตอนการแพทย์ปรับรอบเดือนเจ้าของไข่และหญิงที่จะรับตั้งครรภ์ให้ตรงกันด้วย ซึ่งก็มีการทดลองที่โรงพยาบาล มีการติดการประเมินผลต่าง ๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์
 
                       ด้านคุณพ่อเชิดชัย กล่าวว่า เทคโนโลยีการแพทย์ต่าง ๆ ในการช่วยให้ตั้งครรภ์จากอดีตถึงปัจจุบัน ในปีค.ศ.1978 ทารกหญิงชื่อหลุยส์ บราวน์ได้เกิดขึ้นจากเด็กในหลอดทดลอง ก็ทำให้โลกตื่นเต้นไม่เพียงเฉพาะบิดามารดาของทารกผู้นี้เท่านั้น แต่รวมไปถึงคู่แต่งงานอีกหลายหมื่นคู่ที่ไม่สามารถมีบุตรได้ ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการปฏิสนธินอกครรภ์มารดา โดยครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1950 มีการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นครั้งแรก จากนั้นในปี ค.ศ.1980 ก็มีการอุ้มครรภ์แทน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีบุตรโดยผู้อื่น ส่วนคำสอนในพระศาสนจักรคาทอลิกก็มีอยู่หลายระดับ ซึ่งเป็นคำสอนจะใช้เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมมีอยู่ 3 ฉบับตั้งแต่อดีตจนฉบับล่าสุดเมื่อปีค.ศ.2008
 
                       คุณพ่อเชิดชัย กล่าวต่อว่า การบำบัดการมีบุตรยาก จะต้องให้การเคารพพื้นฐาน 3 เรื่อง 1.สิทธิการมีชีวิต และความบูรณาการด้านกายภาพของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงการตายตามธรรมชาติ 2.ความเป็นหนึ่งของการสมรส หมายถึงการเคารพซึ่งกันและกันสำหรับสิทธิแห่งการเป็นบิดามารดา และ3.การกำเนิดบุตรของมนุษย์เป็นผลมาจากเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา นอกจากนี้ คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ในการปฏิสนธิของทารกโดยอาศัยผู้อื่น หรือการให้กำเนินบุตรจะต้องจำกัดอยู่ในเฉพาะคู่แต่งงานเท่านั้น ซึ่งการใช้บุคคลอื่นตั้งครรภ์แทนยังเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่แห่งความรักของมารดา ความซื่อสัตย์ของคู่แต่งงาน และความรับผิดชอบแห่งการเป็นมารดา
 
                       "เราอยู่ในสังคมที่มีความเชื่อต่างกัน คำตอบของคาทอลิกเรื่องการอุ้มบุญกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดเด็กนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างเอื้ออำนวยกันและได้รับผบประโยชน์จากค้าจ้าง หากไม่มีการคำนึงถึงพื้นฐานศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์แล้ว ทางเราคิดว่าศาสนาคาทอลิกก็ยอมรับไม่ได้ในทางศีลธรรม ส่วนจะบาปหรือไม่บาปต้องไปดูผู้หญิงที่จะอุ้มบุญมีเสรีภาพและรู้ตัวหรือไม่ ถ้าแพทย์ที่มีจรรยาบรรณหากจะมีการรักษาต้องให้ข้อมูลทางการแพทย์ให้กับผู้นั้นด้วยหรือไม่ ดังนั้นผู้หญิงเป็นเหยื่อนั้นจะบาปหรือไม่บาปต้องดูเป็นกรณีๆไป" คุณพ่อเชิดชัย กล่าว
 
                       ขณะที่นางสาวนัยนา กล่าวว่า เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ตอนนี้มีความพยายามขับเคลื่อนกฎหมายมาใช้บังคับ โดยคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญหลายคนไม่มีความรู้เลย โดยแม้ที่อุ้มบุญที่เป็นข่าวนั้นก็ไม่มีความรู้เลยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะมีผลต่อร่างกายเขาอย่างไร ซึ่งผลของการอุ้มผลต่อแม่ที่ตั้งครรภ์ต่อการใช้สารเคมีก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวต่อผู้หญิง โดยจะมีการทิ้งร่องรอยไว้จำนวนมากจากเทคโนโลยี บางคนมีซีส บางเป็นมะเร็ง เรื่องนี้จึงไม่มีการให้ความรู้อย่างชัดเจนระหว่างสามีและภรรยาว่าจะมีผลกระทบต่อมาอย่างไร เพราะเรื่องนี้จึงยังไม่มีความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้หญิงโดยตรง
 
                       นางสาวนัยนา กล่าวต่อว่า ในประเทศเรามีผู้หญิงมีปัญหาอนามัยเจริญพันธุ์เป็นจำนวนมาก เมื่อการโยงกับการเสมอภาคระหว่างเพศนั้น ในประเทศไทยมีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพระหว่างผู้หญิงจะให้ความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ของตัวเอง ดังนั้นเรื่องการอุ้มบุญที่อยู่ในกระแสสังคมตอนนี้ กำลังมีกฎหมายฉบับหนึ่งร่างมาเป็น 10 ปี แล้วชื่อ "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.." ที่ถูกร่างขึ้นมา แต่ไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงในฐานศูนย์กลาง และกฎหมายฉบับนี้กำลังคุ้มครองชีวิตเด็กเป็นสำคัญมากกว่า แต่กลับละเลยมุมมองของผู้หญิงที่เป็นคนตั้งครรภ์ และกฎหมายฉบับนี้ก็ยังไปคำนึงถึงหารพัฒนาเทคโนโลยีผ่านทางการแพทย์ให้มีความก้าวหน้าเพื่อตอบสนองวิทยาศาสตร์การแพทย์ มากกว่าผู้หญิงที่จะอุ้มบุญ
 
                       "ขณะเดียวกันถ้าพ่อแม่ที่ให้คนอื่นมาอุ้มบุญเสียชีวิตขณะผู้หญิงที่อุ้มบุญตั้งครรภ์อยู่ ในกฎหมายฉบับนี้ก็บังคับให้แม่ที่อุ้มบุญต้องเลี้ยงดูเด็กที่เกิดมาตามกฎหมายด้วย ดังนั้นการให้ความรู้กับฝ่ายหญิงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้นการออกกฎหมายมาจะมีผลกระทบต่อทุกคน จะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทุกคนต้องได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจกฎหมายนี้จะอันตรายอย่งามาก"นางสาวนัยนา กล่าว
 
                       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างกฎหมายที่ระบุถึงความรับผิดชอบต่อผู้หญิงที่อุ้มบุญหากพ่อแม่เสียชีวิต อยู่ในมาตรา 28 ระบุว่า ในกรณีที่สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด ให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนเป็นผู้ปกครองเด็กนั้นจนกว่าจะมีการตั้งผู้ปกครองขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทน พนังงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ปกครองได้ และในการตั้งผู้ปกครองดังกล่าวให้ศาลคำนึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กนั้นเป็นสำคัญ
 
                       นางสาวนัยนา ให้สัมภาษณ์ "สำนักข่าวเนชั่น" ว่า หากกฎหมายนี้ออกมาก็อาจจะมีรูปแบบเป็นธุรกิจกว่าเดิม จากที่เป็นอยู่แล้ว ซึ่งกฎหมายนี้ต้องมีเงื่อนไขให้ผู้ที่อุ้มบุญต้องปราศจากอำนาจทางเศรษฐกิจ และผู้หญิงต้องมีความสามารถในการอุ้มบุญจริง แต่กฎหมายกลับไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ มีแต่คุ้มครองคนที่ได้รับประโยชน์ หรือเรียกว่าไม่ได้นึกถึงผู้หญิง แต่นึกถึงวัตถุการผลิตเท่านั้น ซึ่งการอุ้มบุญในต่างประเทศมีขั้นตอนเป็นจำนวนมาก จะต้องสืบประวัติของครอบครัว ของผู้หญิงที่จะอุ้มบุญ จะต้องไปถึงบ้านเพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ และใช้เวลานานมากกว่าจะมีการอนุมัติ แต่กฎหมายบ้านเรากลับไม่มี จึงเกรงว่าหากกฎหมายออกมาแล้วจะมีแต่ผู้หญิงที่แห่มาทำมากขึ้นแน่นอน