ข่าว

แคนาดากักตัวผู้ป่วยในรพ.ต้องสงสัยติด'อีโบลา'

แคนาดากักตัวผู้ป่วยในรพ.ต้องสงสัยติด'อีโบลา'

10 ส.ค. 2557

แคนาดากักตัวผู้ป่วยในรพ.ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลา ขณะที่ไนจีเรียขออาสาสมัครเพิ่ม ด้านบุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจด้านการแพทย์ของไลบีเรียเรียกร้องขอเพิ่มค่าตอบแทน

�
� � � � � � � � � � ��10 ส.ค.57 เจ้าหน้าที่ทางการแคนาดา เปิดเผยว่า มีผู้ป่วยที่เพิ่งเดินทางกลับจากไนจีเรีย ถูกส่งไปกักโรค ที่โรงพยาบาลในนครโตรอนโต รัฐออนตาริโอ หลังแสดงอากาศว่ามีไข้ และเป็นไปได้ว่าอาจจะติดเชื้อไวรัสอีโบลา เนื่องจากไนจีเรีย เป็นหนึ่งในหลายประเทศในแอฟริกาตะวันตก ที่มีการยืนยันการระบาดของไวรัสอีโบลา ที่กำลังระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในโลก และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 961 คน และติดเชื้ออีกเกือบ 1,800 คน นับตั้งแต่เริ่มการระบาดเมื่อช่วงต้นปี
�
� � � � � � � � � � ��ผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้ชาย และไม่ได้รับการเปิดเผยนาม กำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลวิลเลียม ออสเลอร์ เฮลธ์ ซิสเต็ม'ส แบรมพ์ตัน ซีวิค ชานนครโตรอนโต�
�
� � � � � � � � � � ��โรงพยาบาลออสเลอร์ แถลงว่า เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน จึงได้ใช้มาตรการควบคุมการติดเชื้อระดับสูงสุดในแผนกฉุกเฉิน ที่รวมถึงการคัดแยกผู้ป่วย และคณะแพทย์กำลังทำงานอย่างใกล้ชิด กับบุคคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค
�
� � � � � � � � � � ��ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุข ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในออนตาริโอ และความเสี่ยงที่คนในออนตาริโอ จะติดเชื้อนั้นต่ำมาก และระบบสาธารณสุขของออนตาริโอ ก็เตรียมพร้อมรับคนที่เดินทางมาพร้อมกับอาการป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลา
�
� � � � � � � � � � ��เจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกคนหนึ่ง บอกว่า จากประสบการณ์และบทเรียนของการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ ซาร์ส ทำให้โรงพยาบาลของแคนาดา มีความเชี่ยวชาญด้านขั้นตอนและระบบควบคุมการติดเชื้อ ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ในการรับมือ แม้กระทั่งโรคร้ายแรงอย่างอีโบลาก็ตาม
�
�
'ไนจีเรีย' ขออาสาสมัครเพิ่ม หลังอีโบลาระบาดหนัก
�
�
� � � � � � � � � � ��การพยายามต่อสู้เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาของไวรัสอีโบลา ยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ไนจีเรียเรียกร้องขออาสาสมัครไปช่วยรับมือกับการระบาดของโรค ด้านกินีได้ปิดพรมแดนติดกับสองประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาตะวันตก
�
� � � � � � � � � � ��เพียงหนึ่งวัน หลังจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้การระบาดของอีโบลา เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลายประเทศที่อยู่ห่างไกลอย่างอินเดียก็ออกมาตรการเข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของอีโบลา ที่คร่าชีวิตประชาชนไปเกือบ 1 พันคนแล้ว และแม้ WHO จะไม่ได้ห้ามการเดินทางระหว่างประเทศ แต่มีบางประเทศ เริ่มออกมาตรการเองแล้ว
�
� � � � � � � � � � ��แซมเบีย ประกาศห้ามพลเมืองจากประเทศที่เผชิญการระบาดของอีโบลาเข้าประเทศ ส่วนแช้ดระวับเที่ยวบินทุกเที่ยวจากไนจีเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งที่กำลังเผชิญการระบาด เช่นเดียวกับ กินี, เซียราเลโอนและไลบีเรีย ที่ WHO ระบุว่า เป็นการระบาดที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ
�
� � � � � � � � � � ��ทางการในกรุงลากอส ของไนจีเรีย ที่ได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา ระบุว่า กำลังต้องการอาสาสมัครเนื่องจากขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนรัฐบาลกินี ประกาศว่า กำลังปิดพรมแดนที่ติดกันไลบีเรียและเซียรา เลโอน ชั่วคราว เพื่อให้ทั้งสามประเทศ มีเวลาในการดำเนินการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค ส่วนเซียร่า เลโอน ได้วางกำลังทหาร 1,500 นายเพื่อบังคับใช้มาตรการกักโรคในสองพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นต้นตอการระบาดของโรค
�
� � � � � � � � � � ��อินเดีย ประเทศที่มีประชากร 1,250 ล้านคน ก็ตื่นตัวและเตรียมพร้อมเช่นกัน โดยเฉพาะตามสนามบินทุกแห่ง และรัฐบาลได้เปิดสายด่วนฉุกเฉินเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือด้วย เนื่องจากมีพลเมืองเกือบ 45,000 คน อาศัยอยู่ใน 4 ชาติ ที่เผชิญการระบาดของอีโบล่า และเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเดินทางกลับบ้าน ถ้าสถานการณ์การระบาดเลวร้ายลง
��
� � � � � � � � � � ��ด้านประธานาธิบดีกู๊ดลัค โจนาธาน ของไนจีเรีย ได้เตือนเรื่องการแพร่ข่าวที่เป็นเท็จเกี่ยวกับอีโบลา ที่สามารถนำไปสู่ความหวาดกลัวเกินเหตุ, ความตื่นตระหนกและการเข้าใจผิดได้ ที่รวมถึงข้อเสนอแนะที่ไม่ได้ยืนยันเกี่ยวกับการป้องกัน, การรักษา และการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส หลังสื่อในท้องถิ่น รายงานเมื่อวันเสาร์ว่า มีผู้เสียชีวิต 2 คน และป่วยอีก 20 คน หลังจากกินเกลือเข้าไปในปริมาณที่มากเกินไป เพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันอีโบลาได้
�
�
บุคลากรด้านการแพทย์ไลบีเรียขอเพิ่มค่าตอบแทน-ปรับปรุงสภาพการทำงาน
�
�
� � � � � � � � � � ��บุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจด้านการแพทย์ของไลบีเรีย ได้เรียกร้องขอเพิ่มค่าตอบแทน และสภาพการทำงานที่ดีขึ้น ในระหว่างการประชุมร่วมกับประธานาธิบดีเอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ ที่กรุงมอนโรเวีย เมื่อวันเสาร์�
�
� � � � � � � � � � ��ข้อพิพาทอันเนื่องมาจากความไม่พอใจรายได้และสภาพการทำงานของบุคลากรในวงการแพทย์เหล่านี้ มีขึ้นในขณะที่ไลบีเรีย กำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คน ขณะที่บุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจด้านการแพทย์ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 40 คน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายคนรู้สึกว่า ในขณะที่พวกเขาเป็นแนวหน้าของการสู้ไวรัสมรณะ รัฐบาลกลับล้มเหลวในการรักษาสัญญาที่จะปรับปรุงสภาพการทำงานของพวกเขาให้ดีขึ้น
�
� � � � � � � � � � ��ด้านประธานาธิบดีเซอร์ลีฟ ได้ขานรับข้อเรียกร้อง ด้วยการสัญญาว่ารีบพิจารณาความเดือดร้อนของบุคลากรเหล่านี้ แต่ก็ขอให้พวกเขาอดทน เธอบอกด้วยว่า จะจ่ายค่าตอบแทนตามที่รับปากไว้ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนเรื่องอื่น ๆ เช่น การประกัน, เงินพิเศษและอื่น ๆ จำเป็นต้องใช้เวลาอีก 2-3 จึงจะดำเนินการได้
�
� � � � � � � � � � ��จากตัวเลขขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า การระบาดของอีโบล่า ในแอฟริกาตะวันตก ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 961 คน โดยการระบาดปรากฎครั้งแรกที่กินี ก่อนจะแพร่ไปยังเซียร่า เลโอน, ไลบีเรียและไนจีเรีย ซึ่งไลบีเรีย ได้เปิดโครงการ "ปฏิบัติการโล่ห์สีขาว" โดยส่งทหารไปประจำการตามสถานที่ต่าง ๆ และตั้งด่านตรวจนอกกรุงมอนโรเวีย เพื่อพยายามป้องกันการเคลื่อนย้ายของประชาชน อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินในการรับมืออีโบลาของประธานาธิบดีเซอร์ลีฟ โดยมีบุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจด้านการแพทย์ ประจำอยู่ใกล้กับด้านตรวจของทหารเพื่อคอยวัดอุณหภูมิของประชาชน ซึ่งถ้าใครอุณหภูมิสูงกว่าจะปกติจะถูกกักตัวไว้
�
�
�
�
------------------------------------------------
�
�
�
�
�
(ภาพ : AFP)
�
�
�
�
�
�
�
�
�