
'ลายมือ'หลังห้องไขปริศนาสาวลาวตกตึก
'ลายมือ'หลังห้อง ไขปริศนาสาวลาวตกตึก : คลี่ปมปริศนา csi-thailand โดยทีมข่าวอาชญากรรม
หลังจากแฟนเพจ "เรารักด่านตรวจ" นำเรื่องราวของ "น้องแป้ง" สาวชาวลาว วัย 18 ปี ที่เข้ามาทำงานในไทยและตกตึกอาคารแมนชั่นแห่งหนึ่งย่านเหม่งจ๋าย กรุงเทพมหานคร เสียชีวิต ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา
โดยโพสต์ข้อความบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ อ้างว่า ในคืนเกิดเหตุ หญิงสาวชาวลาวรายนี้เลิกงานและกลับมาที่พัก รับประทานอาหารกับเพื่อนๆ 4-5 คน ที่เดินทางมาเยี่ยมจากประเทศลาว ก่อนจะมีนายนาท ซึ่งเป็นคนไทยโทรศัพท์มาหาหญิงสาวรายนี้ และบอกจะแวะมาพบที่ห้อง ซึ่งนายนาทกับหญิงสาวรายนี้รู้จักกันดี เพราะทำงานอยู่ที่เดียวกัน โดยนายนาท เป็นพนักงานแคชเชียร์ของร้านที่สาวชาวลาวรายนี้ทำงานอยู่
เมื่อนายนาทมาถึง เพื่อนๆ จึงกลับห้องของตัวเองซึ่งพักอยู่ห้องตรงข้าม หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที ภรรยาของนายนาทก็ตามมา และใช้กุญแจห้องที่ขอมาจากแคชเชียร์ ไขเข้ามาในห้อง หลังจากนั้นมีการทะเลาะกันเสียงดัง จากนั้นไม่ถึง 5 นาที นายนาทและภรรยาก็วิ่งหนีออกจากห้อง และรีบขึ้นรถแท็กซี่ไปทันที โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยเห็นเหตุการณ์
ต่อมามีคนแจ้งว่ามีคนตกตึกและพบว่า น้องแป้ง เป็นผู้เสียชีวิต เพื่อนๆ ชาวลาวจึงแจ้งความต่อตำรวจ สน.ห้วยขวาง มีการติดตาม นายนาท และภรรยามาให้ปากคำ แต่ทั้งสองคนปฏิเสธอ้างว่าไม่ทราบว่าหญิงสาวชาวลาวตกตึกได้อย่างไร แต่จะยอมออกค่าทำศพให้ 2-3 หมื่นบาท และตำรวจก็ปล่อยตัวไป ส่วนนายนาทบอกจะไปบวช
ผู้โพสต์ยังโพสต์ข้อความทิ้งท้ายว่า ตนอยากทราบว่าความยุติธรรม ของคนเรา ไม่มีแล้ว?? อยากให้ตำรวจ อย่าแยกแยะ คนไทย คนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน เขาก็คือคนเหมือนกัน ไม่น่าจะจบแบบนี้นะว่าไหม?????
ทันทีที่ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ หญิงสาวชาวลาวจะตกตึกเอง หรือมีใคร ฆาตกรรม ? กลายเป็นคำถามที่รอการคลี่คลาย
จากการตรวจสอบพบว่า "น้องแป้ง" ที่ถูกกล่าวถึงในแฟนเพจ "เรารักด่านตรวจ" ดังกล่าว คือ น.ส.ต่าย ดาวเรือง สถานที่เกิดเหตุคือ อาคารไนซ์แมนชั่น 2 เลขที่ 704 ถนนประชาอุทิศ เขตห้วยขวาง ส่วนเวลาเกิดเหตุคือ 01.30 น. วันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
คืนวันเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง รับแจ้งมีหญิงตกอาคารแห่งนี้ จึงประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์นิติเวช เข้าตรวจสอบ พบว่า ร่างของหญิงชาวลาวรายนี้ตกมาจากระเบียงห้อง 807 มาติดอยู่ที่ตะแกรงเหล็กชั้น 2 ด้านหลังอาคาร ซึ่งเป็นซอกเล็กๆ กว้างประมาณ 1 เมตร ระหว่างอาคารไนซ์แมนชั่นกับตึกแถว 4 ชั้น หลังเกิดเหตุอาสาสมัครกู้ภัยพยายามช่วยชีวิต แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน
แพทย์นิติเวช ได้ตรวจสอบสภาพศพ พบมีรอยกระแทกที่หลังด้านขวา แขนขวามีรอยครูดถลอก ขาซ้ายมีรอยครูดถลอก ลักษณะครูดเฉือนกับวัตถุที่ไม่มีคมซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะตกมากระแทกกับคอมเพรสเซอร์แอร์ ซึ่งมีการติดตั้งไว้ที่ด้านหลังตึก ที่ขาซ้ายด้านหลังมีรอยเขียวช้ำ แต่ไม่พบบาดแผลที่เกิดจากการถูกทำร้าย
ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบสภาพห้องพักที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ หรือร่องรอยการรื้อค้น โดยพบเพียงรองเท้าผู้หญิงเบอร์ 35 สีดำ 1 คู่ อยู่ภายในห้อง ขณะที่ระเบียงหลังห้อง พบที่บริเวณราวระเบียงสี่เหลี่ยมด้านบนสุด พบลายนิ้วมือแฝงของนายอำนาจ บุญช่วย หรือนาท ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในโพสต์ข้อความที่เผยแพร่อยู่ในสังคมออนไลน์ และลายนิ้วมือแฝงของผู้ตาย
ที่ราวระเบียงกลม ถัดลงมาจากราวระเบียงบนสุดพบรอยนิ้วมือของผู้ตาย ซึ่งเป็นการจับ ในลักษณะมือคว่ำเข้าหาระเบียง เป็นลักษณะการจับจากด้านนอกมาด้านใน โดยลำตัวอยู่นอกอาคาร ที่ขอบปูนราวระเบียงพบรอยเท้า
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ10) ซึ่งกำกับดูแลงานด้านพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าไปกำกับดูแลการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ด้วยตัวเอง ภายหลังจากบิดาและมารดาผู้เสียชีวิตประสานทางการลาวให้ช่วยเหลือ เพราะไม่เชื่อว่าบุตรสาวจะตกตึกเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ
"ภายในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้น ห้องพักอยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่ที่ระเบียงหลังห้องพบลายนิ้วมือ ในลักษณะการจับมือคว่ำเข้าหาระเบียง เป็นการจับจากด้านนอกมาด้านใน โดยที่ลำตัวอยู่นอกอาคาร พบมีรอยเท้าตรงบริเวณขอบปูนราวระเบียง สภาพที่เกิดเหตุเชื่อว่าผู้เสียชีวิตตกลงมาในแนวดิ่ง โดยตกจากชั้น 8 ลงมาถึงบริเวณชั้น 2 ใช้เวลาประมาณ 2 วินาที แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการกระทำในแนวราบ หรือมีผู้อื่นผลัก" พล.ต.อ.จรัมพร เปิดเผย
ขณะที่การสอบปากคำพนักงานรักษาความปลอดภัยอาคารเกิดเหตุ ทราบว่า ผู้ตายพักประจำอยู่ที่ห้อง 814 ชั้น 8 ขณะที่ห้องเกิดเหตุคือ 807 นายอำนาจ บุญช่วย เป็นผู้เช่าพักรายวันเมื่อเวลา 00.50 น. เพื่อนัดพบกับผู้ตาย จากนั้นเวลาประมาณ 01.00 น. น.ส.ขจีฟ้า ลีประโคน ภรรยาของนายอำนาจ เดินทางมาพบพนักงานรักษาความปลอดภัยและให้พาไปที่ห้อง 807 เมื่อเคาะประตูไม่มีคนเปิด จึงให้พนักงานรักษาความปลอดภัย ลงมาหยิบกุญแจสำรองที่ชั้นล่าง และเมื่อมาถึงชั้นล่างก็ได้รับแจ้งว่ามีคนตกตึกที่หลังอาคาร
ตำรวจได้สอบพยานแวดล้อมหลายคน ให้การสอดคล้องกันว่า ได้ยินเสียงสามีภรรยาทะเลาะกัน โดยได้ยินภรรยานายอำนาจพูดว่า "ไหนมันอยู่ไหน" ก่อนจะเดินลงบันไดไป ซึ่งคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับการตรวจสอบภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของชุดสืบสวน ที่พบว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เวลา 00.10.41 น. ปรากฏภาพ ผู้ตายเดินทางมาถึงอาคารเกิดเหตุ แล้วขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 8 เวลา 00.41.26 ปรากฏภาพนายอำนาจออกจากลิฟต์ชั้น 8 ของอาคารเกิดเหตุในสภาพมึนเมา ต่อมาเวลา 00.51.20 กล้องจับภาพ น.ส.ขจีฟ้า ภรรยาของนายอำนาจ เดินทางมาถึงอาคารเกิดเหตุ ใช้เวลาพูดคุยกับพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 1.30 นาที
กระทั่งเวลา 00.53.43 พนักงานรักษาความปลอดภัยได้พา น.ส.ขจีฟ้าขึ้นไปที่ชั้น 8 โดยมีภาพปรากฏว่า เดินออกมาด้วยกันจากลิฟต์ชั้น 8 เวลา 00.56.50 พนักงานรักษาความปลอดภัย ลงมาจากชั้น 8 พูดคุยที่หน้าเคาน์เตอร์ ต่อมามีคนแจ้งพนักงานรักษาความปลอดภัยว่ามีคนตกตึก
เวลา 01.00.19 กล้องวงจรปิดบันทึกภาพ น.ส.ขจีฟ้าลงบันไดจากชั้น 8 ต่อมาเวลา 01.00.58 ปรากฏภาพนายอำนาจลงลิฟต์มาจากชั้น 8 เวลา 01.01.47 นายอำนาจและน.ส.ขจีฟ้า ลงมาพูดคุยและมีปากเสียงกันที่บริเวณประตูหน้าแมนชั่น
ตำรวจได้เรียกนายอำนาจ และ น.ส.ขจีฟ้า มาสอบปากคำ โดยนายอำนาจอ้างว่า ทำงานที่เดียวกับผู้ตาย โดยมี น.ส.ขจีฟ้า เป็นผู้จัดการร้าน ส่วนตัวเองทำหน้าที่เชียร์แขก ขณะที่ผู้ตายเป็นพนักงานในร้าน โดยวันเกิดเหตุได้นัดผู้ตายมาพบที่ห้องเกิดเหตุจริง แต่เมื่อ น.ส.ขจีฟ้า ตามมาที่ห้องเกิดเหตุก็ไม่เห็น น.ส.ต่ายแล้ว โดยคิดว่าผู้ตายน่าจะกลับไปที่ห้อง 814 ที่เช่าพักเป็นประจำ ส่วน น.ส.ขจีฟ้า อ้างว่า เมื่อเข้าไปในห้องเกิดเหตุ ได้ทะเลาะกับสามี และพยายามมองหาผู้หญิงทั่วห้อง ทั้งในห้องน้ำ และระเบียง แต่ก็ไม่พบใคร จึงกลับออกไปโดยมีปากเสียงกับนายอำนาจอยู่เป็นระยะ
ตำรวจยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุ แต่จากการประมวลและวิเคราะห์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะลักษณะการจับราวระเบียงที่เป็นการจับจากด้านนอกเข้าด้านใน รอยเท้าที่ขอบปูน หลักฐานจากกล้องวงจรปิด และพยานแวดล้อมทั้งหมดแล้ว ให้น้ำหนักไปทางอุบัติเหตุมากกว่าการฆาตกรรม ซึ่งจะเรียกนายอำนาจเข้าให้ปากคำเพิ่มพร้อมกับนำเข้าเครื่องจับเท็จเพื่อตรวจสอบว่าให้การจริงหรือไม่ต่อไป



