ข่าว

สธ.ยันWHOไม่ได้ประกาศไทยเสี่ยงอีโบลาสีเหลือง

สธ.ยันWHOไม่ได้ประกาศไทยเสี่ยงอีโบลาสีเหลือง

09 ส.ค. 2557

ไนจีเรียประเทศน่าห่วงรายใหม่ จับตาผู้ติดเชื้อเพิ่ม ผู้เชี่ยวชาญย้ำอย่าตื่นตระหนกเกินเหตุ สธ.ยันWHOไม่ได้ประกาศไทยเสี่ยงอีโบลาสีเหลือง

                 เมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น(8 ส.ค.) ประธานาธิบดีกู๊ดลัค โจนาธาน แห่งไนจีเรีย ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อยับยั้งและป้องกันการระบาดของไข้เลือดออกอีโบลาเป็นครั้งแรก พร้อมอนุมัติงบประมาณ 11.6 ล้านดอลลาร์สำหรับใช้ในการนี้ รวมทั้งการเปิดศูนย์แยกรักษาและเพิ่มการคัดกรองตามด่านผ่านแดน

                 ไนจีเรียเป็นแอฟริกาตะวันตกประเทศที่ 4 ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไข้อีโบลาครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้ว 1,779 คน เสียชีวิต 961 ราย 

                 หนังสือพิมพ์ พันช์ ในไนจีเรีย รายงานว่า พบผู้ติดเชื้ออีโบลารายใหม่ 2 คน และกักผู้ต้องสงสัยดูอาการ 139 คน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศเพิ่มเป็น 9 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นพยาบาลที่ติดเชื้อจากนายแพทริค ซอว์เยอร์ เป็นชาวอเมริกัน-ไลบีเรียที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลไลบีเรีย เดินทางโดยเครื่องบินไปยังเมืองลากอสเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม และเสียชีวิตใน 5 วันหลังจากนั้น    นายทอม สกินเนอร์ โฆษกสำนักงานควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐ กล่าวว่า รู้สึกวิตกสถานการณ์ในเมืองลากอส และความเป็นไปได้ที่ไข้เลือดออกอีโบลาจะระบาดในประเทศประชากรมากที่สุดในทวีปแอฟริกา เนื่องจากไนจีเรียไม่เคยเผชิญกับโรคนี้มาก่อน ขณะนี้ ซีดีซีมีทีมงานอยู่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดแล้ว และอีกหลายคนพร้อมจะเดินทางไปยังไนจีเรีย 

                 ด้าน นายเคน ไอแซคส์ จากกลุ่มบรรเทาทุกข์คริสเตียน "ซามาริตันส์ เพิร์ส" ได้กล่าวเตือนไว้ขณะเข้าให้การต่อคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีแล้วว่า สถานการณ์ในไนจีเรียอาจเลวร้ายลงอีก โดยในช่วงสามสัปดาห์ต่อจากนี้อาจจะไม่มีอะไร แต่หลังจากนั้น อาจได้เห็นการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกมากในไนจีเรีย เนื่องจากไวรัสอีโบลามีระยะฟักตัว 21 วัน

                 ขณะเดียวกัน แคนาดาแยกรักษาผู้ป่วยคนหนึ่ง ที่โรงพยาบาลแบมพ์ตัน ซีวิค ใกล้นครโตรอนโต หลังมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ซึ่งใกล้เคียงกับอาการป่วยด้วยไวรัสอีโบลา หลังจากกลับจากไนจีเรีย 

                 แม้ว่าองค์การอนามัยโลก ประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลา เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับนานาชาติ แต่นักไวรัสวิทยาหลายคนออกมาเตือนมิให้ตื่นตูมจนเกินเหตุแม้ว่าอีโบลาเป็นเชื้อที่น่ากลัว แต่ก็เป็นโรคที่ควบคุมได้

                 ภาพหมอในชุดป้องกัน และพาดหัวข่าวที่เตือนว่าการระบาดของอีโบลาคุมไม่อยู่ ทำให้ความหวาดวิตกเชื้ออีโบลาเวลานี้แพร่ระบาดเร็วและกว้างยิ่งกว่าตัวไวรัสเองซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามยับยั้งโรคมากกว่าเป็นผลดี การทำความเข้าใจยังเป็นเรื่องที่สำคัญ

                 ตามข้อเท็จจริง ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกอีโบลา ไม่น่าจะเป็นโรคระบาดทั่วโลก เนื่องจากไม่ได้แพร่ง่าย และฆ่าตายได้ง่ายๆ ด้วยน้ำและสบู่ ไม่ได้ติดง่ายเหมือนกับไข้หวัดและมรณะน้อยกว่าโรคมาลาเรีย


สธ.ยันWHOไม่ได้ประกาศไทยเสี่ยงอีโบลาสีเหลือง

                 อย่างไรก็ตามนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค  กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าประเทศไทยมีผู้เดินทางกลับจากแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสอีโบลา จำนวน 21 คน  และองค์การอนามัยโรค (World Health Organization)  หรือ WHO ประกาศให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับสีเหลือง ว่าจากการตรวจสอบประกาศขององค์การอนามัยโรค และศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐ หรือซีดีซี พบว่า ไม่มีการรายงานเรื่องนี้  และในการประกาศพื้นที่เฝ้าระวัง ขององค์การอนามัยโรค ไม่ได้มีการจัดระดับเป็นพื้นที่สีใดๆ ทั้งสิ้น ที่มีการแบ่งเป็นโซนสีเข้าใจว่า เป็นการดำเนินการเองของบางองค์กรไม่ใช่ประกาศขององค์การอมัยโรค

                 อีกทั้ง ที่ระบุว่า มีผู้เดินทางจากแอฟริกาตะวัน เข้ามาไทย 21 คนนั้น โดยปกติจะมีผู้เดินทางจาก 3 ประเทศที่มีการระบาดของโรค คือ กินี ไลบีเรียและเซียร์ราลี  วันละ 3-5 คน และไม่มีการสายการบินตรงจาก 3 ประเทศดังกล่าว จะต้องต่อเครื่องที่เอธิโอเปีย เคนย่า โดยเมื่อมาถึงประเทศไทย จะมีการซักประวัติ ที่สนามบิน และมีการติดตามสอบถาม ทุกคน ทุกวัน จนครบ 21 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาฟักตัวของโรคที่นานที่สุด ซึ่งจำนวนบุคคล อาจมีการเปลี่ยนแปลงเข้าออกตลอดเวลา และจากการติดตามบุคคลขณะนี้สบายดี ไม่มีอาการป่วยแต่อย่างใด  ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่มีเหตุการณ์ที่น่าวิตกกังวล