
บุกค้นคลินิกเถื่อนเพลินจิตเก็บหลักฐานเรียบ
'ประยุทธ์'ชี้อุ้มบุญมีนานแล้วพูดได้ทุกวัน บุกค้นคลินิกเถื่อนย่านเพลินจิตเก็บหลักฐาน-เวชระเบียนเรียบ ขณะที่แม่น้องแกมมี่ยอมรับเคยทำธุรกิจอุ้มบุญ
8ส.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ถึงกรณีเรื่องการอุ้มบุญว่า "ก็มีมานานแล้ว ทุกเรื่องคือสื่อผมเข้าใจว่าเรื่องอะไรที่จะยกขึ้นมาบางที บางครั้งจะขยายกันเองมาก มีก็นำสู่การดำเนินคดีจับกุม สร้างความเข้าใจ คือพูดกันในทุกวันจนกระทั่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ผิดไปกับทุกเรื่องทั้งหมดเลย ผมว่าไม่น่าจะอย่างนั้น ในเรื่องของการข่มขืนก็พูดกันอยู่อย่างนั้น พูดอยู่ 10 วัน จนคนที่ไม่มีใครอยากจะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะอายเหมือนกับถูกทำซ้ำอีกที คิดให้ดีผมไม่ได้ตำหนิท่าน เข้าใจ แต่บางอย่างไม่ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก พูดลงรายละเอียดมากจนเกินไปจนให้เขาอาย แต่คนที่ถูกจับยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร คนที่เขาทำ คิดถึงคนที่เขาเป็นผู้เสียหายด้วย จะเสนออะไรก็ตาม โดยเฉพาะผู้หญิง"
บุกค้นคลินิกเถื่อนย่านเพลินจิตเก็บหลักฐานเรียบ
เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.อ.นภันวุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส. พร้อมด้วย น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสน.ลาดพร้าว และกก.ดส. ประมาณ 20 นาย เดินทางมาพร้อมหมายค้นศาลอาญากรุงเทพฯใต้ เลขที่105/2557 เพื่อขอตรวจค้นสถานพยาบาลหรือคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูตินรีเวช ตั้งอยู่ถนนเพลินจิตหลังจากมีพยานให้การว่า คลินิกดังกล่าวเป็นสถานที่ทำการช่วยเหลือเด็กทารกอุ้มบุญทั้ง 9 คนให้กับนายชิเกตะ มิตชูโตกิ อายุ 24 ปี ที่รับผิดชอบเป็นผู้ปกครองอุ้มบุญเด็กทารกดังกล่าว จึงได้เดินทางมาตรวจ
เบื้องต้นพบว่า คลินิกดังกล่าวได้มีการค้นย้ายสิ่งของที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยและเอกสารเวชระเบียนประวัติการรักษาของผู้ป่วยทั้งหมดไปตั้งแต่เมื่อประมาณวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยที่ยังไม่สามารถติดต่อเจ้าของที่ดำเนินการจดทะเบียนได้ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยชั้น 12 เอ จะทำเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศ ส่วนชั้นที่ 15 เป็นคลินิคในการตรวจ และฉีดให้กับหญิงสาวที่จะมาอุ้มบุญ
พ.ต.อ.นภันวุฒิ เปิดเผยว่า ทางบช.น. กก.ดส. พร้อมด้วย น.ต.นพ.บุญเรือง การมาตรวจค้นมาดำเนินการตามหมายค้นของศาลเพื่อดำเนินการตรวจยึดพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญตามที่เป็นข่าว ส่วนสาเหตุที่มาตรวจค้นสถานที่ดังกล่าวนั้น ทางเจ้าหน้าที่สืบทราบพบพยานหลักฐานว่า สถานพยาบาลดังกล่าวเป็นสถานที่ให้บริการกรณีอุ้มบุญที่เป็นข่าวเด็กททารกทั้ง 9 ราย ซึ่งผลการตรวจนั้นได้ทำการตรวจยึดพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีพยานเอกสารบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพราะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนตัวทางนายแพทย์ที่รับใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาลยังไม่สามารถติดต่อได้ ยังอยู่ระหว่างการติดต่อการดำเนินการตรวจค้นได้มีการประสานนิติกรฝ่ายอาคารซึ่งเป็นผู้ให้เช่าทั้ง 2 ชั้น สถานพยาบาลแห่งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
เมื่อถามว่า มีการระบุว่าเด็กทั้ง 9 คน เป็นลูกของชายชาวญี่ปุ่นจริงหรือไม่นั้น พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ กล่าวว่า เด็กทารกที่ตรวจพบทั้ง 9 คน ขณะนี้อยู่ในการดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารสูติบัตร ทะเบียนบ้าน ตามที่เป็นข่าวว่าชายชาวญี่ปุ่นเป็นบิดา ซึ่งเราก็ได้ข้อมูลเบื้องต้นทางทะเบียนแล้วว่า ชายชาวญี่ปุ่นดังกล่าวได้แจ้งเอาไว้ว่าเป็นพ่อของเด็กหลายคน ซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบเอกสารของเด็ก 9 คน กับทางทะเบียนที่รับแจ้งไว้นั้นเป็นเด็กกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีเด็กทั้งหมดที่ตรวจสอบ 13 ราย เชื่อว่าน่าจะมีมากกว่า 1 คน คือเด็กทารกที่อุ้มบุญทั้ง 9 คน ใช้สถานพยาบาลที่ไหนนั้น น่าจะนำมาทำที่นี่ทั้งหมด ตามที่ตรวจค้นพบอยู่
พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ กล่าวอีกว่า การทำงานในตอนนี้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วยผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.ได้สั่งการให้รวบรวมหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น การตรวจค้นเพื่อให้ได้พยานหลักฐานว่าเด็กทั้ง 9 คน หรือผู้หญิงที่มารับบริการทำที่นี่หรือไม่ ใบเกิด หรือหนังสือเดินทาง รวมทั้งชาวญี่ปุ่นที่ได้เดินทางออกไปนอกประเทศจริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าสักพักก็คงจะทราบเรื่อง ส่วนทนายนั้น รอบผบช.น. มีการเชิญตัวมาสอบถามแล้ว ข้อมูลจะอยู่ที่ฝ่ายสำนวน รวมทั้งเด็ก 3 คนที่เดินทางออกไปนอกประเทศนั้น คาดว่าภายในวันนี้ก็จะทราบว่าเป็นใคร ส่วนจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือไม่นั้น คงต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานอีกสักระยะ เพราะคดีบางส่วนเกิดขึ้นที่ประเทศไทย เด็กเดินทางออกไปคงจะต้องไล่ตามสืบสวนสอบสวนต่อ องค์ประกอบในการค้ามนุษย์ก็จะมีอีกหลายส่วน ถ้าพยานหลักฐานหรือความผิดทางกฎหมายที่จากการตรวจสอบไปถึง ทางผู้บังคับบัญชาก็จะดำเนินการอย่างแน่นอน โดยการตรวจสอบข้อมูลประวัติชายชาวญี่ปุ่นนั้น พ.ต.อ.วิทวัส ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว จะเป็นผู้ดำเนินการประสานสถานทูตญี่ปุ่น เบื้องต้นยังไม่ได้มีการแจ้งข้อหากับชายชาวญี่ปุ่นแต่อย่างใด และยังไม่พบการประกอบธุรกิจในเมืองไทยแต่อย่างใด คาดว่าการเดินทางมาประเทศไทยน่าจะเข้ามาติดต่อเกี่ยวกับเด็กทารกทั้งหมด ซึ่งจะมีการประชุมความคืบหน้าที่สน.ลาดพร้าว เวลา 16.00 น. ต่อไป
ด้านนพ.บุญเรือง กล่าวว่า ในวันนี้เราได้มาร่วมตรวจค้นสถานพยาบาลดังกล่าวร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้พบว่าสถานพยาบาลดังกล่าวมีความไม่ถูกต้องตามประกาศ พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 ตามมาตรา 34 (2) เรื่องของผู้ประกอบการและมีใบอนุญาตเปิดสถานพยาบาลยินยอมหรือมอบให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ปฏิบัติหน้าไม่ได้ตามมาตรฐาน โดยการที่ไม่ได้มาตรฐานคือการไม่ได้ให้การบริการการตั้งครรภ์จากหญิงอื่น ตามที่แพทยสภาได้กำหนดให้ผู้ที่จะต้องมาตั้งครรภ์แทนจะต้องเป็นเครือญาติ โดยสายเลือด และจะต้องไม่มีการรับค่าจ้างหรืออมิตรสินจ้าง ทางผู้ประกอบการสถานพยาบาลตรงนี้มีโอกาสได้ตักเตือนแล้วในการตรวจเยี่ยมครั้งแรกเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน มีความผิดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เพราะการดำเนินการเรื่องเทคโนโลยีเจริญพันธุ์จะต้องขึ้นทะเบียนก่อน เบื้องต้นก็จะดำเนินการสั่งปิดสถานพยาบาลดังกล่าว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขสามารถดำเนินการเหล่านี้ตามกฎหมายมาตรา 50 เพราะถือว่าเป็นการทำให้เกิดอันตรายและเกิดความร้ายแรงต่อชีวิต ทั้งนี้จะดำเนินการฟ้องร้องแจ้งกับสถานพยาบาลดังกล่าวต่อไป โดยจะต้องมีโทษจำคุกและถูกปรับ ส่วนแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะส่งให้แพทยสภาตรวจสอบในส่วนของการผิดจริยธรรม เพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนใบอนุญาต เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าสถานพยาบาลแห่งนี้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เถื่อน แพทย์ที่ปฏิบัติวิชาชีพตรงนี้ก็มีใบอนุญาต แต่ทางด้านเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนไว้ และการดำเนินการยังผิดด้วย โดยไม่ได้ทีการขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลในชั้น 15
เมื่อถามถึงข้อมูลว่า มีเด็กรายอื่นๆ ที่มาร่วมทำการอุ้มบุญสถานพยาบาลดังกล่าวหรือไม่นั้น นพ.บุญเรือง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลตรงนั้น เพราะเวชระเบียนทางเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการทำการเคลื่อนย้ายไปทั้งหมดแล้ว แต่ถือว่าเป็นคลินิกเถื่อนไม่ได้จดทะเบียนตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 ตามมาตรา 16 เรียกว่าเถื่อนไม่ได้ขออนุญาตมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 30,000 บาท รายชื่อผู้เช่าชั้น 12 และชั้น 15 เป็นคนเดียวกัน
เมื่อถามว่า ทำไมถึงตรวจอีก เมื่อครั้งที่แล้วก็ตรวจสอบไปแล้ว นพ.บุญเรือง กล่าวว่า ครั้งที่แล้วได้รับแจ้งว่า มีการให้บริการให้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ แต่ยังไม่ทราบว่า มีการขออนุญาตหรือไม่ จึงได้มาทำการตรวจสอบอีกครั้ง โดยปกติสถานพยาบาลตามกฎหมายพบว่า คลินิกที่ขึ้นทะเบียนเอาไว้ทั่วประเทศทำเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ทั้งหมดมี 45 แห่ง แล้วก็ในคลินิกนี้ยังไม่ได้ขอขึ้นทะเบียน จึงมีเบาะแสและการตรวจสอบ โดยสถานพยาบาลดังกล่าวเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 จนถึงปีนี้ก็ให้บริการมาครบ 3 ปี
เมื่อถามเรื่องการแยกส่วน ทำเด็กหลอดแก้ว หรือเก็บน้ำเชื้อต่างที่ แล้วมาร่วมกันที่หลังจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ นพ.บุญเรือง กล่าวว่า กระบวนการที่จะทำให้เด็กเกิดขึ้นมามีหลายกระบวนการด้วยกัน ถึงจะแยกส่วนมา แต่สุดท้ายทำให้เด็กเกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นวิธีการเดียวกัน ถือว่ามีความผิดทุกจุดจากแพทย์ที่ดำเนินการดังกล่าว
“ส่วนมีแพทย์กี่คนที่ดำเนินการนั้น มีแค่แพทย์จดทะเบียนแค่ 1 คน โดยจะมีแพทย์คนใดบ้างที่ทำการตรวจสอบต้องรอผลจากการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ อีกครั้ง คาดว่าระหว่าง 3 ปีที่ดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้ทำการส่งให้หน่วยงานรับผิดชอบทราบ คาดว่าน่าจะมีเด็กทารกเกิดมากว่า 100 คน อย่างไรก็ตาม อยากขอเรียนว่า คำว่าอุ้มบุญเรามักจะบอกว่าผิดหมด ซึ่งอุ้มบุญเป็นการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนภรรยาหรือคู่สมรสไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งสิ่งที่ถูกตามข้อกฎหมายคนที่จะมาตั้งครรภ์ให้จะต้องเป็นญาติทางสายเลือดและไม่มีการรับค่าจ้างในการตั้งครรภ์ อุ้มบุญที่ผิดกฎหมายคือหญิงที่ไม่ได้เป็นเครือญาติหรือรับค่าจ้างถือว่าเป็นการอุ้มบาปมากกว่า” นพ.บุญเรือง กล่าวว่า
เมื่อถามถึงการตรวจสอบคลินิกกรณีน้องแกรมมี่นั้น นพ.บุญเรือง กล่าวว่า เบื้องต้นได้ทำการตรวจสอบแล้วบริเวณคลินิก S.A.R.T. ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ อาคารวานิช 2 มีความผิดชัดเจน เพราะแพทย์ที่ดำเนินการไม่ได้ทำตามประกาศแพทยสภาฉบับที่ 21/2545 ไม่ใช้เครือญาติและรับจ้างอุ้มบาป แพทย์ที่เป็นเจ้าของกรณีดังกล่าวต้องส่งแพทยสภา
รายงานข่าวระบุว่า จากการเข้าไปตรวจสอบในเว็บไซต์ของคลินิก ออลไอวีเอฟ http://www.allivfcenter.com/index.php/th/ พบว่า เว็บไซต์ของคลินิกดังกล่าว ได้ปิดตัวไปแล้วตั้งแต่วานนี้
ตำรวจรูดซิปปากคดี"อุ้มบุญ"
เมื่อเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.วิทวัส ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว ได้เรียกประชุมทีมพนักงานสอบสวนสืบสวนข้อเท็จจริง กรณี 9 เด็กทารถอุ้มบุญ ที่ห้องประชุมชั้น 3 สน.ลาดพร้าว โดยไม่ให้สื่อมวลชนทั้งสำนักข่าวในประเทศ และนักข่าวต่างประเทศ เข้าร่วมฟังการประชุม ทั้งนี้มีรายงานว่า ในที่ประชุมได้นำแผ่นชาร์ต ผู้เกี่ยวข้องในคดีอุ้มบุญ 9 ทารก ตั้งแต่นายชิตาเกะ มิตซูโตกิ อายุ 24 ปี เจ้าของน้ำเชื้อ และหญิงอุ้มบุญทั้ง 9 ราย ที่เป็นแม่อุ้มบุญตัวจริง พร้อมนำรายชื่อสุติบัตรที่มีนายชิตาเกะ รับเป็นพ่อของเด็กเรียนร้อยแล้ว มาร่วมเข้าประชุมด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวแม่อุ้มบุญทั้ง 9 มาสอบสวน และทางพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ได้นัดหมายนายรัฐประทาน ตุลาธร ทนายความผู้ดูแลอสุจิของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น หลบสื่อมวลชนไปสอบปากคำที่ สน.วังทองหลาง
นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า นายนายชิตาเกะ มิตซูโตกิ อายุ 24 ปี เป็นพ่อของเด็กทั้ง 9 คนแล้ว ยังมีเด็กอีก 3 รายที่นายชิตาเกะ นำกลับไปอยู่ที่ประเทศญีปุ่นแล้ว และยังมีลูกอยู่ในท้องหญิงอุ้มบุญอีก 1 ราย รวมเป็น 13 คน ที่ใช้น้ำเชื้อของนายชิตาเกะ นอกจากนี้ทางพนักงานสืบสวนสอบข้อเท็จจริง จะต้องตรวจสอบและติดตาม เด็กแฝดอีก 2 คนที่มีหน้าตาออกไปทางยุโรป เบื้องต้นพบว่ามีสัญชาติสเปน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบพ่อแม่เพิ่มอีก
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ชุดสอบสวนสืบสวนข้อเท็จจริงที่เข้าประชุมที่ สน.ลาดพร้าว ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดความคืบหน้าในคดี ทั้งนี้ ต้องรอให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูง เป็นผู้แถลงข่าวเอง โดยมีรายงานอีกว่า ในช่วงระหว่างเวลา 16.00 น. พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รอง ผบช.น. ทำหน้าที่หัวหน้าชุดสอบสวน จะเดินทางมาเป็นผู้แถลงข่าวความคืบหน้าในคดีนี้อีกครั้ง
ผช.ผบ.ตร.เชื่อเร่งกฎหมาย"อุ้มบุญ"ผ่าน
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ผู้ช่วยผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีที่แพทยสภาได้มีการเสนอร่างกฎหมาย พ.ร.บ.เจริญพันธุ์ หรือ กฎหมายอุ้มบุญ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเสนอเข้าที่ประชุมวันที่ 13 ส.ค.นี้ ว่า ภายในสัปดาห์หน้าตนคาดว่า กฎหมายดังกล่าวจะผ่าน สนช. ได้แน่นอน และในส่วนของ ตร. นั้น ก็จะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานบริการรับอุ้มบุญทุกที่ที่มีข้อมูล ว่า สถานที่ดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่และกระทำผิดกฎหมายใด หากเข้าข่ายผิดกฎหมายก็ดำเนินการไป ในส่วนของเด็ก 9 คน ที่คาดว่าเป็นเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ทราบว่า เกิดมาจากวิธีการอุ้มบุญหรือไม่
รายงานข่าวแจ้งว่าทางพนักงานสอบสวนผบช.น.ได้ประสานกับทางตม.เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบย้อนหลัง 1 ปี ว่ามีการนำเด็กต่ำกว่า 1 ปี เดินทางออกจากประเทศไทยกี่ราย พร้อมประสานงานกับกรมการกงศุลเพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ของเด็กที่เดินทางออกจากประเทศไทยไปมีความเป็นอยู่อย่างไร
แม่น้องแกมมี่ยอมรับเคยทำธุรกิจอุ้มบุญ
จากกรณี "น้องแกมมี่" เด็กทารกที่เกิดจากการอุ้มบุญ ป่วยเป็นโรคดาวน์ซินโดรมและโรคหัวใจรั่วตั้งแต่กำเนิด โดยมีการอ้างว่าพ่อแม่ชาวออสเตรเลียทอดทิ้งเอาไว้ให้อยู่ที่เมืองไทย นำเพียงฝาแฝดเพศหญิงกลับไป จนกลายเป็นประเด็นข่าวโด่งดัง ล่าสุดในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อความที่อ้างว่า แม่อุ้มบุญ ได้โพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาคล้ายทำธุรกิจเกี่ยวกับการอุ้มบุญนั้น
ล่าสุดรายการเรื่องเล่าเช้านี้ รายงานว่า จากการสอบถามไปยังน.ส.ภัทรมน จันทร์บัว แม่น้องแกมมี่ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว ซึ่งน.ส.ภัทรมน ยอมรับว่า เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ตนเข้าร่วมขบวนการอุ้มบุญ โดยระบุว่าถ้าหาหญิงสาวมารับเป็นแม่อุ้มบุญได้ ตนจะได้รับค่านายหน้าด้วย ซึ่งเคยเป็นนายหน้า 2 ครั้ง แต่ยังไม่เกิดการอุ้มบุญแต่อย่างใด และยืนยันว่าปัจจุบันเธอไม่ได้เป็นนายหน้าหรือโพสต์หาแม่อุ้มบุญแล้ว



