
ผู้ว่าฯจาการ์ตาเชื้อจีนคนแรก
09 ส.ค. 2557
สังคมอาเซียน : ผู้ว่าฯจาการ์ตาเชื้อจีนคนแรก โผงผาง โปร่งใส ไร้มลทิน
นอกจากอินโดนีเซียได้ฉลองกับการได้ผู้ว่าฯ จาการ์ตา หัวปฏิรูป อย่าง โจโก วิโดโด หรือ โจโควี เป็นประธานาธิบดีแล้ว ยังได้ยินดีกับการได้ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่จะมาแทนที่ อย่าง นายบาซูกิ ทีจาฮาจา ปูร์มานา วัย 48 ปีที่ขยับจากรองผู้ว่าฯ ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้ว่าการเมืองหลวงเชื้อสายจีนคนแรกอีกด้วย
การขึ้นมาทำหน้าที่อันสำคัญของนายปูร์มานา ที่เป็นทั้งนักธรณีวิทยาและนักธุรกิจ และมีชื่อเล่นว่า อาฮอก (Ahok) ตอกย้ำว่าอินโดนีเซียมาไกลแค่ไหนแล้วสำหรับประเทศที่เพิ่งหลุดพ้นจากระบอบอำนาจนิยมและเหยียดเชื้อชาติในอดีต
ย้อนหลังไปแค่ 16 ปีชนเชื้อสายจีนยังตกเป็นเป้าความรุนแรงของคนบางกลุ่มถึงขั้นไล่ฆ่า เผาทำลาย ปล้นสะดมเมื่อเกิดจลาจล
นายซาร์โวโน กุสุมาตมัดจา อดีตรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการนับถือของอินโดนีเซียบอกกับจาการ์ตาโพสต์ว่า เมื่อประชาธิปไตยก้าวหน้า การยอมรับความแตกต่างก็มีมากขึ้น การก้าวขึ้นมาของนายอาฮอก และคนอื่นๆ ในตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติ "คนเริ่มตระหนักว่า ควรตัดสินกันที่ผลงาน"
นายอาฮอก เป็นฮากกา หรือจีนแคะ นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ เกิดที่เขตมังการ์ เมืองเบลิตุงตะวันออก เกาะสุมาตราเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2509 เป็นบุตรคนแรกในพี่น้อง 4 คน บิดาเป็นชาวเหมืองทรายและดีบุก ที่รู้จักดีในเรื่องของความใจบุญ เข้าเรียนมัธยมปลายที่กรุงจาการ์ตา จบปริญญาตรีด้านธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยตรีซากิ
จากข้อมูลบนเว็บไซต์ส่วนตัว ว่าที่ผู้ว่าฯ จาการ์ตาตัดสินใจโดดลงมาเล่นการเมืองเพราะอยากปราบโกงกิน เพราะสมัยทำธุรกิจ ผจญกับอุปสรรคนานัปการในระบบราชการทุจริต จึงอยากเลิกและย้ายไปต่างประเทศ แต่บิดาขอให้อยู่ต่อไป ทั้งยังบอกกับลูกชายว่า วันหนึ่ง ประชาชนจะโหวตให้ไปต่อสู้กับคอร์รัปชั่น ผู้เป็นลูกไม่เชื่อ แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่าเป็นจริง
เพราะเจอประสบการณ์ใต้โต๊ะมากับตัวเอง ทำให้นายอาฮอก ยกการปราบคอร์รัปชั่น ความโปร่งใสและตรวสอบได้เป็นหลักใหญ่ในการบริหารงานของเขา รองพ่อเมืองจาการ์ตาให้เบอร์มือถือส่วนตัวแก่ประชาชน ให้ติดต่อได้ทุกเมื่อหากมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอยากให้แก้ไข ซึ่งปรากฏว่าในช่วงสองสามเดือนแรก มือถือของเขาได้รับข้อความอย่างน้อย 5,000 ข้อความในทุกสัปดาห์ หากเป็นเวลากลางคืน นายอาฮ็อกจะรับข้อความเอง
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินบนเว็บไซต์ แจกแจงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณของจาการ์ตา ให้ผู้เสียภาษีตรวจสอบได้
ไซยาฟิก อาลีลฮา นักเคลื่อนไหวด้านสังคมและเจ้าของสำนักพิมพ์ กล่าวว่า นับจากนายอาฮอกขึ้นมาเป็นที่รู้จัก รู้สึกได้ว่าทัศนคติต่อชนเชื้อสายจีนเป็นบวกมากขึ้น
เมื่อครั้งอินโดนีเซียประสบวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรงในปี 2541 ทำให้คนตกงานหลายล้าน ชนเชื้อสายจีนที่คิดเป็นร้อยละ 2 ของประชากร ตกเป็นเป้าระบายความโกรธแค้นและชิงชัง ด้วยถูกมองว่าครอบครองความร่ำรวยของประเทศอย่างไม่สมดุล ชาวจีนและธุรกิจต้องรับเคราะห์ในช่วงที่มีก่อเหตุจลาจลต่อต้านรัฐบาลอย่างกว้างขวาง ที่เป็นแรงกดดันบีบให้ประธานาธิบดีซูฮาร์โตต้องลาออก หลังปกครองด้วยกฎเหล็กมานาน 32 ปี
แต่นั่นก็ถือเป็นก้าวแรกของการเดินทางยาวไกลสู่การปฏิรูป ที่รวมถึงการยกเลิกกฎหมายเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการถือว่าชนเชื้อชาติจีน ก็เป็น "ปริภูมิ" หรือบุตรแห่งแผ่นดิน เช่นกัน จากเดิมมีแต่ชาวท้องถิ่นแต่ดั้งเดิมของอินโดนีเซียเท่านั้น ปัจจุบัน ใครที่เกิดในอินโดนีเซียล้วนเป็นปริภูมิไม่แตกต่าง และทำให้ทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้งเท่าเทียม
แต่การเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย ที่มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิสูงแทบทุกครั้ง ตั้งแต่จัดครั้งแรกในปี 2541 ไม่อาจถอนรากถอนโคนสถาบันและระบบราชการที่เต็มไปด้วยทุจริตได้
นายอาฮอกตกลงใจสมัครเป็นคู่หูชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ จาการ์ตากับนายโจโควีเมื่อปี 2555 ในสนามเลือกตั้งนี้ ชัยชนะมักตกเป็นของนักการเมืองร่ำรวยและกว้างขวาง ต้องมีสายสัมพันธ์กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทหารหรือตระกูลอภิสิทธิชน แต่ชาวจาการ์ตาที่สุดเอือมกับการเล่นพรรคเล่นพวกและโกงกิน มองว่าทั้งคู่คือเป็นตัวแทนของการตัดขาดอดีต จึงเทคะแนนให้ล้นหลาม
และการเข้ามาทำหน้าที่รองผู้ว่าฯ ถือเป็นการมาเขย่าวงการเช้าชามเย็นชามในจาการ์ตา แต่ด้วยสไตล์การทำงานแบบโผงผาง จึงได้รับทั้งเสียงชมและเสียงบ่น เช่น เคยบุกไปสำนักงานด้านการขนส่งของจาการ์ตาเมื่อไม่นานมานี้แบบไม่ให้ตั้งตัว และขู่ไล่ออกเจ้าหน้าที่ทุจริต มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นเวลานายอาฮอกอารมณ์ขึ้น ต่อว่าเจ้าหน้าที่ทำงานไร้ประสิทธิภาพกลางที่ประชุม แต่ผู้ชมส่วนมากก็สนับสนุน
สำหรับนักธุรกิจในจาการ์ตาอย่าง นายโอคคิ โซบาจิโอ กล่าวว่า ผมชอบอาฮอก เดี๋ยวนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนกล้าเกียจคร้าน หรือทุจริต เพราะอาฮอกจะไล่ออก เป็นจีนหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นเลย เราผ่านเรื่องแบบนั้นมานานแล้ว นักธุรกิจคนนี้เชื่อว่าจาการ์ตาภายใต้ อาฮอก จะเปลี่ยนโฉมเป็นเมืองสมัยใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเหมือนมาเลเซียกับฮ่องกง
ถึงอย่างนั้น ในประเทศที่ยังถือวัฒนธรรมสุภาพถ่อมตนแบบชาวชวา บางคนอาจมองว่านิสัยขวานผ่าซากของนายอาฮอกขัดหูขัดตา นายฟรานซ์ วินาร์ตา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งมีเชื้อจีนเช่นกัน ยกตัวอย่างครั้งหนึ่ง ระหว่างให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ พิธีกรถามว่าพร้อมจะทำหน้าที่ผู้ว่าฯ จาการ์ตาหรือไม่ นายอาฮอก ไม่ตอบธรรมดากลับระบุว่า พร้อมถึงขั้นเป็นรองประธานาธิบดี
นายฟรานซ์ กล่าวว่า การแสดงออกถึงความมั่นใจอย่างล้นเหลืออาจถูกมองว่าหยิ่งยะโส ซึ่งส่วนตัวคิดว่าลดลงบ้างก็น่าจะดี แม้บุคลิกของเขาเป็นที่ถูกใจของคนรุ่นใหม่ สำหรับทนายความท่านนี้ เห็นว่าชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน ควรคำนึงความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ถ่อมตนและสุภาพตลอดเวลา
แต่นายซาร์โวโน กลับเห็นว่า นายอาฮอกควรเป็นตัวของตัวเอง ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และประสิทธิภาพในเวลาเดียวกัน เพราะคุณสมบัติเหล่านี้คือสิ่งที่คนรักและชื่นชม
อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้ว่าฯ กรุงจาการ์ตาแม้ได้รับความนิยมแค่ไหน ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาท้าทายลดลง
การอยู่ในตำแหน่งนี้คือการเป็นประธานในเชิงสัญลักษณ์ขององค์กรอิสลามอย่างน้อย 8 แห่งด้วย และกลุ่มมุสลิมชื่อแนวหน้าปกป้องอิสลาม (เอฟพีไอ) ก็ส่งเสียงแล้วว่าไม่ยอมรับ นายซาร์โวโนยังเชื่อในแง่ดีว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นอุปสรรค ชาวอินโดนีเซียรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษามากกว่าคนรุ่นก่อน กับความก้าวหน้าในสังคมปัจจุบัน จะไม่มีปัญหากับการที่ผู้มิใช่มุสลิม จะเป็นประธานเชิงสัญลักษณ์ขององค์กรอิสลาม เพราะองค์กรเหล่านี้ทำงานด้านสังคม มิใช่การสอนศาสนา
หากความท้าทายที่ใหญ่ยิ่งกว่าคือการสะสางปัญหาจราจร น้ำท่วมขังยามฝนตกหนัก การจัดสรรและกรณีพิพาทที่ดิน
นายโจโกวี ผู้ว่าฯ คนก่อน เป็นผู้ว่าฯ คนเดียวที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันรถไฟฟ้าใต้ดิน เพิ่งลงเสาเข็มเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในเฟสแรกของโครงการที่จะแล้วเสร็จในปี 2018 นอกจากนี้ก็ยังมีบริการด้านสาธารณสุข การศึกษาและเคหะ
ถึงแม้ปัญหาท้าทายมากมายและหลายปัญหาก็เรื้อรัง แต่คราวนี้ ถือเป็นความหวังเรืองรองของชาวเมืองหลวงเป็นครั้งแรก เมื่ออินโดนีเซียจะมีประธานาธิบดีที่เป็นผู้ว่าฯ จาการ์ตามาก่อน จึงเชื่อว่าสองคนนี้จะสนับสนุนกันและกันเป็นอย่างดี



