
'ธาริต'ฟ้อง'มาร์ค-สุเทพ'สั่งฆ่า!ตามหน้าที่
08 ส.ค. 2557
ศาลอาญายกฟ้อง 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ฟ้อง 'ธาริต' ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สรุปสำนวนสลายนปช.ปี53 ชี้ทำตามหน้าที่ หลังศาลมีคำสั่งไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิต ไม่ได้กลั่นแกล้ง
8 ส.ค. 57 เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลนัดฟังคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัจจุบันปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี , พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ในฐานะอดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553 , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน กระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 90 , 157 , 200 กรณีเมื่อเดือน ก.ค. 54 - 13 ธ.ค. 55 ดีเอสไอได้สรุปสำนวนดำเนินคดี นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่า และพยายามฆ่าโดยเจตนา และเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ.ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งโจทก์เห็นว่า การแจ้งข้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริง และดีเอสไอ ไม่มีอำนาจ เพราะต้องเป็นการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.
ศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลเหตุการสรุปสำนวนคดีกล่าวหาโจทก์ทั้งสอง สืบเนื่องจากการชุมนุมของ นปช.เมื่อปี 2551 - พ.ค. 53 มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมหลายหมื่นคน ต่อมามีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ นายอภิสิทธิ์ โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และตั้ง ศอฉ. ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53 เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าปฏิบัติการขอคืนพื้นที่บริเวณแยกผ่านฟ้า และ ถ.ราชดำเนิน จนเกิดการปะทะกับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นชายชุดดำ มีเจ้าหน้าที่ทหาร และผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต หลังจากนั้น นายสุเทพ โจทก์ที่ 2 ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถใช้อาวุธปืน และจัดให้มีหน่วยพลทหารซุ่มยิงระยะไกลได้ ซึ่งการชุมนุม นปช.ดำเนินการเรื่อยมา และได้ยุติลงเมื่อเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. 53 มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ผู้เสียชีวิตบางรายเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร หลังจากนั้นพนักงานอัยการ ได้ยื่นไต่สวนชันสูตรสาเหตุการตายต่อศาลอาญา และศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยศาลได้มีคำสั่งว่า ผู้เสียชีวิตบางรายจากกระสุนปืนความเร็วสูงที่ยิงมาจากฝั่งของเจ้าหน้าที่ทหาร
การสอบสวนและสรุปสำนวน จึงสืบเนื่องจากพยานหลักฐานที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิตดังกล่าว และเป็นการดำเนินการตามพยานหลักฐาน บทบัญญัติของกฎหมาย พยานหลักฐานที่นำสืบของโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ มีเจตนาบิดเบือนแจ้งข้อกล่าวหา หรือกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด
ส่วนที่โจทก์ ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ทั้งสองมีตำแหน่งทางการเมือง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจสอบสวน ป.ป.ช. ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 นั้น เห็นว่า คดีที่จำเลยได้ดำเนินการทำสำนวน และสั่งให้พนักงานอัยการนั้น เป็นมูลคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งอัยการสูงสุด ก็ได้มีคำสั่งให้ฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่แล้ว จึงพิพากษายกฟ้อง
ภายหลังนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของนายสุเทพ เปิดเผยว่า จะปรึกษากับตัวโจทก์อีกครั้ง แต่คาดว่าจะอุทธรณ์คดีต่อไป ซึ่งเราเห็นว่าการสอบสวนเป็นเรื่องของ ป.ป.ช.



